แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

วันทีสิบเอ็ดของการเดินทาง บนเส้นทางสีขาว เส้นทางแห่งบุญ : หลวงพ่อวีระนนท์ พระวิปัสสนาจารย์แห่งวัดป่าเจริญราช


สมณานญฺจ ทสฺสนํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ : มงคลอันสูงสุดของชีวิตประการหนึ่งคือ การได้พบเห็นสมณะผู้สงบระงับแล้ว

            เพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านการเดินทางบนเส้นทางสีขาวของเรา ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้คงอยากรู้จักหลวงพ่อที่เราเล่าถึงบ่อยๆ แล้วใช่ไหมค่ะ วันนี้เรามีประวัติหลวงพ่อ มาเล่าให้ฟัง  เรื่องนี้ได้รายละเอียดเพิ่มเติมจากวารสารกระแสใจ เล่มที่ 2 ฉบับเดือนเมษายน หน้า 9  บทความเรื่อง ตามรอยพระแท้ ค่ะ   อ่านให้ดีๆนะคะเพื่อนๆ  เรามีประเด็นจากประวัติหลวงพ่อมาสรุปให้ฟังตอนท้ายด้วยค่ะ  แล้วจะรู้ค่ะว่าหลวงพ่อองค์นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ 

อ่านแล้วศรัทธา สนใจศึกษาธรรมะดีๆจากหลวงพ่อได้ที่นี่ค่ะ


ธรรมะจากหลวงพ่อ

http://www.gotoknow.org/blogs/books/view/dhammaimportant

 

 

พระครูปลัดวีระนนท์ วีรนนฺโท  

          เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2505  ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 ที่บ้านเลขที่ 29 หมู่ 6 ตำบลเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด   ท่านจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 (..5) ที่โรงเรียนจันทรุเบกษานุสรณ์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด  จบปริญญาตรีศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศาสนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จบปริญญาโทศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต  สาขาไทยศึกษา   มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

 

อุปสมบท  ศึกษาพระธรรมวินัยและวิปัสสนากรรมฐาน

            อุปสมบทประมาณปี 2525 จนถึงปัจจุบัน (ปีพ.2551) 26 พรรษา เป็นลูกศิษย์หลวงปู่พิมพา โกวิโท (หลวงปู่พิมพา เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร) พระครูปลัดวีระนนท์วีรนนฺโท ได้จาริกธุดงค์อยู่ในป่าและศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจากครูบาอาจารย์สายพระปฏิบัติในป่า เป็นเวลา 11 ปี

            ต่อมาได้รับนิมนต์จากพระครูไพบูลย์สมุทรสารเจ้าอาวาสวัดศิลป์วิเศษศรัทธารามให้มาช่วยสอนกรรมฐานที่วัดนี้ ซึ่งพระครูไพบูลย์สมุทรสารเป็น ลูกศิษย์หลวงปูศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ขณะนั้นพระครูไพบูลย์สมุทรสารอายุได้ 87 พรรษา และเป็นพระอาจารย์รูปหนึ่งที่ พระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อาจ  อาสภมหาเถระ) วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ ให้ความเคารพเป็นอย่างมากในข้อวัตรการปฏิบัติของท่าน และนอกจากนี้ท่านยังเป็น พระอภิธรรมมหาบัณฑิตในยุคนั้นด้วย  พระครูปลัดวีระนนท์ได้เป็นลูกศิษย์ของพระครูไพบูลย์สมุทรสาร ในด้านการปฏิบัติและศึกษาพระอภิธรรมอย่างเคร่งครัด พระครูไพบูลย์สมุทรสารจึงพาไปฝากเป็นลูกศิษย์ของพระพิมลธรรมและได้ศึกษาสติปัฏฐาน 4 โดยวิธีกำหนดพองหนอ ยุบหนอ จากพระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อาจ อาสภมหาเถระ)

            หลังจากนั้นได้ไปศึกษาการปฏิบัติธรรมกับพระมหาสีสยาดอ (โสภณมหาเถระ) อดีตพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาแห่งประเทศพม่าเป็นเวลา 1 ปี (เดินธุดงค์ทั้งไปและกลับ )โดยได้ศึกษาปฏิบัติที่ประเทศพม่า เมื่อกลับมาประเทศไทยก็เข้าศึกษาปฏิบัติธรรมกับพระราชสิทธิมุนี(โชตกมหาเถระ) ที่วิหารหลวงวัดมหาธาตุฯ เป็นเวลา 3 เดือน  และในเวลาต่อมาได้รับการแนะนำให้ช่วยเหลือในการสอนกรรมฐานในสถานที่ต่างๆจนถึงปัจจุบันนี้


