ตอน ... โอ้โห ! เมืองมรดกโลก(โดย น้ำฝน)

น้องสาวไปเที่ยวเมืองลาว

เห็นว่าสนุกดี ก็เลยอยากนำมาแบ่งปันความประทับใจ

เชิญอ่านครับ ===>

--------------------------------------------

ไป เบิ่ง เมืองลาวให้เห็นกะตา    

ตอน ... โอ้โห ! เมืองมรดกโลก (โดย น้ำฝน)

ความเดิมตอนที่แล้ว ... เราเดินทางจากเชียงของ จ.เชียงราย สู่ เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว โดยทางเรือล่องแม่น้ำโขงลงมา การเดินทางนานกว่า 10 ชม. ก็สิ้นสุดลง  ...

 

                ทันทีที่เรือของเราจอดเทียบท่า  ผู้โดยสารทั้ง 10 คน ( ลูกทัวร์ 8 ไกด์ 2 ) ต่างก็ช่วยกันหอบหิ้วข้าวของสัมภาระต่าง ๆ ลงจากเรือ    ... สองเท้าเหยียบพื้นดิน ก็เกิดอาการโคลงเคลงไปตาม ๆ กัน  เดากันไปว่า อาจเป็นอาการเมาบก  ((  แต่ก็แอบคิดในใจว่า  อาจเป็นอาการของคนหิวข้าวจนจะเป็นลมซะมากกว่า 555++ ))    ... ลูกทัวร์พร้อมแล้ว คุณน้องบอยก็พาเราออกเดิน    ด้วยสภาพบรรยากาศที่มืดแล้ว  แสงไฟก็น้อยนิด   ทำให้มองบรรยากาศรอบข้างได้ไม่ชัดเจนนัก  (( และก็ไม่สนใจจะมองแล้วด้วย    ต่างก็จ้ำ ๆ ตาม กันไป  ))  เดินมาได้สัก  50 เมตรเห็นจะได้  ทางพื้นราบก็เริ่มเปลี๋ยนไป๋   ...  เป็นทางชัน     เงยหน้ามองทาง  พลางก็นึกถึงเป้ใบใหญ่ที่แบกอยู่  (( ตรูจะรอดมั้ยเนี๊ยะ  ! ))  เท้าก็จ้ำต่อไป   .... คิดอยู่ในใจว่า   พรุ่งนี้จะมาถ่ายรูปทางขึ้นนี้ไว้เป็นที่ระลึกให้ได้  

  

...  สุดทางชันก็เป็นถนน    ซึ่งสวรรค์ก็เข้าข้างเรา    เพราะว่าโรงแรมที่พักอยู่ตรงหน้าพอดี     โรงแรมหลวงพระบางรีเวอร์ลอร์ด   ... การต้อนรับแรกของทางโรงแรม  เมื่อเราเข้าไปติดต่อห้องพัก   มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ เอาน้ำผลไม้มาเสริฟ   ซึ่งมีรสชาติแปลกดี    ลักษณะคล้ายกับมะละกอสุกปั่นผสมกับโยเกิร์ต    ...และแล้วอาหารมื้อค่ำก็มาถึง  ไกด์ก็พาขึ้นรถตู้ (( คงคิดว่าเราหมดแรงเดินแล้ว  .. ซึ่งก็ถูกต้อง 555++ ))  ไปทานมื้อค่ำที่ ร้านอาหารตำหนักลาว  พอไปถึงอาหารก็พร้อมเสริฟพอดี  จานแรกเป็นสลัดผักน้ำ  (( ผักหน้าตาไม่คุ้นเคยเลยค่ะ ))   มีน้ำพริก คล้าย ๆ น้ำพริกอ่องของภาคเหนือ  แต่รสชาติต่างกันมาก  ออกแนวหวาน   ต้มจืดตำลึงใส่กุ้งแห้ง (( ชามเบ่อเริ่ม  มีกุ้งแห้งนอนก้นชามอยู่ประมาณ 5 6 ตัว ))  และแกงปลาแม่น้ำ   อิ่มหนำสำราญกับมื้อค่ำ พร้อมทั้งไม่พลาดการชิมเบียร์ลาว ที่มีรสนุ่ม และจืดกว่าเบียร์บ้านเรามาก (( พี่เค้าบอกมา  หุหุหุ  ))  

