ข้อสังเกตต่อการเผชิญหน้ากับอาการเจ็บป่วยของคนไร้รัฐ

 

 

 

 

 

คนไร้รัฐ ไร้สัญชาติก็เหมือนชีวิตอื่นๆ ที่มีรัฐและสัญชาติ นั่นคือทุกชีวิตต่างก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วย อาจโชคร้ายที่มีภาวะพิการตั้งแต่กำเนิด มีความเสี่ยงที่จะประสบอุบัติเหตุด้วยกันทั้งสิ้น การเผชิญหน้า หรือการจัดการรับมือกับอาการเจ็บป่วย/อุบัติเหตุที่ตนประสบของคนมี-ไม่มีร้ฐ มี-ไม่มีสัญชาติ จึงไม่แตกต่างกัน นั่นคือ เมื่อเจ็บป่วยมีปัญหาสุขภาพก็ย่อมต้องการการเยียวยารักษา และหากสามารถทำได้ดีไปกว่านั้น หากเป็นไปได้ เราควรมีโอกาสที่จะเยียวยาโรคตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นหรือการป้องกันไม่ให้โรคลุกลามรุนแรง

 

ต่อกรณีศึกษาทั้ง 8 กรณี โครงการวิจัยชุดกลาง (ชุด E) มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ (ดูตาราง คราวที่แล้ว ประกอบ)

 

1)ในเบื้องต้น พบว่า ไม่มีกรณีศึกษาใดเลยที่หมอหรือสถานพยาบาลจะปฏิเสธการให้การรักษาพยาบาล ภายในทีมวิจัยได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นนี้ไว้ด้วยเช่นกันว่า อาจเป็นเพราะสถานพยาบาลส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสถานพยาบาลของรัฐซึ่งอยู่บริเวณชายแดนหรือจังหวัดที่อยู่ใกล้กับชายแดน มักมีทัศนคติที่ดีต่อการให้การรักษาพยาบาลแก่ “คนไม่มีบัตร” หรือ “คนไม่มีเลข 13 หลัก” มากกว่าสถานพยาบาลในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณี “ป้าเจรียง”[1]) นั่นหมายความว่า อาจกล่าวได้ว่า คนไร้รัฐไร้สัญชาติสามารถเข้าถึงสิทธิในบริการสาธารณสุขได้ แต่ต้องกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า “การเข้าถึงสิทธิในบริการสาธารณสุข” (access to health care) นี้ มิใช่ว่าเพราะว่าการเข้าถึงสิทธิในบริการสาธารณสุขได้รับการยอมรับว่าเป็น “สิทธิ” ของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ หากอาจเป็นด้วยเพราะเหตุผลทางมนุษยธรรม หรือจรรยาบรรณของแพทย์พยาบาลที่เห็นคนเจ็บป่วยมาก็ต้องให้ช่วยเหลือให้การรักษาพยาบาล ซึ่งไม่ใช่มาตรฐานกลางสำหรับคนไร้รัฐทุกคน

 

2)การเข้าถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ แม้จะไม่ถูกปฏิเสธ แต่ก็มีข้อจำกัด

กล่าวคือ ข้อจำกัดเรื่องเงินสำหรับค่ายาค่าหมอค่าเดินทาง และข้อจำกัดในการเดินทางไปหาหมอ ไปสถานพยาบาล

2.1) โครงการวิจัยชุดกลาง พบว่า ทุกกรณีศึกษาเป็นคนยากจน ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายค่ายาค่าหมอ รวมถึงค่าเดินทาง หากไม่มีการช่วยเหลือ จากภายนอกแล้ว การพาคนเจ็บไปพบหมอหรือไปสถานพยาบาลเป็นสิ่งที่คนไร้รัฐและครอบครัวไม่มีความมั่นใจ และส่วนใหญ่จะไม่ทำ ทุกครั้งที่ไปพบหมอไปสถานพยาบาลมักเป็นช่วงที่คนเจ็บมีอาการทรุดหนักลง

2.2) พ้นไปจากเรื่องเงิน การไม่มีบัตรอะไรเลยหรือแม้จะมีบัตรสีแต่หากต้องออกไปหาหมอในเมืองก็เป็นอีกเรื่องที่คนเจ็บและครอบครัวของเขาต้องชั่งใจ หากทนไม่ได้อีกต่อไปกับความทุกข์ทรมานของอาการเจ็บป่วยของคนเจ็บ เมื่อตัดสินใจไปหาหมอ ยกตัวอย่างกรณีนายหม่องละ นับแต่ออกจากบ้าน-ระหว่างทางไปสถานพยาบาล หรือแม้แต่เมื่อถึงสถานพยาบาลแล้ว นอกจากคนป่วยและครอบครัวจะต้องตระหนกตกใจในอาการของคนป่วยแล้ว ยังต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดเวลาด้วยความระทึกใจที่ไม่แพ้กันก็ คือ “จะถูกจับหรือเปล่า?”