สนใจอ่านเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลวงพ่อ  เกี่ยวกับธรรม การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ประวัติชีวิต ประสบการณ์ในการเดินธุดงค์ของพระป่า ได้ที่นี่ค่ะ

เรื่องเล่าจากพระป่า

http://www.gotoknow.org/blogs/books/view/prapastory


 

 ผลงาน ด้านสาธารณประโยชน์และด้านเผยแผ่พระพุทธศาสนา 

             ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด  อดีตรักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธาตุ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด  เป็นพระวิทยากรอบรมนักโทษประจำจังหวัดสมุทรสงครามในปี พ..2537-2540พระวิทยากรอบรมค่ายพุทธบุตรต่างๆ  เป็นพระวิทยากรในโครงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นพระวิทยากรโครงการโรงเรียนสีขาวประจำศูนย์วิปัสสนาเคลื่อนที่แห่งประเทศไทยวัดสุวรรณประสิทธิ์ กรุงเทพฯ เป็นพระวิทยากรอบรมพระวิปัสสนาจารย์ประจำศูนย์วิปัสสนาเคลื่อนที่แห่งประเทศไทยปี พ.. 2530-2540  เป็นพระวิทยากรไทยรูปแรกที่ได้รับนิมนต์ให้ไปสอนที่ประเทศสเปนเป็นเวลา 5 เดือน ทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ และท่านเป็นพระสงฆ์ไทยรูปเดียวที่ได้รับนิมนต์ไปสวดมนต์แผ่เมตตาและนั่งสมาธิภาวนาเพื่อสันติภาพโลกที่ประเทศทิเบต ในครั้งนั้นมีพระสงฆ์เข้าร่วมเจริญภาวนาจากประเทศ ทิเบตจีน และที่อื่นๆ จำนวนกว่า10,000 รูป โดยมีพระทิเบตระดับสูงคือระดับรินโบเช (RinPoche)ที่ 2 (รองจากองค์ดาไล ลามะ) จำนวน 12 รูป ซึ่งเก่งทางฌาณสมาธิ เข้าร่วมเจริญภาวนาในครั้งนี้ เมื่อปี พ.2549  ฯลฯ

 ปัจจุบัน  ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าเจริญราช  อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี  และทำหน้าที่เป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้อบรมให้ความรู้ด้านการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทั้งแก่พระสงฆ์และฆราวาสทั้งที่วัดและในหน่วยงานต่าง ๆ มากมายตลอดทั้งปี 

ผลงานด้านหนังสือ

 

             คู่สร้างคู่สม @ The happy couple , พยากรณ์นอสตรานามุส,โลกลี้ลับในเมืองมนุษย์ , ธุดงค์ข้ามแดน , วิปัสสนาชีวิต , ธรรมทวนกระแส , พุทธทำนาย 16 ประการ @ 16 Buddha's Predictions , อิสระแห่งจิต เป็นต้น

ปณิธานของหลวงพ่อ

             พระครูปลัดวีระนนท์ได้ตั้งปณิธานแน่วแน่จะสร้างวัดเพื่อเป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสำหรับพุทธบริษัท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อเผยแผ่หลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเน้นการสอนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฎฐานสี่ ท่านได้ให้ความสำคัญกับโครงการค่ายพุทธบุตร เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตเป็นชาวพุทธที่ดีมีคุณธรรม เพื่อเป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป

 

วัตรปฏิบัติ

            พระครูปลัดวีระนนท์สอนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและสอบอารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทุกวัน โดยหลวงพ่อจะสอนกรรมฐานให้แก่ผู้ปฏิบัติธรรมหลังทำวัตรเย็นหรือบางวันสอนกรรมฐานเพิ่มในรอบบ่าย   ซึ่งหากไม่มีกิจธุระใดๆหลวงพ่อจะรับแขกเวลา 9.00-10.30  . หรือช่วงบ่ายเวลา14.00-16.00 . กัลยาณมิตรท่านใดต้องการเสวนาธรรมกับหลวงพ่อหรือต้องการรับหนังสือธรรมะเป็นธรรมทาน ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่วัดทุกวัน

 