ท้องอิ่มแล้วก็ออกเดินย่อยอาหารที่ตลาดค่ำ  ( Night market ) ไกด์ก็ให้ข้อมูลของตลาดนี้คร่าว ๆ ว่าคล้าย ๆกับถนนคนเดิน เปิดตอนเย็นตั้งแต่เวลา 5โมงเย็น ถึงประมาณ 4 ทุ่ม จะมีชาวลาวสูง ลาวเทิ่ง ลาวลุ่ม ชาวบ้านผานมแม้แต่ชาวหลวงพระบางเองนำสินค้าพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นผ้าปัก ผ้าทอมือ ผ้านุ่ง ผ้าซิ่น เครื่องเงิน เครื่องไม้ สินค้ามากมายถูกวางอยู่บนถนนและริมทางเดิน   แถมยังบอกวิธีการต่อราคาสินค้า  ให้ต่อประมาณ 20 % ของราคาขาย  (( แม่ค้าส่วนใหญ่จะคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินอยู่ที่ 250 กีบ / 1 บาท  ซึ่งจะได้น้อยกว่าอัตราแลกเปลี่ยนตามจุดแลกเงิน ))    แถมยังบอกอีกว่า  ต่อราคาเงินกีบจะต่อได้มากกว่าต่อเป็นราคาเงินไทย     เมื่อข้อมูลพร้อมขนาดนี้    เราก็เดินตลาดค่ำกันด้วยหัวใจหึกเหิม  ร้อนวิชา  กว่าจะเดินผ่านกันได้ก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมงอยู่    สำหรับคนที่ไม่รู้จะซื้ออะไร ไปฝากใคร  ก็สนุกกับการเดินดูผู้คน ทั้งเจ้าถิ่น  นักท่องเที่ยว  แม่ค้าส่วนใหญ่จะพูดได้หลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ  จีน  ภาษาไทยนับได้ว่าเป็นภาษาที่เด็กลาวรุ่นใหม่จะพูดได้ควบคู่กับภาษาของตน  และพูดได้ชัดมาก  เพราะว่าที่ลาวรับข่าวสารทางโทรทัศน์จากไทยแทบทุกช่อง  ใครที่ติดละครงอมแงม  ไปลาวไม่ต้องห่วง  คุณสามารถดูได้ทุกช่อง  ชัดด้วย (( ชัดกว่าที่ห้องเค้าอีก  กลับมาเลยประชด  ติด UBC เลย 55 ))  

 

ออกจากตลาดค่ำได้   ก็พากันเดินกลับโรงแรม  เดิน ๆ ไป  ตาก็เหลือบไปเห็นตู้ ATM  อู้หู ! คลาสสิกมั๊ก ๆ ลักษณะคล้าย ๆ กับป้อมยาม  มีประตูคล้ายประตูบ้าน เจาะช่องสำหรับเครื่อง ATM  ว่าแล้ว ตู้ATM ก็กลายร่างเป็นนายแบบนางแบบให้ตากล้องถ่ายรูปกันเพลินไป    นอกจากนี้แล้วสองข้างทางยังสร้างความเพลิดเพลินได้อีกด้วย    ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ราชการต่าง ๆ  ที่ช่วยกันอ่านป้ายว่าคือสถานที่อะไร  (( อยากยกตัวอย่างน๊ะ  แต่กลัวจำผิด  หุหุหุ  ))    

 

….  22  กุมภาพันธ์  2551    หนึ่งวัน กับเมืองมรดกโลก  ....

                อรุณสวัสดิ์ยามเช้าหลวงพระบาง   อากาศดีมากเลยทีเดียว  เย็นนิด ๆ  เหมาะสำหรับการเดินชมเมืองจริง ๆ  หลังจากการตุนเสบียง  ไม่ว่าจะเป็นข้าวต้มหมู  ไข่ดาว ไส้กรอก แฮม ขนมปังฝรั่งเศส  (( คนที่นี่เค้าทานขนมปังฝรั่งเศสกันเป็นอาหารหลักเท่า ๆ กับข้าวเหนียวเลย   มีขายให้เห็นอยู่ทั่วไป ))  น้ำส้ม  และผลไม้  กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เราก็ได้พบกับไกด์ท้องถิ่นชาวลาว  พี่ประไพ   ซึ่งก็คือเจ้าของโรงแรมที่เราพักนั่นเอง     เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็ออกเดินจากโรงแรม  ผ่านตลาดเช้า  มีชาวบ้านเดินจับจ่ายซื้อของกัน  ของต่าง ๆ จะวางขายกับพื้นถนน ของสดต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะปลูกกันเอง หรือไม่ก็หามา  เช่น ปลาแม่น้ำโขง (( ปลาของเค้าสดจริง ๆ วิธีการขายก็จะต่างจากบ้านเรา  คือเค้าจะนำปลามาวางบนใบตอง ตัวไหนที่ยังไม่ตาย  เหงือกก็ยังพะงาบ ๆ อยู่ ไม่แช่น้ำ หรือว่า ใส่ในกะละมังแบบบ้านเรา  ยังสงสัยอยู่ว่าถ้าขายไม่ได้แล้วเค้าจะทำไง  เดา ๆ ว่าคงจะเป็นอาหารของที่บ้านไป  555  มั่ว ๆ )) สาระพัดแมลง  เนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธีการถนอมอาหารมาแล้ว   ผักต่าง ๆ  (( และแล้วเราก็เจอผักน้ำด้วย เยอะจริง ๆ ))   ที่เด็ด   ๆ มีจมูกหมี  อุ้งตีนหมีด้วย  โฮ่ ๆ  ขายให้เห็นกันจะ ๆ    

 

เดิน  ๆ อยู่ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนมุงดูไรกันอยู่  ส่งภาษากันฟังไม่ออก  ก็เลยหันไปถามไกด์ว่าใช่คนลาวมั้ย   ไกด์บอกว่าเป็นทัวร์ของคนเวียดนาม    ด้วยจิตวิญญาณของไทยมุงที่มีอยู่ในตัว  เราก็เลยพาร่างอันน้อย ๆ ค่อย ๆ แทรกหัวเข้าไปดูว่าเขาทำอะไรกัน  ก็เห็นว่าเป็นขายของกินชนิดหนึ่ง  คล้าย ๆ กับข้าวเกรียบปากหม้อ  กรรมวิธีการทำก็คล้าย ๆ กัน   แต่ของเค้าพอใส่ไส้แล้วก็จะม้วน ๆ   คล้าย ๆกับก๋วยเตี๋ยวหลอด  กลิ่นหอมเชียว  นี่ถ้าไม่ได้ทานไรก่อนออกมาหล่ะก็  คงมิวายได้ลิ้มรสกันเป็นแน่แท้  หุหุหุ  พอจะหันไปถามไกด์ว่าเจ้านี่มันชื่อว่าอะไร   อ้าว ! โน่น  เค้าจ้ำไปกันจนท้ายตลาดกันละ   จะหันไปถามป้า ๆ ชาวเวียดนาม  ก็คงจะพูดกันมิรู้เรื่อง  ก็ต้องเลยตามเลย   ละก็รีบวิ่งตามทุกคนไป   

                สถานที่แรกที่พี่ประไพพาพวกเราไปชม    พระราชวังเจ้าชีวิต ( Royal Palace Museum )   สร้างขึ้นปี ค.ศ.1904 ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส  เป็นอาคารชั้นเดียวยกพื้นสูงแบบฝรั่งเศส   แต่มีการผสมผสานระหว่างความเป็นฝรั่งเศสและลาว    หลังคายอดปราสาทเป็นศิลปะลาวล้านช้าง   ด้วยความที่ถูกผสมผสานจาก 2 ศิลปะ   พระราชวังเจ้าชีวิตจึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็นลักษณะของฝรั่งสวมชฎา  พระราชวังเจ้าชีวิตเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์  กษัตริย์ของลาว ทรงประทับอยู่ที่นี้จนสิ้นพระชนม์    ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์วังเจ้ามหาชีวิตแทน   ภายในประกอบด้วยห้องฟังธรรม จัดแสดงธรรม ไม้แกะสลักสกุลช่างหลวงพระบาง  และพระพุทธรูปสำริดสกุลช่างลาวโบราณช่วงศตวรรษที่ 17-19     ห้องพิธีหรือห้องรับแขกมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวลาวโดยช่างฝีมือชาวฝรั่งเศส    ห้องท้องพระโรงประดับกระจกสีบนพื้นสีทอง จัดแสดงราชบัลลังก์ไม้แกะสลักหุ้มทองและเครื่องสูงทั้ง 5   ในส่วนของที่ประทับ  ห้องบรรทม  ยังคงมีข้าวของเครื่องใช้ที่ผ่านการใช้งานจริงจัดแสดงอยู่  มีฉลองพระองค์  ฉลองพระบาท ที่ทำให้ทราบว่าเจ้ามหาชีวิตทรงมีพระวรการสูงใหญ่มาก   ซึ่งต่างจากชาวลาวทั่วไป  พี่ประไพเล่าว่า ชาวลาวเชื่อว่าการที่เจ้ามหาชีวิต  ทรงมีพระวรกายสูงใหญ่ต่างจากชาวลาวทั่วไป   เพราะว่ากษัตริย์ทรงมีบุญญาธิการสูง  ย่อมที่จะมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไป   นอกจากนี้ยังมีรูปวาดขนาดใหญ่เท่าองค์จริง  ฉลองพระองค์เดียวกับที่จัดแสดงอยู่ 

พี่ประไพบอกว่ารูปนี้มีความพิเศษอยู่   ไม่ว่าเราจะเดินไปทางด้านไหนของภาพ  เราจะเห็นปลายเท้าซ้ายของเจ้ามหาชีวิต  หันตามเราเสมอ   ... งานนี้ก็มีการพิสูจน์กันนะคร้าบ   ซึ่งก็เป็นจริงอย่างว่า   เป็นเทคนิคของการวาดภาพ  ที่ใช้การเล่นสี  และการใช้ภาพต่อกัน  ให้มีมุม มีมติ   ลูกทัวร์อื่น ๆ เห็นเราเดินวน ๆ จ้องปลายเท้า  ก็พากันมาต่อแถวกันใหญ่  หุหุหุ    ภายนอกอาคารพระราชวังมีหอพระบางซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบาง พระคู่บ้านคู่เมือง เป็นพระพุทธรูปศิลปะขอมสมัยหลัง บายนปางประทานอภัย หรือปางห้ามสมุทร หล่อขึ้นจากทองคำถึง 90% นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่ด้วย  เนื่องจากข้างในพระราชวัง  ห้ามถ่ายรูป  พอออกมาก็ขอถ่ายกันให้หนำใจ  ซึ่งบรรยากาศรอบ ๆ ก็สวยสมกับเป็นพระราชวังเก่า  มองดูรอบ ๆ ก็สามารถมองเห็นพระอุโบสถของวัดต่าง ๆ   เดิน ๆ จะออกจากบริเวณเขตพระราชวังแล้ว  ก็เหลือบไปเห็นเจ้าสิ่งหนึ่ง  ซึ่งมันก็คือ หัวจ่ายน้ำมัน  นั่นเอง  !  แถมยังอิมพอร์ต จากบ้านเราอีกด้วย  เพราะว่ามีตัวหนังสือไทย  แสดงจำนวนเงิน  ที่สะดุดตาก็คือ  คำว่า ลิตร   นั้นมีตัวการันต์ด้วย ด้วยความที่เด็กสุด  ก็ชี้ให้พี่ ๆ ดูว่า  ลิตร   นั้นพิมพ์ผิดชัวร์  พี่ผู้คงแก่วัยคนหนึ่งก็บอกว่า เมื่อก่อนเค้ามีการันต์จริง ๆ แหละ     หุหุหุ  เป็นความรู้ใหม่   (( แต่ไม่ได้หาข้อมูลว่าจริงเป่า  ...  ถือว่าบันทึกนี้เป็นการโม้ ๆ กัน  ถ้าข้อมูลผิดประการใด  ก็ขออภัยขอรับ ))  

 

ออกจากเขตพระราชวังก็พากันเดินเลาะไปตามถนนเรื่อย ๆ ข้างทางเจอวัดอีกหลายวัด  แต่ละวัดก็จะมีสามเณร  กำลังขะมักเขม้นทำงานฝีมืออยู่  บ้างก็กำลังทำความสะอาดวัดอยู่   เมื่อเดินผ่านบ้านเก่า ๆ โทรม ๆ หลังหนึ่ง   พี่ประไพก็หันมาบอกเราว่า   บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ได้ขึ้นเป็นบ้านมรดกโลก  ด้วยความต๊กกะใจ  ก็รีบหันไปดูใหม่  ว่าบ้านหลังนี้มันมีอะไรพิเศษ   ไกด์แสนดีก็คงเห็นสีหน้าสงสัยของพวกเราก็รีบบอกว่า  บ้านหลังนี้มีความพิเศษก็คือ  เป็นบ้านที่สร้างขึ้นจากไม้ทั้งหมด  (( ไม่นับหลังคามั้ง ))  ตัวบ้านที่ดูคล้าย ๆ ว่าจะทำจากปูน ก็มีรอยเจาะให้เห็นถึงไม้ที่สานขัด ๆ กันอยู่ข้างใน  นอกจากนั้นยังใช้ไม้ในการเชื่อมต่อโครงสร้างแต่ละชิ้นอีกด้วย  บ้านเหล่านี้เคยเป็นที่พักอาศัยของชาวลาว   เมื่อเวลาผ่านไปเกิดการชำรุดทรุดโทรม    ต้องการการซ่อมแซม  แต่ก็ไม่สามารถทำเองได้  เนื่องจากมีกฎเกณฑ์ของการเป็นเมืองมรดกโลก   การซ่อมแซมสิ่งที่เป็นมรดกนั้นต้องทำเรื่องยื่นต่อองค์กรที่รับผิดชอบ   ทำให้เกิดความล่าช้า   ชาวบ้านที่ทนไม่ไหวก็ต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่น (( เป็นความลำบากอย่างหนึ่งของการเป็นเมืองมรดกโลก ))  จากการเดินรอบเมืองสังเกตได้ว่า  ตึกที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่  ส่วนใหญ่จะมีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น  และจะมีลักษณะของศิลปะที่เป็นแนวเดียวกัน   พี่ประไพได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  เป็นกฎระเบียบที่เคร่งครัดมาก  กว่าจะสร้างตึกได้ต้องยื่นเอกสาร  แปลนแบบต่าง ๆ  หลายรอบ  แก้แล้วแก้อีก  (( โรงแรมของพี่ประไพเพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน ))  ถ้าอยากจะสร้างมากกว่า 2 ชั้น  จะต้องขุดลงไปใต้ดินเท่านั้น   มีบางโรงแรมที่สร้างบนเนิน มองดูผิวเผิน  คล้าย ๆ ว่ามี 3  ชั้น  แต่จริง ๆ แล้วเป็นชั้นใต้ดิน   พี่ประไพยังบอกอีกว่า  สิ่งที่ยากของการเป็นเมืองมรดกโลกนั้นอยู่ที่    จะทำอย่างไรให้ยังคงเป็นเมืองมรดกโลกต่อไป  ข้อแม้ กฎระเบียบต่าง ๆ เยอะมาก  มีคนคอยดูแล ประเมินตลอด   เพียงแต่ทำผิดข้อแม้  กฎระเบียบ  ก็สามารถถูกถอดออกจากการเป็นเมืองมรดกโลกได้

 

