ปรสิต (parasite) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์แบบ "ชาวเกาะ" คือ "เกาะกิน"

พยาธินี่ิก็ใช่ปรสิต

กาฝาก ก็แม่นแล้ว ปรสิตเหมือนกัน

ตัวอย่างมีเยอะ ไม่อยากยก เดี๋ยวใครเข้าใจผิดว่าผมหลอกด่านักการเมือง จะไปกันใหญ่

 

ปรสิตที่ยืนยาวคู่โลก ต้องมีลักษณะเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง คือ ไม่ดุเกินไป

ดุเกินไปคือ แตะปุ๊บ ติดปุ๊บ ตายปั๊บ

พวกนี้ อยู่ได้ไม่นาน เพราะเหยื่อตายเร็วเกิน

อย่างเช่น อีโบลา เป็นต้น

ถ้าอีโบลา ดุน้อยกว่านี้สักนิด ความน่ากลัวจะเพิ่มขึ้นมหาศาล

กลายเป็นว่า ปรสิตที่อยู่ได้ยั่งยืน จะเป็นพวก "กินคำเล็ก กินนาน"

อย่างเช่น วัณโรค เป็นตัวอย่างที่ดี

ความสัมพันธ์ระหว่าง คน-คน, คน-องค์กร, องค์กร-องค์กร ก็เหมือนกัน หากฝากหนึ่ง จ้องจะทำตัวเป็นปรสิตแบบเข้มข้น ก็จะเกาะกันได้ไม่นาน

เพราะเหยื่อตายซะก่อน

ในงานวิจัยร่วมกันที่ฝ่ายหนึ่ง จ้องเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าฝ่ายเอาเปรียบ ทำแบบเกินเลย ก็มักทำได้แค่ครั้งเดียว เพราะ "เหยื่อกระเจิง" หรือ "เหยื่อตาย" วันหลัง ไม่มีใครกล้ามาร่วมงานวิจัยด้วย

แต่ก็มีเรื่อย ๆ ให้ได้ยิน ... จากเหยื่อ...

กลับมาดูเรื่องวัณโรคต่อ

ในระดับประเทศ ไทยมีปัญหาเรื่องวัณโรค เพราะวัณโรคเป็นปรสิตที่ "อยู่เป็น" คือ ไม่ดุแบบ แตะปุ๊บ ตายปั๊บ แต่ใช้วิธีทำตัวกลมกลืนกับเจ้าเรือน (=คนที่เป็นเหยื่อ) กินคำเล็ก และเน้นกินนาน กว่าเจ้าเรือนจะโบกมือลา เพราะได้ยาดี หรือเพราะตาย

ปัญหาคงเข้มข้น จนกระทรวงสาธารณสุขต้องติวเข้ม เพื่อหนีบัญชีเป็นประเทศมีปัญหาวัณโรคสูงติดอันดับโลก

ทำให้ฉุกใจคิดถึงประเด็นที่คุณหมอวีรพัฒน์ เงาธรรมทรรศน์ เคยพูดถึงวัณโรคในเมืองใหญ่ ว่าในสังคมไทย เสี่ยงเพิ่มขึ้น และเสนอทางออกในมุมมองของผู้ปฎิบัติ

ประเด็นที่น่าห่วงคือ เรื่องแบบนี้ ภาคีการเมืองที่เกี่ยวข้อง ต้องเน้นความสม่ำเสมอของการสนับสนุนเชิงนโยบายและงบประมาณ ไม่อยู่แบบเฮไหนเฮนั่น ไฟไหม้ฟาง

ตัวอย่างคือ หลายสิบปีก่อน รัฐสภาสหรัฐเคยหั่นงบควบคุมแมลงพาหะนำโรคทิ้งจนเหี้ยน จนส่งผลให้มาลาเรียกลับมาระบาดรุนแรง จึงได้กลับมาตาสว่างว่า ความสม่ำเสมอของงบประมาณ สำคัญกว่าการจัดการแบบผีเข้าผีออก (=ภาษาการทูตเรียก วาระการเมือง)


เมืองไทย ซ้ำรอยเขาไม่รู้ตัวมานานหรือเปล่า ?