แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้มาทำบุญแบบนี้ โดยที่ตัวเองเป็นตัวริเริ่มชักชวนเพื่อนๆ รู้สึกดีมากๆ และไม่อยากให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย

 

ตั้งใจไว้ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค.ที่มีโอกาสไปที่ทำการของธนาคาร โค กระบือ จังหวัดปทุมธานี เพราะมีคนที่เคยไปก่อนหน้านี้พาไปรู้จัก ซึ่งวันนั้นเรามิได้ตั้งใจ จึงมีเงินทุนไม่มากพอ  และอยากช่วยแล้วเห็นเป็นตัวๆ ปล่อยไปต่อหน้าต่อตา  ตัวเองเคยแต่สมทบเงินไปบริจาคเมื่อนานนับสิบปีแล้ว สมัยนั้น ค่าตัวเจ้า โค กระบือโดยทั่วไปตัวละ 5,000-6,000 บาท จำได้ว่า ควาย ราคาถูกกว่าวัว 

มาวันนี้ค่าตัวของเจ้าสัตว์ที่คนชอบกินเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อวัว ยังมีคนนิยมบริโภคอยู่มาก ราคาสูงถึง 15,000  บาท เมื่อสองเดือนก่อนยัง 14,000 บาทอยู่เลย ราคาข้าวแพงขึ้น ค่าตัวผู้ช่วยทำนาก็เลยสูงตามทั้งที่ไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ แต่คงคิดตามต้นทุนค่าเลี้ยงดูที่สูงขึ้นกระมัง

โครงการนี้ เป็นโครงการพระราชดำริ ที่อยากช่วยชีวิต โค กระบือให้รอดจากการถูกเชือดในโรงฆ่าสัตว์ และนำไปให้เกษตรกรยืมใช้งาน ห้ามฆ่า ห้ามขาย เพราะเป็นสมบัติของธนาคาร โค กระบือ ถ้าเกษตรกรไม่ต้องการใช้งานแล้ว ก็คืน เจ้าพวกนี้ก็ต้องเปลี่ยนเจ้าของใหม่

เมื่อครอบครัวเล็กๆ ของเราไปถึงที่ทำการ เขียนความจำนงว่าเราต้องการไถ่ชีวิต โค หรือ กระบือ ก็เลยเลือกอย่างละตัว เพราะตั้งใจไว้แล้วว่า ไม่ว่าจะรวบรวมเงินบริจาคทำบุญจากเพื่อนฝูงที่ทำงานหรือเครือญาติเป็นเงินเท่าไหร่จะต้องทำให้ลงตัวให้ได้ จากหมู่เพื่อนที่บริษัทได้มาตัวนึง เหลือเศษนิดหน่อย  วางแผนถ่ายรูปมาให้เพื่อนๆ ได้ดูด้วยว่ามันน่ารัก น่าสงสารขนาดไหน

หลังเสร็จจากการจ่ายเงินเรียบร้อย ก็เดินไปยังเต๊นท์ที่ทำพิธี ด้านซ้ายมือเป็นคอกขัง โค กระบือ รวมกัน ตรงกลางมีเก้าอี้ให้คนที่มาบริจาคนั่ง และโต๊ะสำหรับพระสงฆ์ที่มาช่วยสวดทำพิธี อวยชัยให้พรทั้งคน และเจ้าสี่ขาที่เราเลือกไว้แล้วด้วย  ตอนเข้าไปชี้เลือกว่าจะเอาตัวไหน ทำใจลำบากมากเลย ได้แต่คิดในใจว่าเราช่วยได้เท่านี้ ตัวอื่นที่เหลือคงมีคนอื่นมาช่วยอีกนะ
 

 

 

