โรคภูมิแพ้



























































































































































































































































































































































































































































































































































































[ คัดลอก จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม-21 มีนาคม 2542 ]

โรคภูมิแพ้

 

คุณชาติ ภิรมย์กุล นักเขียนเรื่องสั้นไฟแรงของเมืองไทย ผู้นิยมเกาเหลาเป็นชีวิตจิตใจ คุยกับผมในงานปีใหม่ว่า อยากให้ช่วยเขียนเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้บ้าง ซึ่งผมก็เห็นว่าดีเพราะอาทิตย์ที่ผ่านมา เราเพิ่งจบเรื่องโรคหวัดกับอาหาร โรคภูมิแพ้กับโรคหวัดก็มีอาการบางอย่างคล้ายกัน เหมาะที่จะนำมาเขียนต่อเนื่อง

และในยุคสมัยสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ รู้สึกว่าคนรุ่นใหม่ประสบปัญหาภูมิแพ้มากขึ้น หลายคนมีอาการฟืดฟาด หายใจลำบากทั้งปี บางคนระคายเคืองตาเมื่ออุ้มแมว และบางคนเกิดอาการหงุดหงิดวิตกกังวล หรือห่อเหี่ยวซึมเซา โดยไม่ทราบสาเหตุ
เหล่านี้อาจเป็นผลจากโรคภูมิแพ้ได้ครับ

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีที่มาที่ไปซับซ้อน จัดเป็นโรคเรื้อรังที่น่ารำคาญอย่างที่สุด

การศึกษาในประเทศพัฒนาอย่างอเมริกาพบว่า ราว 1 ใน 5 ของชาวอเมริกัน เคยมีอาการของโรคภูมิแพ้ โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ หอบหืด แพ้อาหาร และสิ่งแวดล้อม

สารกระตุ้นภูมิแพ้เอง ก็มีมากมายหลายประเภทเช่น เกสรดอกไม้ที่ลอยตามลม ดอกสัก ละอองฟาง ยางไม้ ฝุ่นผง เชื้อรา ขนสัตว์ ชิ้นส่วนของแมลง ยา อาหาร เครื่องสำอาง สารเคมีจากสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลกะทันหัน ก็สามารถกระตุ้นภูมิแพ้ได้ ทั้งในเรื่องอุณหภูมิคือ ร้อนเป็นเย็น และความชื้นเช่น แห้งเป็นเปียก

คนเป็นโรคภูมิแพ้จึงมีกรรม เดินเข้าห้องแอร์ก็คัดจมูก เจอควันบุหรี่หายใจไม่ออก ไปเที่ยวภูเที่ยวดอยก็ทำหน้ากลัดกลุ้ม หายใจดังวี๊ด…วี๊ด…

อาการแพ้ เป็นผลมาจากระบบป้องกันภัยในตัวเรา (เรียกว่าระบบภูมิคุ้มกัน หรือ Immune System) ทำงานผิดพลาด ทำนองว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว อะไรประมาณนั้น เพราะโดยปกติ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา มีหน้าที่ต่อต้านและทำลายผู้บุกรุกที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

เทียบได้กับยามที่เราจ้างไว้เฝ้าบ้าน เราสั่งไว้ว่าถ้าเห็นขโมยบุกเข้ามา ให้ใช้ไม้ตะบองตีหัวได้เลย แต่นี่พี่ยามแกเดินเมายาบ้า เจอบุรุษไปรษณีย์หรือแขกแวะมาเยี่ยม พี่แกสำคัญผิดคิดว่าโจรขโมยไล่ตีกระเจิง เผลอ ๆ เจ้าบ้านโดนด้วย

นี่แหละคือ ลักษณะของระบบภูมิคุ้มกันที่มีปัญหา มันอาจมองเห็นขนแมวหรือละอองเกสรดอกไม้ เป็นสารที่ก่ออันตรายรุนแรงต่อร่างกาย จึงพยายามต่อสู้กับเจ้าสิ่งแปลกปลอมทุกวิถีทาง เช่น

ทำให้หลอดลมหดตัว เพื่อจะได้หายใจได้น้อย ๆ ไม่สูดละอองเข้าไปอีก หรือขับน้ำเหนียวข้นมาดักจับฝุ่นละอองในทางเดินหายใจ หรือขับน้ำตาออกมาชะล้าง หรือทำให้คลื่นไส้อาเจียน เพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกจากกระเพาะ ทั้ง ๆ ที่สารดังกล่าว มิได้ก่ออันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใดหรือ ฯลฯ

คนที่เป็นภูมิแพ้จึงตกอยู่ในอาการประหวั่นพรั่นพรึงไม่รู้จบ กลัว ว่างานเลี้ยงมื้อค่ำ เจ้าบ้านอาจเตรียมอาหารที่กระตุ้นภูมิแพ้ หากกินยาแก้แพ้กันไว้ล่วงหน้า ก็กลัวจะมีปัญหาต่อการขับรถหรือนั่งสัปหงกในที่ทำงาน

นอกจากนี้ผลการวิจัยใหม่ ๆ ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดอาการแพ้ มันไม่เพียงจะแสดงผลต่อร่างกายเท่านั้น แต่มันยังส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ โดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย เช่นว่า มันไม่แค่ทำให้คุณน้ำมูกไหล แต่ยังทำให้คุณหงุดหงิดโดยที่คุณไม่ได้ตั้งใจแม้แต่น้อย

ที่แย่กว่านั้น คุณอาจต้องยอมรับความจริงที่ โรคภูมิแพ้อาจอยู่เป็นเพื่อนร่วมชีวิตของคุณ จนถึงวันอำลาโลก ดังนั้นการเรียนรู้จักมันด้วยความเข้าใจจึงเป็นสิ่งจำเป็น และคอลัมน์นี้จะช่วยแนะนำหนทางคลี่คลายด้วยหลักการอิงธรรมชาติของการแพทย์ทางเลือก ผสมผสานกับความรู้ใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ท่านผ่อนคลาย

และยังแถมด้วยเคล็ดลับในการจัดการกับโรคภูมิแพ้ให้อยู่ในโอวาทได้อย่างชะงัด

 

ภูมิแพ้-โรคเรื้อรัง

มนุษย์ยุคใหม่ที่เชื่อมั่นความสำเร็จทางเทคโนโลยี อาจคาดหวังไว้สูงว่า นายแพทย์ในเสื้อกาวน์สีขาวมีหูฟังคล้องคอ จะสามารถบันดาลให้โรคทุกชนิดหายได้ ด้วยยาเม็ดกลม ๆ หรือการผ่าตัด หรือเทคนิคทางการแพทย์แบบฉึบฉับทันใจ

ถ้าเส้นเลือดอุดตันเพราะไขมันไปเกาะ เราก็อยากให้ตัดก้อนไขมันหลุดออกไปด้วยบัลลูน หรือตัดต่อเส้นเลือดทำบายพาส แทนที่จะปรับเปลี่ยนบริโภคนิสัยและออกกำลังกาย

ถ้าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดพลาด เช่น ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ เราก็นึกถึงยาเม็ดแก้แพ้หรือยาฉีดสารพัน โดยลืมนึกไปว่าตัวผู้ป่วยเองก็มีความสามารถปกป้องตัวเองมิให้เกิดการกำเริบ หรือช่วยตัวเองด้วยการปรับสมดุลของร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้น เมื่อยาชุดหนึ่งหมดฤทธิ์ โรคก็กลับมาเยือน และเราก็ถามหายาชุดใหม่ต่อไป ยาและการผ่าตัดใช้ได้ผลดีในหลายโอกาสที่ต้องการผลตอบสนองทันทีเช่น กรณีฉุกเฉิน แต่ไม่ใช่กรณีของโรคเรื้อรัง

ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เรามักแบ่งอาการโรคเป็น 2 กลุ่ม คือ

 

โรคเฉียบพลัน มักเกิดในทันทีทันใด มีสาเหตุเดียวอาจวินิจฉัยได้โดยง่าย อาการของโรคตอบสนองดีต่อการรักษา เช่น กินยาหรือผ่าตัด และเมื่อให้การรักษาแล้ว คนไข้จะหายจากอาหารเด็ดขาด ถือว่าการรักษาเสร็จสิ้นสมบูรณ์