                ถัดมาไม่กี่สิบก้าว  ก็จะเห็น  เรือนจัน   เป็นเรือนมรดกโลกที่ค่อนข้างสมบูรณ์มาก  และหลังใหญ่กว่าที่เห็นผ่าน ๆ มา  ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี   ตัวบ้านหลังใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่า   สิ่งที่สะดุดตาก็คือประตูบานใหญ่ที่ไม่มีบันไดขึ้น  (( แอบนึกอยู่ในใจว่า  เป็นทางหนีไปฉุกเฉินเป่าหว่า  ??  555++ ))     ... ค่อย ๆ คลานขึ้นบันไดด้านข้าง ตามพี่ ๆ ไป  ทันได้ยินเสียงพี่ประไพเล่าว่า  ประตู (( ฉุกเฉิน )) นั้นมีไว้สำหรับเป็นทางออกของศพ  เป็นประตูส่งศพนั่นเอง  เพราะมีความเชื่อกันว่า  เมื่อนำศพออกทางประตูนั้น   ผู้ตายจะกลับเข้าบ้านไม่ได้  เพราะว่าไม่มีบันไดนั่นเอง    (( อืม ๆๆ  ช่างคิดกันน๊ะ  555++ ))    

                ออกจาก เรือนจัน   ก็มุ่งหน้าสู่  วัดเชียงทอง เป็นวัดหลวงคู่บ้านคู่เมือง สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาราช ก่อนหน้าที่จะย้ายเมืองหลวงไปเวียงจันทน์ วัดนี้มีพระอุโบสถ หรือ สิม หลังคาอ่อนโค้งและลาดต่ำซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น เกือบจรดฐาน ช่อฟ้าหรือพุทธสีมา 17 ช่อ ผนังด้านหลังอุโบสถใช้กระจกสีตัดต่อกันเป็นรูปต้นทอง  บ้างก็เรียกว่าต้นน้ำต้นชีวิต  ด้านหลังพระอุโบสถมีวิหารน้อย  เห็นประตูปิดตาย  ก็มิได้สนใจ  เห็นแต่ว่ามีพระพุทธรูปองค์ใหญ่องค์หนึ่งด้านในวิหาร (( ซึ่งดูเหมือนว่าพระพุทธรูปจะองค์ใหญ่กว่าประตู ))   จนพี่ประไพบอกว่าวิหารน้อยนี้จะมิเปิดให้คนเข้ากราบไหว้  แต่จะมีรูขนาดเท่าเหรียญบาทอยู่ตรงบานประตูให้คนส่องเข้าไปดูข้างในได้  ข้าง ๆ บันไดขึ้น (( ซึ่งเล็กและแคบ )) ก็จะมีการนำดอกไม้  ธูป เทียนมาจุดไหว้ด้วย   มีโรงเก็บราชรถพระโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา   ดูจากภายนอกจะเห็นเป็นสีทองอร่ามทั้งหลัง  ราชรถพระโกศ  เป็นรูปพญานาค 5 เศียร  ทุกอย่างดูงดงาม  อลังการจริง ๆ   จากนั้นก็ไปต่อกันที่วัดวิชุน  เจ้าชีวิตวิชุนราชโปรด สร้างขึ้นเมื่อปี ค . ศ .1503 เป็นวัดที่มีความแปลกจากวัดอื่นๆ ในหลวงพระบาง  ตรงพระเจดีย์พระประทุมหรือพระธาตุดอกบัวใหญ่ พระธาตุเจดีย์ดีรูปโค้งที่คนลาวเรียกกันว่า พระธาตุหมากโมตามลักษณะที่คล้ายแตงโมผ่าครึ่งที่พระนางพันตีนเชียง พระอัครมเหสีโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1514

 

                และแล้วมหกรรมการเดินสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเช้าก็จบลงอย่างสวยงาม   รถตู้จากโรงแรมมารับไปทานกลางวันที่ ร้านอาหารหลวงพระบาง   มื้อกลางวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว  เพราะว่าช่วงบ่ายเราจะไปเที่ยวน้ำตกกัน  พอขึ้นรถได้เท่านั้นแหละ    ไม่รู้ว่าด้วยอิ่ม  รึว่าเหนื่อย   ประกอบกับระยะทางในการเดินทางไม่ต่ำกว่า 1 ชม.  ทำให้ทุกคน  .... หลับ !     ตื่นมาอีกทีก็อยู่ที่ น้ำตกกวางสี   ..............  

 

ยางงงงง ยังไม่จบ...โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า !