
ความรุนแรงต่อเด็ก (Child abuse)นับเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในสังคม ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็กนั้นได้สะท้อนเป็นความเป็นตัวตนของเขา เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่
บางประเทศได้มีการเก็บข้อมูลของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจ หรือ อาชญากรที่ถูกจับและกักขังไว้ในคุก พบว่า ผู้กระทำผิดจำนวนมาก ทำความผิดเนื่องจากปมปัญหาที่เกิดขึ้นในวัยเรียน และสถานที่ของปมในใจ หรือที่สร้างความแหว่งวิ่นในใจของพวกเขา คือ โรงเรียน
บางคนถูกรังแก ดูถูก หรือทำให้เกิดปมด้อยติดต่อกัน ทำให้เกิดความโกรธแค้น ชิงชัง และก่อความรุนแรง บางคนอยากให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ ติดเพื่อน และทำให้เพื่อนยอมรับด้วยวิธีการต่างๆ ตามที่เพื่อนยุยง เช่น เสพยาเสพติด กลั่นแกล้งเพื่อนที่อ่อนแอ ฉกชิงวิ่งราว กรรโชกทรัพย์ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ในโรงเรียนที่ผนวกเข้ากับปมในใจที่เกิดจากครอบครัว ทำให้พวกเขาบางคนทำความผิดที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอาชญากรที่ยากจะหันหลังกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอย่างคนทั่วไป และพวกเขาเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการก่อปัญหาด้านต่างๆ ในสังคม
จากการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แบ่งประเภทของความรุนแรงเป็น 3 ลักษณะคือ
1. การกระทำรุนแรงทางกาย (psychical abuse)หมายถึง การใช้กำลัง และ/หรือ อุปกรณ์ใดๆเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายเกินกว่าเหตุ มีผลทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ การเตะ ต่อย เฆี่ยนตี การใช้วัตถุต่างๆ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ
2. การกระทำรุนแรงทางจิตใจ (verbal and emotional abuse)หมายถึง การกระทำทั้งทางวาจาและอารมณ์ หรือกระทำใดๆที่มีผลให้ผู้ถูกกระทำได้รับความกระทบกระเทือนด้านจิตใจหรือเสียสิทธิเสรีภาพ ได้แก่การทอดทิ้ง การดูถูกเหยียดหยามหรือดุด่า การขู่ ตะคอก การกักขังหน่วงเหนี่ยวการเพิกเฉยไม่สนใจ ซึ่งในบางกรณีทำให้ได้รับความเสียหายมากกว่าความรุนแรงทางกายด้วยซ้ำ
3. การกระทำรุนแรงทางเพศ (sexual abuse and rape)หมายถึงการกระทำที่มีผลให้ผู้ถูกกระทำได้รับความกระทบกระเทือนหรือเสียหายเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศได้แก่ การถูกข่มขืน การถูกลวนลาม อนาจาร
ความรุนแรงหรือการกระทำรุนแรงต่อเด็กในลักษณะต่างๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดจากคนใกล้ชิดหรือคนรู้จัก เช่น พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครู เพื่อน และชุมชน ดังนั้นจึงมีการแบ่งความรุนแรงออกเป็นประเด็นสำคัญๆ คือ ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในโรงเรียน และความรุนแรงในสังคม
สำหรับประเด็น“ความรุนแรงในโรงเรียน” นั้น แม้ในประเทศไทยจะไม่ได้มีการสำรวจกันอย่างต่อเนื่องนัก หากไม่เกิดข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศของครูที่กระทำต่อเด็ก หรือเด็กทำกับเด็ก หรือเรื่องของความปลอดภัยต่อเด็กในโรงเรียน เช่น ได้รับอันตรายจากเครื่องเล่น คนแปลกหน้าเข้าไปทำร้ายเด็กในโรงเรียน แต่ก็ได้มีความพยายามในการสำรวจ วิจัย และหาแนวทางในการแก้ปัญหาจากหลายๆ ฝ่าย