             ถ้าเพื่อนๆอ่านผ่านๆดูแล้ว  อาจคิดว่าหลวงพ่อท่านก็เป็นพระธรรมดาๆแบบพระทั่วๆไป ที่พวกเราพบเจอกันนั่นแหละ แล้วอะไรล่ะค่ะที่ไม่ธรรมดา มาค่ะ  มาทางนี้ค่ะ เราจับประเด็นที่ไม่ธรรมดามาฝากเพื่อนๆค่ะ ซึ่งสรุปได้จากการฟังหลวงพ่อเล่าและการอ่านบทความ  ดังนี้

             1.   เป็นลูกศิษย์หลวงปู่พิมพา โกวิโท (หลวงปู่พิมพา เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร) (เห็นไหมค่ะเริ่มต้นท่านก็มีครูดี ครูเก่ง  แล้วจะไม่ให้หลวงพ่อท่านดี ท่านเก่งได้อย่างไร  จริงไหมค่ะ)

             2.   ได้จาริกธุดงค์อยู่ในป่าและศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจากครูบาอาจารย์สายพระปฏิบัติในป่า เป็นเวลา 11 ปี  (ธุดงค์อยู่ในป่าได้นานขนาดนี้ ต้องมีอะไรดี  ถึงอยู่รอดปลอดภัยมาได้ และย่อมต้องมีประสบการณ์เหลือเชื่อที่หลากหลายแน่ๆ   น่าสนใจไหมค่ะ) 

             3.  ได้ศึกษาปฏิบัติสติปัฏฐาน 4  วิธีกำหนดพองหนอ ยุบหนอ จากพระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อาจ  อาสภมหาเถระ) ซึ่งเป็นผู้ฟื้นฟูการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและก่อตั้งสำนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (สายพองหนอ ยุบหนอ) เป็นแห่งแรกที่วัดมหาธาตุฯและขยายไปเกือบทั่วประเทศ   (ถือว่าหลวงพ่อได้ครูผู้เป็นพระมหาเถระที่สำคัญของเมืองไทยอีกรูปหนึ่ง)

             4.   ได้ไปศึกษาการปฏิบัติธรรมกับพระมหาสีสยาดอ (โสภณมหาเถระ) อดีตพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาแห่งประเทศพม่าเป็นเวลา 1 ปี (เดินธุดงค์ทั้งไปและกลับ )โดยได้ศึกษาปฏิบัติที่ประเทศพม่า (หลวงพ่อเล่าว่า  ได้ยินใครบอกว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ดั้นด้นธุดงค์ไปหา ไปขอเรียนวิชากรรมฐานกับท่าน พอไปถึงสำนักท่านๆก็มายืนรอรับ แล้วพระอาจารย์ก็ให้ฝึกปฏิบัติเอง แล้วก็มาขอสอบอารมณ์กรรมฐานได้ 3 ครั้ง พระอาจารย์ก็บอกว่าไม่ต้องมาสอบแล้ว  แสดงว่า หลวงพ่อต้องผ่านมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้วล่ะสิ  ธรรมดาไหมล่ะเพื่อนๆ)

              5.   ศึกษาปฏิบัติธรรม ที่วิหารหลวงวัดมหาธาตุฯ เป็นเวลา 3 เดือน กับพระราชสิทธิมุนี (โชตกมหาเถระ)  ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกมาก เป็นพระอริยบุคคลในสมัยนั้นและเป็นพระวิปัสสนาจารย์ของสมเด็จย่าและหลวงพ่อจรัญด้วย (หลวงพ่อได้ศึกษากับครูดี ครูเก่งมากๆ หลายคน  แสดงว่าหลวงพ่อต้องมีความรู้มากๆทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ  หาได้ยากนะ พระแบบนี้)  

               6.  พระวิทยากรได้รับนิมนต์ให้ไปสอนที่ประเทศสเปนเป็นพระรูปแรกในประเทศไทยเป็นเวลา 5 เดือนทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ (แสดงท่านต้องเป็นพระที่มีความสามารถมากถึงได้รับการนิมนต์ไปไกลขนาดนี้)