แต่โรคเรื้อรังมิใช่เช่นนั้น โรคเรื้อรังส่วนใหญ่จะเกิดช้า ๆ แสดงอาการกำเริบช้า อาจกินเวลาหลายปีกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว บางคนจนตายยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองมีโรคร้าย แอบแฝงอยู่หลายโรค แพทย์มักประสบปัญหา ในการวินิจฉัยในระยะต้น และพยากรณ์โรคยากมาก

โรคเรื้อรังมักมีสาเหตุซับซ้อน หลายสาเหตุร่วมกัน ตั้งแต่กรรมพันธุ์ วิถีการดำรงชีวิต ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ล้วนมีผลทำให้เกิดโรคเรื้อรังได้

โรคเรื้อรังยากรักษาให้หายขาด และไม่มีวิธีบำบัดอย่างทันอกทันใจ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ นอกจากจะต้องทนทุกข์กับอาการประจำโรคนั้น ๆ ยังต้องทนกับอาการร่วมหลายประการเช่น

อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพราะร่างกายไม่อาจใช้พลังงานได้เต็มที่ บางส่วนต้องนำไปใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ คนเป็นโรคภูมิแพ้จึงอาจรู้สึกเพลียไม่มีแรง บางครั้งเป็นต่อเนื่องจนเจ้าของร่างมีสีหน้าอมทุกข์ เดินเป็นผีซอมบี้ หายใจไม่เต็มอิ่ม เกิดจากการได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เพราะมีการหดเกร็งของหลอดลม หรือมีการอุดตันในทางเดินหายใจ จากเสมหะ น้ำมูก น้ำคัดหลั่งเหนียวข้น ในหลอดลม หรือถึงลมอุดตัน การได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอติดต่อกันนาน ๆ ทำให้มึนงง สมองไม่แล่น ปวด การแพ้อาจทำให้เกิดการบวมที่ข้อ หรือแสบตา คัน ระคายเคือง กล้ามเนื้อปวดตึงเครียด ภาวะเครียดเกิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่ เป็นผลจากการที่คุณไม่อาจบังคับร่างกาย ให้เป็นไปดังที่ปรารถนา รู้สึกสิ้นหวัง วิตกกังวล กับสุขภาพของตนเอง ผสมกับความรู้สึกโกรธตัวเอง โกรธบรรพบุรุษ โกรธแพทย์ โกรธญาติพี่น้อง คู่สมรส ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงล้วนทำให้เครียด

คำโบราณว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา"

โรคภูมิแพ้ มีที่มาที่ไปซับซ้อน ดังนั้นถ้าคิดจะเอาชนะโรคภูมิแพ้ ก็ต้องทำความรู้จักเจ้าศัตรูตัวร้ายให้ดีก่อนครับ

ถ้าเปรียบร่างกายคนเหมือนประเทศ เราก็มีผิวหนังชั้นนอกเป็นเสมือนรั้วที่แข็งแกร่ง ประดุจกำแพงเมืองจีนนั่นเชียว ถ้าเข้าไปยังระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่เป็นกองทัพอันเกริกไกร คอยตระเวนไปในกระแสเลือด รักษาความปลอดภัยแก่บ้านเมือง ทำให้ประชาชนคือ เซลล์ทุกเซลล์อยู่กันได้อย่างมีความสุข

ป้อมปราการอันเป็นด่านหน้าคือ ผิวหนังจะไม่ยอมให้เชื้อโรคเล็ดลอดเข้าโดยง่าย เว้นแต่จะมีบาดแผลในรูจมูกยังมีขนกรองอากาศ ในปากมีเอ็นไซม์ บางชนิด ทำหน้าที่ย่อยสลาย สิ่งไม่พึงประสงค์ได้ระดับหนึ่ง ในกระเพาะมีกรดเข้มข้น ฆ่าเชื้อเกือบทุกชนิด