ล่าสุด โครงการส่งเสริม สนับสนุนและคุ้มครองสุขภาพและมนุษยชนด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว ได้สำรวจข้อมูลด้านความรุนแรงในโรงเรียน โดย ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยสำรวจปัญหาการรังแกกันในโรงเรียนกับเด็กป.4-ม.3จำนวน3,047 คน เมื่อ เดือนก.พ.-มี.ค.2549ใน 8 จังหวัด ทุกภาคอาทิ กรุงเทพฯ ชลบุรี ขอนแก่น สงขลา พบนักเรียน 40% เคยถูกรังแกเดือนละ2-3 ครั้ง
การรังแกเกิดมากที่สุดในชั้น ป. 4 และลดลงตามระดับชั้นที่สูงขึ้นพฤติกรรมคล้ายกันทุกภาค ที่พบมากคือ ทำร้ายจิตใจด้วยวาจา ล้อเลียน 47.9% เหยียดหยามเชื้อชาติ ผิวพรรณ 27.9% และพบการคุกคามทางเพศ 10.7% ยกเว้นภาคตะวันออกที่มีการแย่งเงินและของใช้ด้วยสอดคล้องกันกับต่างประเทศเช่นที่สหรัฐอเมริกา
เด็ก 1 ใน 3 กลัวต่อการถูกรังแกที่โรงเรียนจึงย่อมทำให้เด็กเรียนได้ไม่เต็มที่ โดยช่วง ป.6น่าห่วงที่สุด เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่จะศึกษาต่อ ม.1ทั้งนี้ เด็ก 41.2%ระบุว่า ครูหรือผู้ใหญ่ช่วยเหลือน้อยหรือแทบไม่ทำอะไร เมื่อถามว่า 2เดือนที่ผ่านมาผู้ใหญ่ที่บ้านติดต่อกับโรงเรียน เพื่อหยุดการรังแกหรือไม่ 75.2%ตอบว่าไม่มีเลย
แต่ครู 89% เคยเห็นเด็กถูกรังแก ซึ่ง 25%บอกว่าเห็นมากกว่า 10ครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจทัศนคติของครูต่อการสร้างวินัยในนักเรียน กับครูใน 4 ภาค 1,300 คน พบว่า ครู 75.5% เชื่อว่าครูและพ่อแม่ควรยึดถือคำพังเพย “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”
69.9% เห็นว่าหากไม่ตีเลยจะควบคุมพฤติกรรมเด็กไม่ได้
สรุปได้ว่าครูมากกว่า 60% มีทัศนคติว่าการตีเด็กยังเป็นสิ่งที่ควรทำ วิธีการลงโทษที่พบบ่อยคือ ใช้ไม้เรียวตีก้น ตีมือ และมีครูจำนวนน้อย ยอมรับว่ายังลงโทษนักเรียนด้วยวิธีที่อาจเป็นอันตราย หรือทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สำหรับวิธีการลงโทษที่สร้างความรุนแรงต่อเด็กนั้น พบว่า มีการใช้มือ ผ้า สิ่งของ อุดปาก/จมูก นักเรียน ใช้ของร้อนจี้ ลวกใช้เท้า เตะ ถีบ ใช้ของไม่มีคมหรือกำปั้นทุบ ตีซ้ำหลายๆครั้งขู่ให้กลัวด้วยมีดหรือปืน ขังนักเรียนไว้ในห้องมืดๆให้กินยาบางอย่างหรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ เอาพริกหรือสิ่งที่มีรสเผ็ด ขมมากๆ ใส่ปากเด็ก บังคับให้อยู่ในท่าที่ไม่สบายหรือเสียศักดิ์ศรีตบหน้าใช้เท้าเตะถีบ หยิก ดึงผม หรือให้ออกกำลังการมากเกินควร เช่น วิดพื้นวิ่งรอบสนาม หรือใช้สิ่งของที่ร้อนนาบตามตัว เป็นต้นบางครั้งก็เป็นการลงโทษที่เป็นความรุนแรงต่อจิตใจหรือทำร้ายจิตใจ เช่น ดุด่าเยาะเย้ย ถากถาง ประจาน แยกให้โดดเดี่ยว หรือแกล้งทำเมินเฉยไม่สนใจเด็กซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ครูบางคนยอมรับว่าเคยทำซ้ำๆกันหลายครั้งส่วนการลงโทษทางวาจาหรือทำร้ายจิตใจ พบบ่อย 2วิธี คือ ตะโกนดุด่า หรือ เพิกเฉยไม่พูดด้วย”
และจากการสำรวจ สถานที่ที่เกิดความรุนแรง 5 อันดับ คือ 1) ห้องเรียนเวลาครูไม่อยู่ 2) ทางเดินหน้าห้องเรียน หรือบันได 3)สนามโรงเรียน 4) โรงอาหาร 5) ในห้องเรียนต่อหน้าครู
นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจข้อมูลของ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนปี 2549 ประเด็นความรุนแรงต่อเด็ก ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ที่เด็กอยากให้เป็น จากผลการสำรวจเรื่อง "ผู้ใหญ่วันนี้ในสายตาของเด็กและเยาวชน : กรณีศึกษาตัวอย่างเด็กอายุ 6-14 ปีในเขตกรุงเทพฯ" จำนวน 2,113 ตัวอย่าง กล่าวถึง พฤติกรรมของครูที่อยากให้ปรับปรุงแก้ไข คือ 1)การใช้ความรุนแรง ตีเด็ก ร้อยละ 47.9 2)การดุด่า จู้จี้ขี้บ่น ร้อยละ 34.4 และ 3) คุณครูให้การบ้านเยอะเกินไป ร้อยละ 20.7
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ วิทยานิพนธ์ของ น.ส.กรรณิการ์ ภุมรินทร์ น.ส.จรุงจิต สินอนันต์ น.ส.พัชรี จันทร์เพ็ง และ น.ส.รัศนา จั่นสกุล นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ชื่อหัวข้อว่า "มาเฟียเด็ก" งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษาพฤติกรรมความรุนแรงของเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร แบ่งเป็นนักเรียนชาย 165 คน และนักเรียนหญิง 140 คน
ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนในกลุ่มตัวอย่างมีนักเรียนที่มีพฤติกรรมมาเฟีย ร้อยละ 18.1%และมีเด็กเคยถูกคุกคามจาก "มาเฟียเด็ก" ถึง 10%
พบข้อมูลการรีดไถเงิน ของเด็กนักเรียนหญิงในระดับประถมศึกษา โดยการไถเงินนักเรียนชายที่มาชอบเพื่อนในกลุ่ม ครั้งละ 500-1,000 บาท แลกกับการเป็นแม่สื่อ ในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษา พบนักเรียนชายไถเงินเพื่อนครั้งละ 5-100 บาท เพื่อไปเล่นเกม ซื้อของฟุ่มเฟือย หากขัดขืนจะโดนทำร้าย เช่น บีบคอ ไฟแช็กลนคาง หรือรื้อกระเป๋า และกลุ่มนักเรียนดังกล่าว มักสูบบุหรี่ พกระเบิดปิงปอง และมีการเสพยา โดยนักเรียนที่ถูกรีดไถ จะให้เงินเพราะไม่อยากมีปัญหา
แม้ผลการสำรวจเหล่านี้ จะยังไม่สามารถครอบคลุมเด็กทุกคนและทุกโรงเรียนในประเทศไทย แต่เป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา อันเป็นแหล่งการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่สำคัญของทุกคนในสังคม ที่นอกจากจะสอนวิชาความรู้แล้ว ยังได้ฝากประสบการณ์ชีวิตอันแสนเจ็บปวด ขมขื่น และเป็นบาดแผลในชีวิตให้กับคนอีกหลายคน และการแก้ปัญหาคงไม่ใช่เรื่องของการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นกับคนใกล้ชิดหรือลูกหลานของเราเองเท่านั้น
ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันสร้างมาตรการ หรือแนวทางในการแก้ปัญหาเหล่านี้กันอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กๆ ไม่ต้องพบกับความรุนแรง ความเจ็บปวด หรือปมบาดแผลในใจ ให้โอกาสเขาได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์พร้อม มีความสุข และมีจิตใจที่ดีงาม
สวัสดีครับ
สวัสดีทุกคนที่แวะมาอ่านค่ะ
รายงานการสำรวจข้อมูลของอาจารย์สมบัติ ตาปัญญา แม้จะทำขึ้นเมื่อปี 2549 คาบเกี่ยวกับต้นปี 2550 แต่สถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กในโรงเรียนก็ไม่ได้ลดน้อยลง มีแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และความรุนแรงไม่ได้มาจากการลงโทษของครู บางครั้งความรุนแรงก็เป็นเรื่องที่เด็กกระทำต่อครูด้วยก็มีค่ะ แต่เรื่องราวเหล่านี้ คงต้องศึกษาเบื้องหลังความคิดของแต่ละเหตุการณ์
สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความรุนแรงที่มีตัวเลขแสดงออกมานั้น เป็นยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น แต่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งยังมีอีกหลายเรื่องราวค่ะ หากหลายๆ ท่านมาช่วยเติม ช่วยต่อ ช่วยเล่า ช่วยชี้แนะแนวทาง จะเป็นประโยชน์มากเลยค่ะ
ขอบคุณค่ะ