              7.   เมื่อ ปี พ.2549 ท่านเป็นพระสงฆ์ไทยรูปเดียวที่ได้รับนิมนต์ไปสวดมนต์แผ่เมตตาและนั่งสมาธิภาวนาเพื่อสันติภาพโลกที่ประเทศทิเบต ในครั้งนั้นมีพระสงฆ์เข้าร่วมเจริญภาวนาจากประเทศ ทิเบตจีน และที่อื่นๆ จำนวนกว่า10,000 รูป โดยมีพระทิเบตระดับสูงคือระดับรินโบเช (RinPoche)ที่ 2 (รองจากองค์ดาไล ลามะ) จำนวน 12 รูป ซึ่งเก่งทางฌาณสมาธิ เข้าร่วมเจริญภาวนาในครั้งนี้ (การนิมนต์นี้ไม่ได้ส่งหนังสือหรือจดหมายมานิมนต์หลวงพ่อนะคะ แต่เป็นการนิมนต์ด้วยฌาณสมาธิค่ะ ซึ่งพระทิเบตท่านนั้นได้ส่งกระแสจิตเพื่อตรวจดูว่าพระเถระรูปใดบ้างในโลกที่มีความชำนาญด้วยฌาณสมาธิ แล้วนิมนต์เข้างาน แล้วหลวงพ่อได้รับเลือกให้ไปร่วมเพียงรูปเดียว  เพื่อนๆสงสัยไหมค่ะ ว่าหมายความว่าไง  เราก็สงสัยเหมือนกัน)

               8.  หลวงพ่อมีความรู้ ความเข้าใจและความสามารถในการเจริญกรรมฐานแบบ พุทโธ มาก  ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า  หลวงปู่มั่น  เข้ามาสอนท่านในนิมิต (แล้วแต่จะเชื่อนะคะ  แต่เราเชื่อเพราะหลวงพ่อเคยเล่าเรื่องการปฏิบัติ  แบบ พุทโธ ให้ฟัง เป็นความรู้ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนค่ะ)

              ธรรมดาไหมค่ะเพื่อนๆ  นี่เป็นข้อเท็จจริงและข้อสังเกต (อันน่าสงสัย) ของเรา  ที่ได้จากการไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดในหลายวันที่ผ่านมา (ที่จริงมีข้อสงสัยมากกว่านี้อีก  สงสัยว่าท่านจะไม่ใช่พระธรรมดา)  ซึ่งเป็นทรรศนะส่วนตัว อันเกิดจากความศรัทธาและปรารถนาให้เพื่อนๆได้มีความรู้และสัมผัสในเรื่องที่เรามีประสบการณ์  แต่เพื่อนๆอย่าเพิ่งเชื่อนะ เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้ในหลักกาลามสูตร  ซึ่งเป็น พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ  หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล ว่าไม่ให้เชื่ออะไรอย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดี  กล่าวคือ  ไม่ควรเชื่อในลักษณะ 10 ประการ คือ

          1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา ประเภท "เขาว่า" "ได้ยินมาว่า" ทั้งหลาย บ้างก็ว่าเป็นเรื่องที่เขาเล่ากันมาอย่างนี้ คือเชื่อตามเขาว่า ซึ่งก็ อาจจะไม่เป็นจริงตามเขาว่าก็ได้ ดังนั้น เราต้องเชื่อตามเหตุผล อย่าเชื่อตามเขาว่ามา

          2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา  ประเภท "ใครๆว่า" "โบราณว่า" บางคนบอกว่าเป็นของเก่า เป็นความเชื่อ ตั้งแต่สมัยโบราณเราควรจะเชื่อ  ซึ่งความจริงอาจจะถือกันผิด ๆ หรือไม่จริงก็ได้  

          3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ  ประเภท  เขาว่าอย่างนี้ ข่าวลือ ข่าวโคมลอย ทั้งหลาย ข่าวเขาว่า มีอยู่มากมาย ถ้าเราไปเชื่อตามข่าว เราก็อาจจะเป็นคนโง่ได้ เราจึงควรพิจารณาให้ดีเสียก่อน

          4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา  เราอย่าไปตามตำรามากนัก ตำราว่าอย่างนั้น ต้องออกมาเป็นอย่างนั้น เท่านั้น เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะอย่าลืมว่า ตำราบางเล่ม คนแต่งก็มั่วมาบ้าง เขียนไม่ครบบ้าง  ถึงแม้ว้าใครจะอ้างบาลี เราก็จงอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูให้ดีว่ามีอะไรถูกหรือผิดบ้างเสียก่อน

          5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา  เช่น เข้าใจเอาเอง หรือข้อมูลไม่พอ ใจร้อนเดาสุ่มเอา มั่วๆ เอา บางคนก็คิดเดาเอาเองว่าคงจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ คำว่า คงจะ นั้น มันไม่แน่ เพราะฉะนั้น เราก็อย่าเพิ่งตัดสินว่าเรื่องนี้ถูกแน่นอนแล้ว คำว่า คงจะ นั้นเป็นการนึกเดาเอา