และหากศัตรูร้ายเล็ดลอดเข้าไปได้จริง เรายังมีเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง คอยพิชิตผู้บุกรุกด้วยกลวิธีอันน่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าด่านสิบแปดอรหันต์

แต่เดชะบาป เจ้าระบบภูมิคุ้มกันในคนบางคนกลับประพฤติตัวเกมะเหรกเกเร กลายเป็นผู้ก่อโรคภูมิแพ้เสียนี่

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าตัวบุกรุก ซึ่งเป็นศัตรูร้าย กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนแทบจะขจัดไม่ไหว ไม่เพียงศัตรูตามธรรมชาติ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา แต่ยังมีศัตรูประดิษฐ์ เช่น สารกันบูด สารสังเคราะห์ในอาหาร ในอากาศ ในดิน หรือแม้กระทั่งในยาที่เรากิน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สารเคมีมากล้นรอบตัวเรานี่เอง ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะรู้จักโรคภูมิแพ้ เราจำต้องทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ ระบบภูมิคุ้มกันเสียก่อน ตามควรครับ

 

ที่มาของอาการแพ้

ยังจำได้ไหมครับ เมื่อบีเซลล์เจอสิ่งแปลกปลอม มันจะยิงอาวุธชนิดหนึ่งออกมาเรียก แอนติบอดี แอติบอดีจะจับสิ่งแปลกปลอมไว้ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นร่างกาย หลั่งสารกลุ่มหนึ่งเรียกว่า Mediators ออกมาพร้อม ๆ กัน

Mediators มีหลายตัว แต่ที่รู้จักกันดี คือ ฮีสตามีน ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ คัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก เคืองตา หลอดลมหดแคบ ผื่นคัน กระเพาะลำไส้หดเกร็ง ท้องเดิน

ดังนั้น หมอจึงจ่ายยาต้านฮีสตามีน เพื่อไปยับยั้งฤทธิ์ที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านั้น ยาต้านฮีสตามีนตัวเก่งคือ คลอเฟนิรามีน หรือบางคนเรียก คลอเฟ หรือยาแก้แพ้ นั่นเอง

นอกจากฮีสตามีน ยังมีสารอื่น ๆ หลั่งตามมาคือ ไคนินส์, พรอสตาแกลนดินส์, ลิวโคทรินส์ ซึ่งล้วนก่อผลทุกข์ทรมาน ทำให้ปวดหัวอารมณ์เสีย หงุดหงิด ฯลฯ และหากมีการต่อต้านอย่างรุนแรง จะเกิดอาการช็อกแบบเฉียบพลันเรียก Anaphylactic Shock ซึ่งน่ากลัวมาก คนที่แพ้เพนิซิลลิน อาจตายคาเข็ม ถ้าได้รับเพนิซิลลินฉีดเข้าร่าง

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหา มันอาจจำแนกมิตรศัตรูผิดดังที่กล่าว หรืออาจแสดงความผิดปกติแบบอื่น ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในโรคเอดส์ (ภูมิคุ้มกันบกพร่อง) หรือมันอาจจะหลงทำร้ายพวกเดียวกันเอง

หลงคิดว่าเนื้อเยื่อที่อยู่ในร่างกายเป็นศัตรูบุกรุก มันก็ระดมโจมตีตัวเอง ก่อให้เกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี ที่คร่าชีวิตคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ หรือโรคเลือดพิสดารที่เม็ดเลือดขาวไล่งับกันเอง เพราะนึกว่าเป็นศัตรู

เพราะความซับซ้อนของการทำงานนี้เอง ร่างกายจึงต้องมีระบบผสมผสานต่อเนื่องถึงกัน เพื่อลดความรุนแรงของการแพ้ เป็นการรักษาตัวเองตามธรรมชาติคือ เมื่อสารฮีสตามีนถูกหลั่งออกมาจนน้ำมูก น้ำตาไหล หายใจไม่ออก ร่างกายก็จะกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาแก้ฤทธิ์

หากการแพ้กำเริบ แพทย์แผนปัจจุบันจะฉีดฮีสตามีน หรือ ยาแก้แพ้แก่ผู้ป่วย แต่ถ้ากำเริบหนัก อาจฉีดอะดรีนาลีนให้

ขณะที่การแพทย์ทางเลือก หาทางกระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต ให้หลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาด้วยตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ ต่างฝ่ายต่างมีหลักการของตัวเองครับ

 

ระบบภูมิคุ้มกัน

ผู้รับผิดชอบหลักในการคุ้มครองร่างกายคือ เม็ดเลือดขาว ซึ่งจะเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระบบน้ำเหลืองคอยสอดส่องศัตรูแปลกปลอมแล้วมารวมกับกระแสเลือดที่หน้าอก

ความน่าพิศวงของเม็ดเลือดขาว คือ มันสามารถจำแนกมิตรศัตรูของร่างกายได้อย่างแม่นยำ ระบบภูมิคุ้มกันสามารถบอกได้ว่า สิ่งนี้คือเชื้อแบคทีเรียอันตราย เซลล์มะเร็ง หรือเป็นเพียงเซลล์ปกติในร่างกาย เหมือนกับเวลาเราเดินไปตามถนน เราสามารถบอกได้ว่านี่คนไทย นั่นฝรั่งต่างด้าว

และเมื่อใดก็ตาม มันพบสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย ซึ่งทางการแพทย์เรียก "แอนติเจน" (Antigen) มันก็จะเปิดหวอเป่านกหวีดเรียกพวกพ้องมาช่วยกันรุมสกรัมซะเลย หากจำผิดยุ่งแน่

แอนติเจนแปลกปลอมที่เราพบทุกวี่ทุกวันได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ทำไมผมจึงต้องเป็น ทำไมคนอื่นไม่เป็น ทำอย่างไรจึงจะซ่อมแซมความผิดปกตินี้ได้ ?

อย่าเพิ่งท้อแท้นะครับ ถ้าจะตอบว่า ไม่มีใครรู้

จนทุกวันนี้ ความรู้ทางการแพทย์ยังมีไม่พอที่จะตอบคำถามที่ว่า แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องขอบคุณผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ช่วยกระตุ้นในวงการแพทย์หันมาศึกษาเรียนรู้ เรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกายจนได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากมาย

สักวันหนึ่งเราอาจพบหนทางยุติโรคนี้โดยเด็ดขาด ระหว่างนี้นักวิทยาศาสตร์ได้พบข้อสังเกตเกี่ยวกับสาเหตุของโรคภูมิแพ้หลายประการ คือ

  • กรรมพันธุ์ พบว่าโรคภูมิแพ้สามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม บางทีความพิการหรืออ่อนแอในระบบภูมิคุ้มกันของพ่อแม่อาจถ่ายทอดสู่ลูก ทำให้ลูกมีแนวโน้มที่จะแพ้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ง่ายกว่าคนธรรมดา

    เห็นชัดเจนคือ คนที่เป็นโรคไขข้อรูมาตอยด์ (ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง) ลูกจะเสี่ยงต่อโรคนี้มากขึ้น

  • สารพิษ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า การที่คนรุ่นใหม่สัมผัสสารเคมีผิดธรรมชาติมากขึ้นทุกวี่วันทั้งในอากาศที่หายใจ ในน้ำดื่ม ในอาหารที่รับประทาน ในเสื้อผ้าสวมใส่ ล้วนรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้คนรุ่นใหม่ไวต่อสารแลกปลอมมากขึ้น ร่างกายมึนงงจำแนกมิตรศัตรูไม่ถูก
  • ยา เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทำให้ "งง" ได้เหมือนกัน เพราะทุกวันนี้ ปัญหาสำคัญด้านยาคือ ประชนชนมีพฤติกรรมบริโภคยาเกินสมควร ใช้ยาในทางที่ผิด ใช้ยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ซึ่งสามารถกระตุ้นการแพ้ได้ ถามตัวเองว่าใช้ยาปฏิชีวนะบ่อยไหม ?
  • อาหารและโภชนาการ สิ่งที่คุณกินและประสิทธิภาพในการย่อย อาจมีผลกระทบสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น การกินอาหารชนิดเดียวติดต่อกันนาน ๆ อาจกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานผิดพลาด

    ภาวะขาดโภชนาการเรื้อรัง โดยเฉพาะวิตามินหรือเกลือแร่ อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ รายละเอียดจะคุยต่อไปครับ

  • ความเครียด คนเราทุกคนย่อมมีความเครียดมากบ้างน้อยบ้าง แต่การเครียดติดต่อกันนาน ๆ อาจนำมาซึ่งความอ่อนแอในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีผลให้ร่างกายแสดงอาการของโรคบางชนิดขึ้นมาโดยง่ายและเกิความสับสน ในการจำแนกมิตรศัตรู
ประเภทของการแพ้

การแพ้มีหลายรูปแบบ เช่น การแพ้ทางผิวหนัง การแพ้ในระบบทางเดินหายใจ การแพ้อาหาร การแพ้ยา การแพ้สารอนินทรีย์ ผมขอกล่าวเฉพาะที่น่าสนใจควรเรียนรู้ดังนี้

 

การแพ้ทางผิวหนัง (Skin Allergies)

ที่เรารู้จักดีคือ อาการลมพิษ คัน ผิวแตก ถ้าอาการคัน ดังกล่าวเกิดเพราะไปสัมผัสสารที่ทำให้แพ้ เช่น ตำแย หมามุ่ย เรียกเป็นศัพท์ทางแพทย์ว่า Contact Dermatitis สารที่ทำให้เกิดการแพ้แบบนี้ ที่พบบ่อยมี 6 ชนิดคือ

  • สารจากพืชมีพิษ เช่น ตำแย หมามุ่ย รังตังช้าง หัวบอน
  • Paraphenlenediamine ซึ่งพบในยาย้อมผม ย้อมหนัง ย้อมขนสัตว์ ยาง และในขบวนการพิมพ์
  • เครื่องประดับโลหะที่มีนิเกลเป็นส่วนผสม
  • ยางพารา
  • สาร Ethylenediamine (วัตถุกันเสียที่พบในครีมและยาหยอดตา)
  • สาร Dichromates (ส่วนผสมในหมึกพิมพ์ผ้า)

ใครใส่เสื้อใหม่แล้วคันคงหายแปลกใจนะครับ นอกจากนี้ยังพบสารกระตุ้นในยาดับกลิ่นเต่าและเครื่องสำอาง ด้วย

กล่าวโดยทั่วไป การแพ้แบบ Contact Dermatitis จะเกิดเฉพาะที่ คือ สัมผัสตรงไหนก็คันตรงนั้น ไม่ลุกลามไปส่วนอื่น และหายง่ายเมื่อเลิกสัมผัส

หากการแพ้ขยายลุกลามกว้างขวางจนบางครั้งตาปิด ปากบวมเจ่อ เห่อไปทั้งตัว นั่นคือ ลมพิษ (Hives หรือ Urticaria) อาจเป็นชั่วครู่ชั่วยาม หรือกินเวลาข้ามวัน บางครั้งมีอาการบวมของลิ้น ริมฝีปากหรือเท้าร่วมด้วย

พบว่า ลมพิษมักเกิดจากอาหารทะเล นม พิษจากแมลง การแพ้ยาเพนิซิลิน แอสไพริน ขนแมว เกสรดอกไม้ เหล่านี้เป็นการแพ้ทางผิวหนัง อาทิตย์หน้าผมจะพาไปรู้จักการแพ้ในทางเดินหายใจหรือที่เราเรียกว่า โรคภูมิแพ้ครับ

 

โรคภูมิแพ้

สัปดาห์ที่แล้ว เราคุยกันเรื่องโรคภูมิแพ้ ที่แสดงผลต่อผิวหนัง แต่ยังมีการแพ้อีกแบบที่พบบ่อย ซ้ำซากน่ารำคาญ ชวนให้หงุดหงิด มันมักจะก่ออาการคล้ายหวัด เช่น มีน้ำมูก หายใจลำบาก ไอ หายใจดังวี๊ด เหมือนนกหวีด หรือจาม นั่นคือ การแพ้ในระบบทางเดินหายใจ หรือ ที่ชาวบ้าน มักเรียกว่า โรคภูมิแพ้