          จึงกล่าวได้ว่า แม้สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขของคนไร้รัฐจะไม่ได้ถูกปฏิเสธโดยตรง  แต่ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการตกเป็นคนไร้รัฐก็ทำเป็นข้อจำกัดที่ยากที่คนไร้รัฐจะสามารถเข้าถึง

 

3)‘ความโชคดีไม่ใช่ความยั่งยืนและไม่ใช่มาตรฐานกลางสำหรับคนไร้รัฐทุกคน

กรณีของอาลิ่มที่ถูกน้ำช็อตจนต้องเป็นอัมพาต ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังคงรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนพรัตน์ ในความดูแลของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผลมาจากกระแสแรงกดดันของสังคม เป็นเพียงอีกฉากหนึ่งของการเมือง-นโยบายเฉพาะราย, รวมถึงกรณีของมีซา เบียงแล ซึ่งการดูแลโดยสถานสงเคราะห์ฯ ทำให้มีซามีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง 30 บาทนั้น หรือแม้แต่กรณีของนายสัพตูที่ “หมอและพยาบาลใจดี” ไปตรวจวัดความดันถึงบ้านโดยไม่คิดเงินและยังแถมอาหารแห้ง ฯลฯ เป็นเพียงความโชคดีของคนไร้รัฐไม่กี่คน ไม่มีความยั่งยืนและไม่ใช่มาตรฐานกลางสำหรับคนไร้รัฐคนอื่นๆ

            หากหน่วยงาน พม. ไม่มีนโยบายดูแลอาลิ่มอีกต่อไป อาลิ่มที่เพิ่งอายุ 20 ปีและลูกเมียของเขาจะดูแลอาลิ่มที่เป็นอัมพาตได้อย่างไร หรือกรณีของมีซา เมื่อมีซาเรียนจบ ไม่สามารถอยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์ได้อีกต่อไป การไปสถานพยาบาลครั้งต่อๆ ไป ไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่า หากเธอยื่นเพียงบัตรทองและบัตรคนพิการอีก เธอจะรอดพ้นจากการถูกตรวจพบว่าเธอไม่มีบัตรประชาชนคนไทย บัตรทองของเธอจะอยู่กับเธอไปอีกนานเท่าไร?

 

4)แม้คนไร้รัฐจะได้รับการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลหรือได้รับการพัฒนาสถานะบุคคล ข้อจำกัดเดิมๆ ในการเข้าถึงการรับบริการสาธาณสุขก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมยกเว้นเพียงบางกรณี

 

(1) - (2) กรณีของเด็กหญิงสุพัตรา[2] และนายหม่องละ[3] แม้สองกรณีศึกษานี้จะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ข้อสังเกตก็คือครอบครัวของหนูออยและนายหม่องละยังคงมีหนี้ก้อนโตผูกพันให้ต้องชำระหนี้อยู่ต่อไป

(3) กรณีของนายสัพตู[4] ภายใต้สถานะของการเป็นคนไม่มีสถานะทางทะเบียน (ถือบัตรประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 0) ย่อมไม่ทำให้เกิดช่องทางใดๆ ให้นายสัพตู สามารถเข้าถึงได้การดูแลทางสุขภาพที่ส่งตรงถึงบ้านแบบที่เป็นได้รับอยู่ในปัจจุบัน หาก “ไม่มีคุณหมอและคุณพยาบาลใจดี” นายสัพตูจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละสถานการณ์