          6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา  การคาดการณ์ตามประวัติศาสตร์ ตามสถิติ ความน่าจะเป็น ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ เพราะเห็นแค่ร้อย อย่าเหมาว่าที่ร้อยเอ็ดจะเป็นไปด้วย ดังนั้น แม้อนุมานเอาก็อย่าเพิ่งเชื่อ

          7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล อย่าได้ยึดถือตรึงตามอาการ อย่าเห็นว่าอาการแบบนี้ น่าจะเป็นแบบนี้ ให้คิดเผื่อๆไว้ด้วย เช่น เห็นคนไข้เป็นแบบที่เคยรักษาคนอื่นๆมาก่อน อย่าไปตรึกเอาเองว่าเป็นแบบนั้น เห็นเงาก็จ่ายยาได้ เพราะเหนือฟ้ายังมีฟ้า อย่าเข้าข้างตนเอง 

          8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน  คือ  อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่า ต้องกันกับทิฐิของตัว อย่าเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่ อะไรที่ตรงกับที่ตนคิดไว้เท่านั้นที่เชื่อได้ คนคิดแบบนี้ ดื้อน่าดูค่ะ คือ เห็นว่าเข้ากับความเชื่อของตนที่ตนเชื่ออย่างนี้อยู่แล้วเท่านั้น จึงจะยอมรับว่าใช่และถูกต้อง  ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไปหรอก เพราะสิ่งที่เราเชื่อมาก่อนนั้นอาจผิดก็มี  เพราะฉะนั้น จงอย่าเพิ่งเชื่อ แม้ในกรณีดังกล่าวมานี้

          9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้  คือ เห็นว่าคนที่เป็นคนใหญ่คนโตนั้น พูดจาควรเชื่อถือได้ เช่น เป็น ถึงชั้นเจ้า หรือตำแหน่งสูง เราก็ควรจะเชื่อคำพูดของเขา แม้แต่พระสงฆ์ก็ไม่แน่ เราจึงต้องฟังดูให้ ดีเสียก่อน  อย่าเพิ่งไปเชื่อคำพูดของท่านเหล่านั้นทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์  ไม่ได้ว่าผู้พูด มียศมีตำแหน่งอย่างนี้แล้ว จะพูดเรื่องน่าเชื่อถือได้เสมอไป  ทุกคนมีโอกาสผิดได้เสมอ  อย่าเพิ่งเชื่อในที่นี้ มิได้หมายความว่าไม่ให้เชื่อ  แต่ควรจะพิจารณาดูก่อนแล้วถึงจะเชื่อ  ดังนั้น  อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ ระวังจะโดนหลอก

            10.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน  อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา การยึดอาจารย์ของตนเองมากไป ก็ไม่ดี ควรทำตาม ทดสอบดู ถ้าผิดพลาดก็ไม่ต้องเชื่อ ถ้าทำแล้วดีขึ้นก็แสดงว่าเชื่อได้ ข้อนี้แรงมาก คือ แม้แต่ครูของตนก็ไม่ให้เชื่อ ทั้งนี้ เพราะครูของเราก็อาจจะพูดผิดหรือทำผิดได้ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องฟังให้ดี ไม่มีศาสนาใดสอนเราไม่ให้เชื่อครูของตน แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนว่าไม่ให้เชื่อ แต่ ทรงสอนว่าอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ

             ในปัจจุบันนี้  ได้เกิดแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ 2500 ปีก่อนบรรจุไว้ในกระบวนการเรียนรู้ในประเทศพัฒนาแล้ว ที่เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์" (Critical thinking)  โดยนักวิทยาศาสตร์ นักคิดชาวตะวันตก ได้สรรเสริญพระพุทธศาสนาในแง่ของการมีเหตุผลไว้มาก เพราะเป็นคำสอนอันมีเหตุผลและสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ของพระพุทธศาสนา  ดังนั้น กาลามสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ให้อิสระในด้านความคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เราเชื่อ แต่ให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อ อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา แม้แต่พระคัมภีร์ก็อย่าเพิ่งเชื่อ ให้พิจารณาดูเสียก่อน ถ้าทำได้อย่างนี้ ถือว่าสมกับการเป็นชาวพุทธนะคะ เราต้องไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล โดยไม่พิจ

