แน่นอนว่าเมื่อเราทำงานเป็นลูกน้องคนอื่นเราไม่มีสิทธิเกี่ยงงาน นอกซะจากว่าเราเป็นหัวหน้างานหรือเจ้าของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาฝึกงาน ยิ่งไม่อยู่ในฐานะที่จะเกี่ยงงาน เพราะวัตถุประสงค์คือมาเรียนรู้ชีวิตการทำงาน ในการทำงานจริงนั้น ไม่มีใครได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ บางครั้งก็ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำถ้ามันเป็นสิ่งที่ได้รับมอบหมายมา คนที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน ต้องสามารถปรับตัวได้ ทำใจให้สนุกกับทุกสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ทำ และทำให้เต็มที่ หากเรามัวแต่คิดว่าทำไมต้องทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ ทำไมหัวหน้าจึงไม่ให้เราทำงานอย่างอื่นที่เราชอบมากกว่า งานก็จะไม่เดิน ไม่เป็นผลดีทั้งกับตัวเองและกับเพื่อนร่วมงาน หลักการเหล่านี้ทุกคนน่าจะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า การเกี่ยงงานของนักศึกษาก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอด

ขอยกตัวอย่างวุ่นๆ ให้ฟัง นักศึกษาคนหนึ่งของเรากำลังเรียนอยู่ที่ฝรั่งเศส กลับบ้านมาฝึกงาน ก็ตั้งใจทำงาน และมีความรับผิดชอบดี อยู่มาวันหนึ่งเรายังนึกงานไม่ออกจึงบอกน้องเขาไปว่า ให้ช่วยแปลเวบไซต์ที่เขาทำอยู่ให้เป็นภาษาอังกฤษด้วย และถ้าได้ภาษาฝรั่งเศสด้วยก็ยิ่งดี ทำได้ไหม น้องตอบกลับมาว่า "คงไม่" ... เราก็...เหวอไปเลย ถามย้ำอีกครั้งว่า ทำไม่ได้หรือ เขาก็อ้ำๆ อึ้งๆ บอกว่า ไม่อยากทำเพราะไม่ถนัด (ขนาดให้แปลไทยเป็นฝรั่งเศส...ซึ่งแปลผิดแปลถูกมา เราก็ไม่รู้อยู่ดี เพราะอ่านไม่ออก 5555) และคิดว่าหากกลับไปรายงานอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยว่า มาฝึกงานแค่มานั่งแปลเอกสารคงไม่ดี ...เราก็อึ้งไป... ก่อนที่จะเทศน์กลับไปว่า ถึงจะเป็นงานที่ไม่ถนัด คำตอบที่ดี ควรจะตอบว่า "ครับ ผมจะลองทำดู แต่ผมไม่ถนัดการแปลเท่าไร" จึงจะถูก ไม่ใช่ตอบว่า ทำไม่ได้ มีอย่างเหรอยังไม่ลองทำแล้วบอกว่าทำไม่ได้  อีกอย่างในเรื่องว่ามาฝึกงานทั้งทีแค่มานั่งแปลเอกสาร ก็ไม่เห็นผิดอะไร สมัยเราฝึกงานก็โดนให้แปลเอกสารอังกฤษเป็นไทย 50 กว่าหน้ามาแล้ว (คิดว่าพี่เลี้ยงคงนึกไม่ออกว่าจะให้ช่วยอะไรดี) ต่อให้โดนใช้ไปชงกาแฟ ถ่ายเอกสาร เราก็ไม่มีสิทธิปฏิเสธที่จะไม่ทำ จริงไหม...  เพราะในชีวิตจริงไม่มีใครได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ ... การฝึกงานเป็นเพียงแบบฝึกหัดฉบับหนึ่งว่าเราจะปรับตัวได้ไหม ข่าวดีก็คือในที่สุดน้องคนนั้นก็พยายามแปล และผลงานออกมาใช้ได้ทีเดียว