ผมรู้สึกว่า ในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมถูกพรรครัฐบาลดูถูกว่าโง่ เขาดูถูกโดยการส่งเมียบ้าง น้องบ้าง เป็นตัวแทนเข้าไปเป็นรัฐมนตรีบริหารบ้านเมือง พรรคการเมืองที่ร่วมกันตั้งรัฐบาลไม่ได้ส่งคนเก่ง คนดี เข้าไปเป็นรัฐมนตรี แต่ส่งคนที่เป็นตัวแทนของฐานเสียงและหรือฐานเงิน ผลประโยชน์ของบ้านเมือง เป็นรองผลประโยชน์ส่วนตัว หรือส่วนพวกพ้อง ผมรู้สึกเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาล แต่รออยู่ระยะหนึ่ง เพื่อดูพฤติกรรมของ รัฐมนตรีและพรรครัฐบาล เมื่อเห็นชัดเจนแล้ว เขาพิสูจน์ว่าผมเข้าใจถูกโดยการ กระทำของเขา ผมจึงบันทึกความรู้สึกนี้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนไทยทั้งประเทศ พฤติกรรมของ รมต. หลายคน ที่ผมได้ยินมา สะท้อนการเข้าไปแสดงอำนาจ และหาผลประโยชน์ใส่ตน และพวกพ้อง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่สนใจความ ต่อเนื่องของกิจการบ้านเมือง สร้างความระส่ำระสายของระบบและกลไกภายในบ้านเมือง บ้านเมืองจะล่มจม หากนี่คือยุคคนชั่วครองเมือง วิจารณ์ พานิช๔ พ.ค. ๕๑
อาจารย์แลกเปลี่ยนประเด็นแรงมาก
เสี่ยงต่อ GotoKnow จะกลายเป็นพันธ์ทิพย์ 2
แต่ก็ถูกใจคนที่เฝ้ามองอยู่เช่นกัน
อาจารย์พูดไม่ผิดเลยซักคำ
เพียงแต่เขาไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว
เพราะความเชื่อของเขาคืออำนาจมาก่อน
เมื่อมีอำนาจ ผู้มีอำนาจคือ ผู้ถูกต้อง
เขาเลือกจะมีอำนาจ และคิดว่าทุกอย่างที่ทำก็จะกลายเป็นความถูกต้อง
แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้แค่
ตอนนี้
เขาไม่ใช่คนชั่วหรอก เขาเพียงแต่หลงอำนาจ
เขาไม่ได้ชั่วร้ายอะไรนัก เพราะเขายังเมากับอำนาจ
รอซักพักเมื่อเขาลิ้มรสอำนาจ เขาก็จะเริ่มแสดงความชั่วให้ประจักษ์
ตอนนี้ 100 GotoKnow ก็วิพากย์กันไม่หมด
ขอบพระคุณ อาจารย์ค่ะ หนูดีใจมากๆ ที่ได้อ่านบันทึกนี้ของอาจารย์ ดีใจจนน้ำตาจะไหล ขอบพระคุณค่ะ ขอบพระคุณจริงๆ
ผลงานที่รัฐบาลทำเมื่อก่อนก็ได้ประจักษ์แล้ว ทำไมถึงเลือกเขามาเข้าสภาอีกละเนี่ย งง
ประชาธิปไตย ต่างกับเผด็จการตรงไหน คน อำนาจ ผลประโยชน์ ฯลฯ
เห็นด้วยกับอาจาย์ครับ
ในความคิดผมนั้นใครมีเงินมากก็มีอำนาจมาก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากนักการเมืองบ้านเรา
ลองไปอ่านประวัตินักการเมืองจากสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ จะเห็นว่าบางคนมารวยตอนมาเป็นนักการเมือง ทั้ง ๆ ที่ เมื่อก่อน ก็เป็นคนธรรมดา ๆ ไม่ได้ทำงานอะไรที่เห็นเด่นชัด
บางคนใช้โอกาสที่ได้รับแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าจะมาเป็นตัวแทนของประชาชน ที่เข้ามาพัฒนาประเทศและเห็นประโยชน์ของประเทศมาก่อนผลประโยชน์ของตนเอง
สงสารคนบางกลุ่มที่ถูกนักการเมืองหลอกให้เชื่อว่าเป็นคนที่ตั้งใจมาเป็นนักการเมือง และมอบผลประโยชน์ แค่เศษเงินให้พวกเขาเหล่านั้น
สนับสนุนความคิดของอาจารย์ค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
สนันสนุนความคิดของอาจารย์ด้วยครับ
และที่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ถูกเลือกขึ้นมานั้น
ก็เพราะเงินคือพระเจ้า พี่น้องรากหญ้าต่างก็มองเห็นว่าเงินสำคัญกว่าการดำรงอยู่ของประเทศ จึงถูกพวกนักการเมืองเหล่านั้นชักจูง จนสามารถสนองความต้องการของตนเองได้ ผู้ที่มีความรู้และรักในสิทธิของตัวเองเท่านั้นจึงสามารถที่รู้ได้ว่าใฝ่ใด หรือพรรคไหนที่สมควรถูกเลือกหรือไม่ แต่ว่ามีน้อยกว่าส่วนของผู้ที่ไม่รู้
สื่อต่างๆที่ตีแผ่ออกมาทุกวันนี้ ล้วนแล้วแต่ถูกครอบงำโดยอำนาจของรัฐทั้งนั้น
ทำให้ไม่รูเลยว่าอะไรจริงหรือเท็จกันแน่
เรียนอาจารย์วิจารณ์ที่เคารพ
เห็นด้วยกับประเด็นที่อาจารย์กล่าวถึงครับ ก่อนอื่นผมขอออกตัวว่าผมไม่เลือกทั้งพปช.และปชป.ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตครับ ทั้งนี้เพราะเนื้อแท้ของแต่ละคนในแต่ละพรรคนั้นไม่ต่างกันครับ ทั้งในด้านความคิด การกระทำและอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการคอรัปชั่นในเรื่องมือถือ หรือในเรื่องสปก.