 

การแพ้ในระบบทางเดินหายใจ

ในบางคนอาการภูมิแพ้จะเกิดเฉพาะฤดู เช่น ช่วงที่มีละอองเกสรดอกไม้ปลิวมาก ในกระแสลมมาก ๆ บางคนแสดงอาการในหน้าหนาว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิความชื้น บางคนมีอาการเมื่อบ้านสกปรก มีฝุ่น สปอร์เชื้อรา ขนจากแมลงมอดไม้ ลอยไปมาในบ้าน

แต่คนที่แย่ที่สุดคือ เป็นทุกกรณี ทั้งวันทั้งคืน เพราะมีปฏิกิริยาต่อสารกระตุ้นภูมิแพ้แบบทุกชนิด ที่จะลอยอยู่ในอากาศ ลักษณะการแพ้ที่พบบ่อยคือ Alergic Rhinitis เป็นอาการแพ้ ที่เกิดจากละอองฟาง เกสรดอกไม้ เชื้อรา ควัน น้ำหอม สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่อาหารจำพวกนม ธัญพืชบางชนิด เมล็ดพืชเปลือกแข็งจนถึงอาหารทะเล

อาการของ Allergic Rhinitis ที่เห็นชัดคือ จามแน่นจมูก คันตา ระคายเคือง มีน้ำมูกไหล อาจมีการจามซ้ำ ๆ เกิดได้หลายครั้งในหนึ่งวัน

ถ้าการแพ้เกิดเฉพาะจากละอองเกสรหรือละอองฟาง และมีอาการไข้ร่วม อาจเรียกอีกอย่างว่า ไข้ละอองฟาง (Hayfover)

คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ต้องหมั่นสังเกตตัวเอง อาการแพ้เกิดเมื่อไร สิ่งใดน่าจะเป็นสาเหตุ เช่น พบว่ามีอาการเมื่อยู่บ้าน ลองพิจารณาความสะอาดภายในบ้าน สารกระตุ้นภูมิแพ้ มักแขวนลอยอยู่ในอากาศ เชื้อราเกาะตามซอกที่เปียกชื้น ก็เป็นตัวสำคัญ มันอาจปล่อยสปอร์ ออกมาตามลม โดยเฉพาะเชื้อ Alernaria, Penicillium, Aspergillus, Rhizopus

ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของแมลงที่ต้องส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ก็ทำให้คนหลายล้านคนทั่วโลก หายใจไม่ออก โดยเฉพาะขนหรือเศษแขนขาของมอดไม้ตามเครื่องเรือน พรม ผ้าห่ม ม่าน ไรในฟูกนอน หรือเศษเซลล์จากขนสัตว์ ขนนก ฯลฯ

ผมอยากฝากข้อสังเกตตรงนี้สักนิด คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มักระมัดระวังสารกระตุ้นภูมิแพ้ที่แขวนลอยในอากาศ แต่ลืมไปว่าอาหารที่กิน และสารเคมีจากการสัมผัส ก็ก่อโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน

 

การแพ้ที่ก่ออาการหอบหืด

หืดเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจาก การแพ้ในระบบทางเดินหายใจด้วยเช่นกัน แต่รุนแรงกว่าการแพ้ทั่วไป ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก เพราะหลอดลมตีบแคบ อาจถึงตายถ้าโรคกำเริบมาก

 

การแพ้กับอารมณ์แปรปรวน

ดังที่กล่าวแล้วว่า วงการแพทย์ได้พบเรื่องน่าพิศวงว่า อาการแพ้สามารถส่งผลต่ออารมณ์มนุษย์ได้

การแพ้สามารถทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด เครียด เกียจคร้าน หรือมีความผิดปกติทางอารมณ์ โดยที่เจ้าตัวไม่ตั้งใจ