หมายเลขบันทึก: 181707เขียนเมื่อ 11 พฤษภาคม 2008 11:31 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2012 10:55 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (7)

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สามารถพิสูจน์ได้แต่ต้องพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติเองถ้าใครทำตามคำสั่งสอน ตามธรรมของพระพุทธองค์ย่อมต้องเห็นตามอย่างแน่นอน

อนุโมทนา สาธุกับ คุณแพรด้วยนะคะ

เราก็เป็นคนหนึ่งได้ไปสัมผัสกับที่นี่มาแล้ว

ประทับใจมาก ปัจจุบันได้ยึดคำสอนของหลวงพ่อ เป็นข้อปฏิบัติ ในชีวิต ตลอดไป

หยุบหนอ - พองหนอ

คำสองคำ นี้ทำให้หายทุกข์ได้โดยอัศจรรย์แท้

เจอ blog นี้โดยบังเอิญ สนับสนุนข้อความ

สัทธิวิหาริก วัดสระเกษ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด

www.watsakate.org

ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้นะคะ

เพื่อนๆสามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมในแง่มุมต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ "เรื่องเล่าในหนังสือธรรม" http://gotoknow.org/blog/storydhamma

บุญรักษา ธรรมคุ้มครองนะคะ

หลวงพ่อได้ให้คาถาที่สำคัญมาบทหนึ่ง (หน้า ๓๗) ให้พวกเราทั้งหลาย (ที่ศรัทธา) สวดภาวนาเพื่อให้รอดพ้นจากเหตุการณ์ร้ายๆที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยที่หลวงพ่อให้ท่องบ่นคาถาภาวนาเป็นนิจ ให้จดอักษรใส่กระดาษหรือผ้าขาว ปิดไว้หน้าบ้าน หัวนอน หรือพันศีรษะไว้ สารพัดพินาศ สันติประสิทธิ์แคล้วคลาดปลอดภัย บุคคลเจริญด้วยเมตตากรุณา ไม่เบียดเบียนข่มเหง อิจฉาพยาบาทและไม่ประทุษร้ายซึ่งกันและกัน ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมและยึดถึงคาถาของอาตมา จะพ้นภัยพิบัติ ให้เจริญภาวนาและสวดพระคาถานี้ทุกเช้า – เย็น เป็นประจำว่า

“หิตะชิราทัน มันกะโลอังคะ

ศิลากะละสา สาสะสะ ติโหตะถิโหคุหะคะเน”

สวดมนต์ ภาวนาไว้นะคะเพื่อนๆ เราขอเอาใจช่วยให้เพื่อนๆทุกคน อยู่ เย็น เป็น สุข ร่ำรวย ปลอดภัย จากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วยนะคะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://gotoknow.org/blog/storydhamma/230217

เพื่อนๆคนไหนที่ต้องการทราบรายละเอียดในหนังสือเล่มนี้ หาอ่านได้ค่ะที่วัดป่าเจริญราชธรรมมารามนะคะ

ที่มา : หนังสือ พุทธทำนาย 16 ประการ โดยพระครูปลัดวีระนนท์ วีรนนฺโท

ขออนุโมทนาบุญด้วยครับ อ.แพรภัทร ที่นำเรื่องดีๆวัดดีๆมาเผยแพร่ให้ได้รู้จัก ผมขออนุโมทนาบุญที่ อ.แพรภัทร ที่ได้กระทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและอำนวยอวยพรให้ท่าน อ.แพรภัทร มีความเจริญรุ่งเรืองในธรรมตามที่ปรารถนา

ขอบคุณมากนะคะ อ่านแล้วได้กำลังใจในการเผยแผ่ธรรมมากขึ้นจริงๆค่ะ

สนใจอ่านเรื่องราวและติดตามหลวงพ่อวีระนนท์ได้ที่นี่ค่ะ

ตามรอยพระแท้

http://gotoknow.org/blog/veeranon

รับชมธรรมเทศนาและการสอนวิปัสสนากรรมฐานของหลวงพ่อวีระนนท์

ได้ในรายการ รู้ ตื่น เบิกบาน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๕.๐๐-๑๖.๐๐

ทางสถานีโทรทัศน์โลกพระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ วัดยานนาวา (WBTV)

http://gotoknow.org/blog/sangkawbtv

ขอให้เจริญในธรรมทุกคนนะคะ

บุญรักษา ธรรมคุ้มครอง

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี