เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า  (คำฉันท์)
เขียนในช่วงปี พ.ศ.๒๔๙๕ - ๒๔๙๖
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๕๑๗
โดย
นายผี (อัศนี พลจันทร)
(พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๕๓๐)

 


----------------------------------------------------------------

 

เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า เป็นบทกวีประเภทฉันท์ ซึ่งผูกขึ้นเป็น เรื่องราวของชีวิตกรรมกรหญิงในโรงเลื่อยแห่งหนึ่ง กับแม่และน้องชายของเธอ  นายผีเปิดฉากด้วยคำฉันท์ ไว้ดังนี้

 

สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙

อ้าราตรีขณะนี้ มิมี สิ นะสำเนียง
แสนเงียบ บ่ งึมเสียง สงัด
อ้าราตรีขณะนี้ สิ พฤกษะ บ่ สบัด--
ใบ ลม บ่โลมพัด และพาน
อ้าราตรีขณะนี้พิกล กล(ะ)พิการ
ดาวเดือนบันดาล หาย ฤเห็น
เห็นแต่แสง นยนา อนาถ(ะ)และลำเค็ญ
คราวปริบ กระพริบเป็น ประกาย
มีแต่แม่ แลมามอง ตระกอง กร(ะ) บ่ คลาย
เคลื่อนบุตรอันสุดสาย สวาท
ยินแต่บุตรอันคราง ระคาง กล(ะ)จะขาด
ใจหวาด ผวาวาบ วะหวำ
อ้ออ้อ ลมยังระรวยระทวย บ่รู้จะทำ
ท่าไรตะลึงคลำ บ่คลา
หาหา ยาจะมายา แลยาก็บ่มียา
ไยหาบ่ซื้อหา ฤๅเห็น
อ้ออ้อ หมอ ก็บ่มีและนี่ใครนะจะเอ็น--
ดู เอื้ออำนวยเป็น ประโยชน์
ค่ายาแม่ก็บ่มีและนี่ใครนะจะโปรด
ลูกแม่ให้ปราโมทย์ ฤมี
คลำใต้เสื่อ บ่มิสบ ก็ทบ ทุข(ะ)ทวี
อกเต้นดั่ง
ตี ปลา ในแปลง


ยา=คำนาม แปลว่า ยา
ยา=คำกริยา หมายถึงเยียวยารักษา
ยา= ประทัง เช่น หาอะไรมายาไส้หน่อยสิ = หาอะไรมา ประทัง ความหิวหน่อยสิ

ตีปลาในแปลง =ตีปลากลางแปลง (นา) แปลง แปลว่า โล่งแจ้ง เช่น หนังกลางแปลง, ตีปลาในแปลง  เป็นสำนวนที่นายผีเปรียบเปรยว่า อกเต้น/อกสั่น เหมือนกับ เวลาคนเอาไม้หน้าสาม ตีปลาในแปลงนา  

(ไย)หา!! =ทำใม ห๊า/ฮ้า ,ทำใมหวา หา ในที่นี้เป็นคำ อุทาน
หา=ซื้อ เช่น ซื้อหา
หา=(หาฤาเห็น) หาในที่นี้ แปลว่า ค้นหา

นายผีเล่นคำว่า ยา และคำว่า หา  ถึงสามความหมาย   

 

...ในราตรีอันพิกลพิการเงียบสงัดราตรีหนึ่ง ไม่มีแม้แสงดาวและแสงเดือน มีก็เพียงแสงอนาถแห่งนัยน์ตาของลูกน้อยและแม่ มองดูกันด้วยความรันทดและสิ้นหวัง ผู้เป็นลูกน้อยนั้นป่วยหนักและกำลังจะจากโลกไป ฝ่ายแม่ซึ่งกำลังเจ็บนั้นเล่า สุดจะหาหยูกยามาหยุดความตายของลูกน้อย เธอผู้เป็นพี่เป็นกรรมกรหญิงโรงเลื่อย เป็นผู้นำการต่อสู้ของเพื่อนกรรมกร จะต้องไปร่วมการต่อสู้นัดหยุดงานประท้วงของเพื่อนกรรมกร แต่ทว่า 

 
ยานี ๑๑ (อันมีลีลา อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑)

 

"เพื่อน้อง นี่มาเจ็บ               ก็ประจักษ์ ว่ายากใจ
จักปอง แลมองไป                ก็ปั่นป่วน อยู่รวนเร
กำลัง แม่อิดโรย                  ละเหี่ยโหย ให้โผเผ
ลุกนั่ง ยังโงเง                      ด้วยหย่อมงุ้ม อยู่งันงัน
อุ้มน้อง อันนอนแบบ             กับอกแนบ บ่จำนรร--  
จา นิ่ง คำนึงอัน--                 ใดแลแม่ มาทรมาน
น้ำตา แม่ตกต้อง                 ทั้งสองแก้ม ยิ่งสงสาร
แม่จ๋า อย่าทนทาน              ให้ทุกข์ท่วม บ่ทานทน
อ้าน้อง นี่มาไข้                    ยิ่งเจ็บใจ ในความจน
แม่ลูก เราสามคน                จะกอดคอ เข้าคร่ำครวญ
" (หน้า ๖๗)   

 



เรื่องราวของกรรมกรหญิงผู้นี้เป็นเรื่องในทำนองวีรสตรีสู้รบ เป็นการวาดภาพวีรบุคคลซึ่งเชิดชูการต่อสู้ของฝ่ายกรรมกร แม่ของกรรมกรหญิงเป็นแม่ซึ่งนายผีสร้างขึ้นมาเพื่อแทนความหมายของแม่ในอุดมคติ เป็นสัญลักษณ์ของความรักอันเปี่ยมด้วยการเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นอุดมการณ์แรงกล้าในยุคที่ความคิดและกระแสแห่งการปฏิวัติกำลังรุนแรง แม่จึงเป็นฝ่ายปลุกเร้าและให้กำลังใจให้กรรมกรหญิงสลัดความโลเลสับสนเสีย


ในวาระสุดท้าย น้องชายของเธอ ได้จบชีวิตลงท่ามกลางความเศร้าโศก ค่ำแล้ว ในที่สุดผีตากผ้าอ้อม ก็ย้อมฟ้าเป็นสีแดง ดวงอาทิตย์จะลับโลก เช่นเดียวกับชีวิตน้อยๆ ที่ด่วนลาลับลง

 
กาพย์ฉบัง ๑๖

 

สามร่างสามรักสามลาญ สามพ่ายภัยพาล
ลำพังเพราะไร้ ลำเค็ญ
สามแสนลำบากยากเย็น สามแม้เมื่อเป็น
ประดุจ(ะ)สามยามตาย
สามกายสอดกอดสามกาย กายหนึ่งนั้นวาย-
ชีวิตแต่สองยังทรง
ดำรงชีพิตคือผง- คลี ดินดำรง
ประดาษอยู่เพี้ยงร่างผีฯ
(หน้า๗๘)  

 
กวีประพันธ์บทอันสลดรันทด ระคนแค้นนี้ด้วยอารมณ์รัก คล้ายกับมีเจตจำนงร่วมเป็นร่วมตายกับสามแม่ลูกผู้เจ็บปวดจากชะตากรรมอย่างแท้จริง กรรมกรหญิงร่วมกันกับเพื่อนกรรมกรของเธอต่อสู้จนได้รับชัยชนะ เจ้าของโรงเลื่อยยินยอมเจรจาตกลงผลประโยชน์ อ่อนข้อให้แก่กรรมกร ครั้นกรรมกรหญิงกลับถึงที่พักของเธอ ก็พบว่าแม่ผู้เจ็บอยู่มาตายจากไปอีกคน

 
กาพย์ฉบัง ๑๖

 

แสนแค้นแสนเคียดแสนระคาง แสนป่วยใจปาง
ประจักษ์ว่าแม่มามรณ์
แสนรักแสนโรคแสนรอน แสนทุกท่วมทอน
สุดแสนถวิลจินดา
สุดจะร่ำรำพันพรรณนา เสียงศัลย์ สหสา
ก็สุดสระอื้นอาลัย
ขืนคิด คิดขืนคืนไป ขืนจักเข้าใจ
ว่าแม่ยังมีชีวา
เคียดคลุ้มอุ้มแม่ขึ้นมา กระซิบ..."แม่จ๋า"
เราชะนะแล้ว...แม่จ๋า"
(หน้า ๙๕)


 
บทกวีเรื่อง เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า เป็นวรรณกรรมที่มีจุดมุ่งหมายทางสังคมและการเมืองอย่างเด่นชัด แสดงจุดยืนของผู้แต่งอย่างแน่วแน่ บทกวีชนิดนี้เขียนขึ้นเพื่อสะท้อนความจริง ตั้งใจเขียนให้เห็นด้านของความรุนแรง เพื่อปลุกเร้าและเป็นพลังสนับสนุนให้แก่การต่อสู้

สาระของ เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า ต้องการชี้ให้เห็นถึงชีวิตยากแค้น และ ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน ต้องการแสดงจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่และจิตใจเสียสละ ต่อสู้ องอาจของกรรมกรหญิง และแม้แต่แม่ของเธอซึ่งแก่ชราแล้วก็ยัง ยิน ดีกับการต่อสู้ของลูก

 

เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า ประกาศชัยชนะของ กรรมกรหญิงจากการประท้วง ยิ่งกว่านั้นผู้ประพันธ์ได้ประกาศความอัปลักษณ์ของระบบสังคมทุนนิยม กับชะตากรรมอนาถของมนุษย์ที่ตกเป็นผู้ถูกเอารัดเอา เปรียบ นับเป็นวรรณกรรมแนวสัจนิยมที่รุนแรงมากชิ้นหนึ่ง สำหรับสังคมไทย ในยุค ๒๕๐๐

 

สำหรับกลวิธีในการแต่งนั้นนายผี ได้เลียนแบบลีลาสำนวนโวหาร  คำฉันท์ในสมัยอุธยา ซึ่งนั่นก็คือ สมุทรโฆษคำฉันท์ 

ทว่าสมุทรโฆษคำฉันท์ เป็นคำฉันท์ที่ บรรบายความข้นแค้นของ พระสมุทรโฆษ พระเอกในเรื่อง ที่ต้องพลัดพลากจากนางพินทุมดี นางอันเป็นที่รัก ซ้ำต้องพลัดพลากจากไอศูรย์สมบัติ และความสุขสบายทางโลกียะ เดินป่า ฝ่าคลื่นเกาะขอนงิ้วข้ามทะเล

นายผีได้นำลีลาคำฉันท์ในสมัยอยุธยา นี้ มาคร่ำครวญถึงความยากแค้นของกรรมกรหญิง แทน ซึ่งถือเป็นแนวคิดใหม่  

ในสมุทรโฆษคำฉันท์ บทชมโฉม ได้ชมความงามของพระเอกนางเอกว่า มีหน้าผ่องเหมือนพระจันทร์ คิ้วเหมือนคันธนู ริมโอษฐ์เหมือนใบไม้อ่อน ฯลฯ ซึ่งถือเป็นขนบเดิม

นายผีได้เปลี่ยนบทชมโฉมใน ชะนะแล้วแม่จ๋า เป็นการชมความเข้มแข็งและความเด็ดเดี่ยวของกรรมกรหญิง   หาได้ชมความงามแห่งรูปกายภายนอก แต่ชมความงาม ความเป็นนักต่อสู้ของกรรมกรหญิงผู้เป็นตัวเอก 

 ที่มา http://www.geocities.com/thaibooks_100/9.htm