แต่หากดูในเรื่องผลงานที่เป็นรูปธรรมในช่วงเวลาการเป็นรัฐบาลนั้นต่างกันอย่างลิบลับ หากเราเปรียบเทียบระหว่าง ทรท.กับปชป.นะครับ
อย่างไรก็ตามผมกลับมองเรื่องการถูกดูถูกว่าโง่ในอีกด้านหนึ่งว่า ไม่ใช่แค่รัฐบาลหรอกครับ ฝ่ายค้านก็เช่นกันครับ
นอกจากนี้ผมยังกล้าเดิมพันว่า ไม่ว่าจะเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ประเทศเราคงยากที่จะพ้นวัฏจักรดังกล่าวได้ครับ บางครั้งผมก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า เราพร้อมที่จะอาศัยระบอบปชต.จริงหรือไม่
แต่เชื่อว่าคงยากที่จะถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปหรือคำตอบสำหรับคำถามดังกล่าว
หากแต่ผมยังเชื่อลึกๆเสมอว่า บ้านเมืองเราจะสงบสุขได้หากทุกคนเคารพและยึดมั่นต่อสถาบันอันเป็น "ล้นเกล้า"ของพวกเราตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และหากพวกเราทุกคนยึดมั่นในหลักธรรมและรู้จักคำว่า "ยอม"กันบ้างครับ
และเราคงต้องยอมรับว่า ไม่มีใครหรอกครับที่ไม่แสวงหาความสุขส่วนตน แต่จะแสวงหาแค่ไหน ในรูปแบบไหน และมีความรู้จักว่าระดับไหนควรจะ "พอ"
ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในห้วงอันตราย
โดย ธัญศักดิ์ ณ นคร [email protected]
พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่สำคัญสถาบันหนึ่ง ซึ่งต้องมีอยู่คู่กับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
เพราะเป็นที่รวมของคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ เหมือนๆ กัน โดยมุ่งกระทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อนำนโยบายออกเสนอต่อสาธารณชน หวังที่จะให้ประชาชนสนับสนุนและมอบอำนาจให้ เพื่อจะได้นำเอานโยบายนั้นๆ ไปบริหารบ้านเมืองอีกทีหนึ่ง
แต่สำหรับพรรคการเมืองไทยทุกพรรค เป็นที่รวมของคนที่ต้องการอำนาจทางการเมืองเท่านั้น หวังเป็นผู้แทนราษฎร เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี
คือหวังตำแหน่งทางการเมืองท่าเดียว ส่วนอุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ไม่ต้องพูดถึง มาอยู่รวมๆ กันไว้ เพื่อให้ได้ที่นั่งในสภามากๆ เข้าไว้ก่อน จะได้มีเสียงสนับสนุน จัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เท่านั้นจริงๆ
ส่วนนโยบายที่พูดกันตอนหาเสียง ดูเหมือนจะลด แลก แจก แถม คล้ายๆ กันแทบทุกพรรค ใครคิดอะไรได้ ที่พอคิดว่าน่าจะโดนใจประชาชน ก็ประกาศเป็นนโยบายพรรคเอาไว้ก่อน
พรรคที่น่าเสียดายที่สุด คือพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ ที่บอกใครต่อใครว่า "พรรคข้าฯเป็นสถาบัน" นะเว้ย
ดันไปเอาประชานิยมกับเขาบ้าง แต่กลับเป็น "ประชานิยมเทียม" แบบกล้าๆ กลัวๆ
ผลที่ตามมาคือ สู้ "ประชานิยมแท้" สูตรดั้งเดิมไม่ได้
เรื่องพรรคการเมืองไม่มีนโยบาย หรือมี แต่เหมือนๆ กันนั้น ไม่มีใครว่าอะไรหรอกครับ แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ การออกนโยบายแบบ "ตัดแปะ"
คือไปตัดเอาแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่เขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญออกมา "ตัด" แล้วเอาไป "แปะ" ไว้ในนโยบายพรรคของตน
สะดวก รวดเร็ว ครอบคลุม ฟังแล้วไพเราะหูดี
ที่สำคัญ ประเด็นไหนที่คิดว่าโดนใจประชาชน ก็เอามาขยายเป็นสำนวนของพรรคตนเสียใหม่ เช่น
"เรียนฟรี 12 ปี ทำได้จริง" อะไรทำนองนี้แหละ
เรื่องเรียนฟรี ความจริงแล้วมิใช่นโยบายของพรรคการเมืองใดหรอก แต่รัฐธรรมนูญบังคับให้ทุกรัฐบาลต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำได้สำเร็จ
ที่เอามาหาเสียงกันนั้น จึงเป็นเพียง "บันทึกช่วยจำ" ของพรรคการเมืองต่างหาก มิใช่นโยบาย
ที่สำคัญ พรรคการเมืองจะพัฒนาไปได้ ต้องเร่งระดมทรัพยากรเข้าพรรค ทรัพยากรที่สำคัญคือ "เงิน" และ "คน"
พรรคการเมืองบ้านเรา เร่งระดมหาเงินเข้าพรรคกันเก่งทุกพรรค แต่ไม่ค่อยเร่งระดมหาคนดี คนเก่ง หรือที่เรียกกันว่า "คนมีคุณภาพ" เข้าพรรคกันเลย
ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แทบทุกพรรคมักเอาพี่ เอาน้อง เอาลูก เอาหลาน เอาเมีย ไปสืบทอดอำนาจกันยกใหญ่
เป็นกระแสที่แห่ตามๆ กันไป เหมือนกับคราวเห่อ "จตุคาม-รามเทพ" ไม่มีผิด ไม่เกรงใจผีสางเทวดากันเอาเสียเลย
เกิดเป็นลูกนักการเมืองไทย สบายไปเสียทุกอย่าง ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องดี ไม่ต้องฉลาด ไม่ต้องซื่อสัตย์ ไม่ต้องมีความรู้ ไม่ต้องมีประสบการณ์ อะไรทั้งสิ้น มีพ่อเป็นนักการเมืองไทย สามารถเข้าไปนั่งในสภา ทำงานที่ยิ่งใหญ่ได้
เมื่อประชาชนถามว่า "ท่านส่งลูกสมัครผู้แทนฯ โดยที่ลูกยังขาดความรู้และประสบการณ์ จะคิด จะทำ จะตัดสินใจเรื่องบ้านเมืองแทนปวงชนได้หรือ?"
ท่านผู้ทรงเกียรติก็มักจะตอบว่า "ลูกผมโตแล้ว จบปริญญา ชอบเรียนรู้ เข้าสภาแล้วมีพี่เลี้ยงดีๆ คงจะเรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็ว"
โอ๊ย...ท่านคิดเอาบ้านเมืองไปเป็นที่ฝึกงานของลูกท่านหรือนี่
องค์กรใดมากไปด้วยคนที่ "ขาดความรู้และประสบการณ์" เป็นลางร้ายขององค์กรนั้นครับ
เมื่อสภาผู้แทนฯ 480 คน (ใกล้เป็นสภา 500 เข้าไปทุกทีแล้ว) มากไปด้วย "คนฉลาดน้อย ด้อยประสบการณ์" ท่ามกลางสังคมโลกที่ซับซ้อนและยุ่งเหยิงเช่นนี้ จะไปสู้อะไรกับใครเขาได้
ในที่สุด ชาติบ้านเมืองของเราก็ต้องถูกทอดทิ้งให้ล้าหลังไปเรื่อยๆ
ประเทศของเรากำลังตกอยู่ในห้วงอันตราย
หน้า 6
(บทความนี้ ผมส่งไปตีพิมพ์ที่มติชนรายวันเมื่อ "23 มกราคม 2551" ครับ คิดเหใมอนๆกับอาจารย์เลยครับ
หนูก็เซ็งรัฐบาลนี้มากค่ะ
อ.ขา ไปเชียงใหม่กันไหมคะ ประชุมกก.ชุมชนเพื่อสร้างสื่อปลอดภัยค่ะ วันที่ ๒๑ นี้ค่ะ
วันที่ ๒๑ พ.ค. มีประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล ผมไปไหนไม่ได้ครับ ที่จริงถ้าว่างอยากไปนะครับ
วิจารณ์
เราคนโง่ เป็นเหยื่อของ คนชั่วตลอดไปฤา