เราเลือกเจ้ากระบือน้อยเพศเมีย อายุ 4 ปี เหตุที่เลือกตัวนี้ เพราะเป็นตัวเดียวที่ยื่นหน้าออกมานอกคอก ในขณะที่ตัวอื่น ยืนซึม หรือไม่ก็ลงไปนอน ประทับใจในการตอบสนองของเจ้าตัวนี้ด้วย เมื่อเราเอาผ้าผูกที่หัวให้ ก็ยอมให้ผูกแต่โดยดีไม่หลีกหนี พอไปลูบที่หัวและเขา เจ้าตัวนี้ก็ทำตาปรอย แล้วยังแลบลิ้นมาเลียยังกับสุนัขที่บ้าน  ส่วนเจ้าโคอีกตัวที่เลือกเพราะเขายืนอยู่ตัวแรก เจ้าตัวนี้ถ้าเป็นคน คงขี้รำคาญไม่ชอบให้ใครมาถูกเนื้อต้องตัว จะเข้าไปจับก็สะบัดหนี เอาหญ้าไปให้กินก็ไม่ยอมกินจากมือเหมือนเจ้ากระบือน้อยที่ดูเชื่องและคุ้นกับคนมากกว่า ตัวเองก็ไม่แน่ใจเพราะไม่เคยสัมผัส หรือศึกษานิสัยของสัตว์สองประเภทนี้ ว่าพื้นนิสัยของเขามีความแตกต่างกันหรือเปล่า  แต่จำได้ว่าตอนไปบ้านครูบาสุทธินันท์ ไปเจอคอกวัว บางตัวเชื่องดี แลบลิ้นเลียขาคนเหมือนกัน

เสร็จจากการทำพิธีสงฆ์ มีการกรวดน้ำอุทิศผลบุญกุศล และพรมน้ำมนต์ให้เจ้า โค กระบือทั้งสอง แล้วพระท่านก็ส่งต่อขันน้ำมนต์ให้พวกเรานำไปพรมโค กระบือตัวที่เราไถ่ชีวิตเขาด้วย เราตั้งชื่อเจ้ากระบือว่า รวมบุญ ส่วนเจ้าโค ให้ชื่อว่า บุญรักษา น่าแปลกที่พอเสร็จพิธีแล้ว ยังไม่อยากกลับ อยากอยู่คุยและเล่นกับเจ้าควายตัวน้อย นิสัยดี และพยายามจะผูกมิตรกับเจ้าบุญรักษาให้มากขึ้น  มันเหมือนมีความผูกพันกันเกิดขึ้น และความเป็นห่วงว่าเขาจะต้องเดินทางต่อไปจังหวัดไหน จะมีคนเลี้ยงคนใหม่ที่รัก และ เอาใจใส่เขาเป็นอย่างดีหรือเปล่า ได้แต่คิดในใจ และอวยชัยให้พรขอให้เจ้าทั้งสองโชคดี ได้ไปอยู่กับคนดีๆ อย่าโดนเฆี่ยนตี และมีความสุข

ตอนนั่งรถออกจากที่นั่นแล้ว เราเริ่มพูดก่อนว่า โอกาสที่จะได้มาทำบุญแบบนี้คงมีไม่บ่อยนัก ดีใจที่ได้ทำตามที่ตั้งใจกันไว้  แม่สามีพูดว่า แม่อายุเจ็ดสิบแล้ว คงเป็นครั้งเดียวในชาตินี้  จริงสินะ ในชีวิตนี้เพียงครั้งหนึ่งก็ยังดี แล้วเราก็เลิกบริโภคเนื้อของเจ้าวัวมากว่ายี่สิบปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ (วิชาที่ศึกษาองค์ประกอบต่างๆ ในร่างกาย 9 ระบบจากร่างของอาจารย์ใหญ่ที่สละให้โรงพยาบาล)  เจตนารมณ์การทำบุญครั้งนี้สำเร็จลงได้ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ แทนเจ้ารวมบุญ กับ บุญรักษา ที่ช่วยสละทรัพย์กันคนละเล็กละน้อย  และอนุโมทนาบุญให้กับทุกๆ ท่านประสบแต่โชคดี มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ปลอดจากภยันตรายทั้งปวง สาธุ สาธุ สาธุ