กัมมาสทัมมะนิคม

 

 

 

วันที่ 29 เมษายน 2551 ได้เวลาที่จะไปสำรวจสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาแห่งหนึ่งในกรุงเดลี ที่กล่าวได้ว่าสำคัญแต่ถูกลืม...ความสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย (ความเห็นส่วนตัว)

สถานที่ว่านี้ แม้จะมีทัวร์ผู้แสวงบุญชาวไทยมาแวะชมแต่ก็เหมือนไม่ได้รับความสำคัญมากนัก

นั่นคือสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเทศนาเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 ให้แก่ชาวกุรุ ณ เมืองที่เรียกว่า "กัมมาสทัมมะนิคม"

ปัจจุบันคือเขตไกรลาศในนครเดลี หรือชื่อเดิมอินทปัตถ์ เมืองหลวงของแคว้นกุรุในสมัยพุทธกาลนั่นเอง

ตรงที่ระบุว่าเป็นที่แสดงมหาสติปัฏฐาน 4 นั้นเป็นเนินกองหินขนาดย่อม มีรั้วล้อมรอบเป็นสัดส่วนเหมือนสวนสาธารณะซึ่งทางการเดลีจัดให้เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง

ตรงที่สำคัญที่สุดคือยอดเนินเขาที่เต็มไปด้วยหินสีแดง ตรงกลางยอดเนินมีหินก้อนหนึ่งขนาดประมาณ 1 เมตรครึ่งได้ พื้นผิวเรียบ มีรอยจารึกอักษรพราหมีซึ่งกล่าวกันว่าพระเจ้าอโศกให้จารึกไว้เพื่อบอกว่าสถานที่นี้พระพุทธเจ้าเสด็จมาแสดงมหาสติปัฏฐาน 4

ไม่มีหลักฐานอื่น นอกจากรอยจารึกนี้ ซึ่งดูเลือนรางพอสมควร ดูด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็นถ้าไม่มีน้ำมารดเพื่อให้เกิดแสงเงา

ในความสำคัญที่สำคัญยิ่งนี้ ในความเห็นของผมเห็นจึงกลายเป็นว่าไม่ได้รับความสำคัญนักเพราะไม่มีการจัดการ มีเพียงการสร้างศาลากรงเหล็กครอบก้อนหินนี้ถึง 2 ชั้น

โบราณสถานนี้ดูเหมือนกำลังปรับปรุง ก้อนหินส่วนหนึ่งถูกกระเทาะมากองไว้ ไม่มีข้อมูลเสริมไว้บริการไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล นอกจากคนเฝ้าและเด็กชาวบ้านแถวนั้นวิ่งเล่นไปมานับสิบคน

จากยอดเนินกองหิน สามารถมองเห็นวัดฮินดู วัดพุทธ และวัดดอกบัวของศาสนาบาไฮอยู่ลิบๆ

การตามรอยพระบาท ณ สถานที่แห่งนี้จึงต้องใช้ความรู้สึกและจินตนาการส่วนตัวค่อนข้างมาก.......

ความเป็นมาของสถานที่นี้ ผมคงจะไม่ลงในรายละเอียดเพราะสามารถหาได้ในอินเตอร์เน็ตพอสมควร

สรุปก็คือ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่พระพุทธองค์เสด็จมาโปรด ด้วยทรงเห็นว่าชาวเมืองกุรุมีสติปัญญาพอที่จะเข้าถึงธรรมระดับสูงคือมหาสติปัฏฐาน จึงได้ทรงแสดงธรรมนี้แก่ชาวเมืองและหลังจากนั้นในสมัยพระเจ้าอโศกก็ได้ทรงจารึกไว้เป็นหลักฐานถึงเหตุการณ์นี้

ผมยังไม่สรุปอะไรมากกว่านี้ เอาเป็นว่าไปดูมาแล้ว เห็นแล้ว ตามหลักฐานชิ้นเดียวที่มีอยู่คือก้อนหินที่มีอยู่

คงจะต้องค้นคว้าและศึกษาต่อไปเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่คำสอนของพระองค์เองก็อย่าเพิ่งเชื่อโดยไม่พิจารณา

อย่างไรก็ดี คณะสำรวจของเราที่ไปวันนั้นอันมีพระมหาอ้าย ธีรปุญโญ พระมหาประภากร นนทกโรและ จนท.อีก  3 ท่าน ก็ได้ตั้งจิตสักการะ และอธิษฐาน ขอบารมี รวมทั้งหากมีโอกาสก็จะสนับสุนนให้มีการเห็นความสำคัญของสถานที่นี้ต่อไป

สำหรับผมแล้ว (และอีกหลายๆคน) ปรารถนาที่จะเห็นวัดไทยเกิดขึ้นในเดลี ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มี ทั้งที่เดลีในอดีตนั้นเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง

ก็ขอให้สิ่งที่ดีงามจงบังเกิด เพื่อที่พระพุทธศาสนาจะกลับมาสถิตย์อย่างมั่นคงในอินเดียอีกครั้งหนึ่ง

ด้วยความปรารถนาดี