หัวใจ KM. อยู่ตรงนี้


                        

            ใกล้วันที่ผมและน้องจิจะต้องไปเป็นวิทยากรจำเป็น..ร่วมเสวนาเพื่อจุดประกาย KM. แก่ผู้เข้าประชุมเชิงปฏิบัติการ
จัดการความรู้พัฒนาทีมปฏิบัติการ ของสพท.สพ.๒ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุม เป็นนักบริหาร นักวิจัย นักวางแผน ครูผู้นำการพัฒนาการเรียนการสอน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน ทุกคนเป็นสุดยอดของผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน เป็นบุคลากรผู้มีความสามารถ มีประสบการณ์โชกโชน แล้วผมกับน้องจิจะเอาอะไร..ไปจุดประกายให้ท่าน...เพราะพวกท่าน..ก็ไฟแรง..แซง...ตลอดกันทั้งสิ้น...ผมกับน้องจิเกรงว่า..จะไปดับประกายของท่านเสียอีก...นี่คือความกดดันและความวิตกกังวล..ของเรา
     หัวข้อเสวนาที่เราจะพูดเราจะพูดถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนเวทีเสมือนคือ Blog to Blog เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนเรียนรู้ผ่านทางเว็บไซต์ ผมกลัวว่า จะพูดไม่เข้าหลักเข้าเกณฑ์จึง ไปหยิบหนังสือ รายงานการดำเนินงานโครงการพัฒนาบุคลากรแกนนำนักจัดการความรู้ ของสพฐ.มาอ่าน ว่า..ไอ้ที่เราทำมามันเข้าหลักเข้าเกณฑ์อะไรกับเขาหรือเปล่า...ท่านผู้อ่านและพี่น้องชาวgotoknow ลองติดตามดูนะครับ
     หน้า ๔๕ ของหนังสือเล่มนี้เขาเขียนเรื่อง KM. and Blog เขาบอกว่า
   "หัวใจของการจัดการความรู้(KM.) คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้"
         ดังนั้นบทบาทที่สำคัญขององค์กร (ถ้าเป็นองค์กรที่ผมสังกัดเบื้องต้นคือโรงเรียนบางลี่วิทยา สูงขึ้นมา คือสพท.สพ.๒)จะต้องจัดพื้นที่ หรือเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  และพื้นที่หรือเวทีนี้มีอยู่ ๒ รูปแบบ ก็คือ
   ๑. พื้นที่จริง คือเป็นพื้นที่ที่คนได้มาเห็นหน้าเห็นตากันจริง ที่เรียกว่า Face to Face เขายังแยกย่อยเป็น ๒ ลักษณะ คือ
     ๑.๑ พื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานประจำวัน อย่างเช่นที่โรงเรียนจัดประชุมกันบ่อยๆนั่นเอง เช่นประชุมประจำเดือน ประชุมกลุ่มสาระฯหัวหน้ากลุ่มสาระฯ ประชุมครูเวรประจำสัปดาห์ ประชุมผู้กำกับลูกเสือ เป็นต้น
     ๑.๒ พื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวาระพิเศษ เช่นตลาดนัดความรู้ งานซิมโปเซียมของสพท.สพ.๒ เป็นต้น
   ๒. พื้นที่เสมือน คือพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ผ่านทางสื่อ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น อีเมล์ เว็บไซต์ เว็บบล็อก ที่เรียกว่า Blog to Blog
    เรื่องที่สพท.สพ.๒ ให้ผมกับน้องจิเสวนา ก็คงเป็นเรื่อง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนพื้นที่เสมือน  Blog to Blog นี่เอง ว่าพวกเราประสบความสำเร็จหรือได้รับประโยชน์อย่างไร อย่างของผมคงยังเรียก Best Practice ไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับน้องจิ ผลงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของน้องจิ ผมว่าเป็น Best Practice ที่ผมจะต้องไปเรียนรู้ เพราะบันทึกของน้องจิมีคนเข้ามาอ่านมากกว่าของผมหลายเท่าตัวและมีผู้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่างเพศ ต่างวัย ต่างถิ่น ต่างที่ ต่างสาขา อาชีพ ต่างประสบการณ์ มากมายกว่าของผม ทั้งๆที่ผมเป็นคนสอน
ให้น้องจิ สร้างบล็อก เขียนบันทึก นี่แสดงว่าน้องจิ ต้องมีเทคนิค มี How to ที่ครูพิสูจน์ต้องไปเรียนรู้
      คำว่า blog(บล็อก) เหมือนคำสนธิแบบฝรั่ง มาจากคำว่า Web log (เว็บ บล็อก)web คือใยแมงมุม log คือบันทึก แปลตรงๆก็คือ บันทึกบนเว็บ หรือบันทึกบนเครือข่ายใยแมงมุม
     บล็อก ก็จึงเป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่ง ที่เปรียบเหมือนสมุดบันทึกบนเว็บ บางคนก็มีสมุดบันทึกหลายเล่ม เช่นครูอ้อย มีหลายบล็อก ครูพิสูจน์มี ๒ บล็อกคือ ภูมิปัญญาภาษาไทย กับ เรียนรู้อนุรักษ์เพลงพื้นบ้าน น้องจิ มี ๑ บล็อก ชื่อ มันสมองเด็ก
    แล้ว บล็อก และ การเขียนบล็อก มีประโยชน์และวิธีการอย่างไร คอยติดตามต่อไปนะครับ ตอนนี้ผมมีภารกิจ..นัดกับลุงเอกไว้ที่หน้าอำเภออู่ทอง วันนี้(๑๐ พ.ค.๒๕๕๑)ลุงเอกจะพานักศึกษาปริญญาโทไปศึกษานอกสถานที่แถวๆศรีประจันต์..ผมกับน้องจิจะตามไปด้วย