(4) กรณีของเด็กชายสาละวิน[5] แม้ต่อไปคุณวันดีจะสามารถขอคำสั่งศาลให้น้องวินเป็นลูกบุญธรรมของเธอ และน้องวินจะได้สัญชาติไทยโดยผลของกฎหมายในฐานะลูกบุญธรรมของคนไทย ตามพ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 4 พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลน้องวินอาจได้รับการแบ่งเบาเพราะน้องวินจะได้รับบัตรทอง 30 บาท แต่สัญชาติไทยของน้องวินจะเริ่มต้นได้หลังจากศาลมีคำสั่งไปแล้ว 5 ปี นั่นหมายความว่า ในระหว่างนี้ไปจนกว่าจะครบระยะเวลา 5 ปีหลังศาลมีคำสั่ง คุณวันดียังคงต้องรับภาระนี้โดยลำพัง

(5) กรณีนายอาลิ่ม[6] ต่อไปหากทางรัฐบาลยุติบทบาทในการรับดูแลอาลิ่ม และส่งอาลิ่มกลับบ้าน ภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการดูแลสุขภาพของอาลิ่มของครอบครัวอาลิ่ม อาจได้รับการบรรเทาเบาบางลง หากอาลิ่มไปแสดงตนกับอำเภอเพื่อการมีสัญชาติไทยตามมาตรา 23 แห่งพรบ.สัญชาติฯ ฉบับใหม่ และเขาจะได้รับบัตรทอง 30 บาท

(6) กรณีนางไบ๋[7] หากนางไบ๋ไปขอขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว หากโชคดี-เธอผ่านการตรวจสุขภาพ และได้รับอนุญาตให้ทำงานชั่วคราว เธอจะมีหลักประกันสุขภาพ เพราะแรงงานต่างด้าวจะถูกบังคับให้ซื้อหลักประกันสุขภาพอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี กรณีของโกโม[8] เป็นกรณีตัวอย่างของแรงงานที่มีบัตรประกันสุขภาพ แต่ไม่สามารถใช้สิทธิได้ ปัญหาความไม่เข้าใจสิทธิของตัวเองของแรงงานต่างด้าวเป็นข้อจำกัดอีกประการหนึ่ง

(7) กรณีมีซา[9] เธอควรได้รับการสำรวจและบันทึกประวัติในฐานะ “บุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน” ประกอบกับมีซากำลังเรียนหนังสือ หากเธอจบปริญญาตรี เธอประพฤติดี รัฐไทยมีนโยบายว่า นับจากวันที่เธอมีชื่อในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร 10 ปี เธอจะเป็นผู้มีสิทธิขอสัญชาติไทยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ดี แนวนโยบายนี้ต้องการมติคณะรัฐมนตรีรองรับ นั่นหมายความว่า นับจากวันนี้ไปมีซายังคงอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกพบว่าเธอเป็นผู้ไม่มีสิทธิในบัตรทองที่เธอถืออยู่ และหาเธอถูกตรวจพบ นับจากนั้นไปมีซาอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพด้วยตัวของเธอเอง

 

5)ประเด็น “สถานะบุคคลตามกฎหมาย” คือ หัวใจของข้อจำกัดของคนไร้รัฐในการได้รับบริการสาธารณสุขเพราะหากเปรียบเทียบคนไร้รัฐกับคนไทยในประเด็นความยากจนไม่มีเงินจ่ายค่ายาค่าหมอค่าเดินทาง คนมีสัญชาติไทยก็ยังมีโอกาสดีกว่าคนไร้รัฐ เพราะคนไทยมีบัตรทอง 30 บาท ดังนั้นด้วยอาการเจ็บป่วยคล้ายคลึงกันด้วยโรคเดียวกัน คนไร้รัฐที่ยากจนมักจะยืดเวลาที่ตัวเองหรือพาคนเจ็บไปหาหมอไปสถานพยาบาล หรือ เซนเซอร์ตัวเองไปเสียก่อน

 

ยกตัวอย่างกรณีของเด็กหญิงสุพัตรา ซอหริ่ง หรือหนูออย แม้ว่าเธอจะเสียชีวิตด้วยโรคปอดเรื้อรังประกอบกับร่างกายอ่อนแอตั้งแต่แรกเกิด แต่คงต้องกล่าวด้วยว่าปัจจัยเร่งที่ทำให้การเสียชีวิตมาถึงเร็วขึ้นอย่างคาดไม่ถึงนั้นเป็นเพราะหนูน้อยไม่สามารถเข้าถึงหมอเพื่อรับการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบและอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เนิ่นๆ  จริงที่ว่าหนูออยไม่ได้ถูกปฏิเสธการให้การรักษา แต่ด้วยสถานะบุคคลตามกฎหมายของหนูออยและสุดา ซอหริ่งผู้เป็นแม่ที่ถูกเปลี่ยนจาก “คนไทย” เป็น “คนต่างด้าว” ทำให้บัตรทองของแม่ถูกยึดและหนูออยพลอยไม่ได้รับบัตรทองไปด้วย ทำให้การไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งถูกยืดยื้ออกไปเพราะแม่ของเธอไม่มีเงิน ครั้งสุดท้ายที่หนูออยถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ก่อนที่หนูออยจะได้รับบัตรทองนั้น-เธอ “ชักจนตัวเขียว”

 

------------------------------------------------------

ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล โครงการเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ (Stateless Watch), รายงานความคืบหน้า โครงการประสานงานวิชาการเพื่อการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย ต่อสิทธิในหลักประกันสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศไทย : บทที่ 1 ภายใต้ ชุดโครงการวิจัยเพื่อสิทธิในสุขภาพของคนไร้รัฐในประเทศไทย, พฤษภาคม 2551
โครงการนี้ได้รับทุนอุดหนุนจาก สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (เพื่อสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) ความเห็นและข้อเสนอแนะที่ปรากฎในเอกสารนี้เป็นของผู้วิจัย มิใช่ความเห็นของสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย

 



[1]ดู “ป้าเจรียง : อุทาหรณ์ของคนไม่มีบัตรในรัฐ (เลือดเย็น), โดย ชลฤทัย แก้วรุ่งเรือง, ใน

http://gotoknow.org/blog/health4stateless-a1/161493?class=yuimenuitemlabel และ อุทาหรณ์จากป้าเจรียง คนไทยไร้บัตร เลยไร้การรักษาพยาบาล คอลัมน์ กวนตะกอน, มติชน 23 กรกฎาคม 2549, หน้า 9 อ้างถึงใน http://www.tobethai.org/autopage/show_page.php?t=19&s_id=319&d_id=317

[2] กรณีศึกษาฉบับเต็ม, ดู ย้อนบันทึกชีวิตที่ปลิดปลิว...ของน้องออย เด็กหญิงตัวน้อยแห่งแม่อาย  โดย ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว, ในปิ่นแก้ว และคณะฯ อ้างแล้ว

[3]  กรณีศึกษาฉบับเต็ม, ดู “การจากลา...แผ่นดินไทยของพ่อ (หม่องละ) โดย  มึดา นาวานาถ, ในปิ่นแก้ว และคณะฯ อ้างแล้ว

[4] กรณีศึกษาฉบับเต็ม, ดู ชีวิตที่เริ่มต้นก่อนเลข “ศูนย์” โดย จุฑิมาศ สุกใส, ในปิ่นแก้ว และคณะฯ อ้างแล้ว

[5] กรณีศึกษาฉบับเต็ม, ดู ลูกชายต่างสายเลือดชื่อ สาละวิน โดย วันดี สันติวุฒิเมธี, ในปิ่นแก้ว และคณะฯ อ้างแล้ว

[6] กรณีศึกษาฉบับเต็ม, ดู แล้วความตายเก่าอันแสนเศร้าก็มาเยี่ยมเยือนบันทึกชีวิตบนผืนน้ำของมอแกนเกาะช้าง โดย  ปราโมทย์ แสนสวาสดิ์ เขียน และปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว

[7] กรณีศึกษาฉบับเต็ม, ดู ความเจ็บป่วย อันเนื่องมาจากโรคแทรกซ้อนที่ชื่อว่า ไร้สัญชาติ โดย พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ, ใน ปิ่นแก้ว และคณะฯ อ้างแล้ว

[8] กรณีศึกษาฉบับเต็ม, ดู บันทึก..เรื่อง 30 บาท ของโกโม.. โดย พัฒนพันธ์ บูระพันธ์ (รวบรวมข้อมูล) ปิ่นแก้ว อุ่นแก้ว  (เรียบเรียง),  ในปิ่นแก้ว และคณะฯ อ้างแล้ว

[9] กรณีศึกษาฉบับเต็ม, ดู มีซา ไม่ใช่ชื่อของฉัน โดย จุฑิมาศ สุกใส , ในปิ่นแก้ว อุ่นแก้วและคณะ