ทุกวันนี้ เราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำตาลกับอารมณ์ สารอาหารกับอารมณ์ แต่ยังไม่ทราบกลไกความสัมพันธ์ระหว่างการแพ้กับอารมณ์

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักว่า สิ่งที่คุณสัมผัส กิน ดื่ม หรือหายใจเข้าไป อาจมีผลต่ออารมณ์ในทางที่ไม่พึงปรารถนา และปรากฏการณ์นี้สะท้อนความจริงว่า ความเจ็บป่วยมิได้ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์ จิตใจ จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ในสังคมได้

 

การแพ้ที่ก่ออาการอื่น ๆ

การแพ้อาจทำให้เกิดอาการปวดหัว และปวดข้างเดียวหรือไมเกรน โดยเฉพาะอาหารที่มีสารทายรามีน (ช็อกโกแลตและเนยแข็ง)
ผงชูรส วัตถุกันเสียบางตัว และไวน์แดงก็เป็นตัวตันเหตุที่พบบ่อย

นอกจากนี้ สารอื่นที่ทำให้ปวดหัวยังรวมถึงควันบุหรี่ สารพิษ จากมลภาวะ น้ำหอม ฝุ่นละอองเกสร ฯลฯ

ในบางคน เมื่อเกิดอาการแพ้อาจมีอาการไม่สบายในท้องร่วมด้วย เช่น ท้องขึ้น ท้องผูก ท้องเดิน ปวดเกร็ง ฯลฯ

พบว่า การแพ้อาหารมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการไม่สบายในท้อง

 

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน

หลังจากที่เราทำความเข้าใจโรคภูมิแพ้พอสมควรแล้ว ผมอยากพาท่านผู้อ่าน มาสำรวจแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้วินิจฉัยและรักษาโรคเรื้อรังที่น่ารำคาญนี้

คนจำนวนไม่น้อยที่ไปพบแพทย์ 2-3 ครั้ง ด้วยความหวังว่าจะหายขาด หมอให้ยาเม็ดเล็ก ๆ มากิน อาการดีขึ้นบ้าง แย่ลงบ้าง เกิดผลข้างเคียงเช่น ง่วงนอนบ้าง และกลับมีอาการเป็นเช่นเดิมเมื่อหยุดยาทำไมเป็นอย่างนั้น ?

เหตุผลสำคัญคือ
ยังไม่มียาตัวใดในปัจจุบันที่สามารถรักษาความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันได้ครับ ยาเป็นเพียงเครื่องช่วยลดความทุกข์ทรมานจากโรคเป็นครั้งคราว
นั่นแปลว่า คุณต้องกินยาตามแพทย์สั่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าร่างกายของคุณ จะซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกัน ให้คืนปกติด้วยตนเอง ซึ่งอาจกินเวลาหลายปีหรือตลอดชีวิต

แต่ถึงกระนั้นคุณ ก็ยังควรไปพบแพทย์โดยสม่ำเสมอ เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง และแพทย์จะช่วยหาสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้คุณแพ้ อันจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยง การสัมผัสสารกระตุ้นภูมิแพ้ได้มากที่สุด การทดสอบว่าคุณแพ้อะไร อาจทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้

  • Skin Test แพทย์อาจทดสอบภูมิแพ้ของคุณ โดยใช้สิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ที่สงสัย ขูดหรือฉีดบริเวณผิวหนังอ่อนใต้ท้องแขน หากคุณแพ้สารตัวนั้นก็จะเห็นผลใน 15-20 นาที แต่การทดสอบแบบนี้ไม่แม่นยำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แทบไม่ได้ผลในกรณีการแพ้อาหาร
  • RAST เป็นการทดสอบที่แม่นยำกว่า ย่อมาจากคำว่า Radioallergosorbant เพื่อหาแอนตี้บอดี้ IgE ในเลือด เหมาะกับการหาสารกระตุ้นภูมิแพ้ในอาหาร
  • การทดสอบอื่น ๆ ทุกวันนี้ยังมีการพัฒนาวิธีทดสอบแบบใหม่ ๆ เพื่อหาว่าสารตัวใดบ้างทำให้คุณมีอาการแพ้ การทดสอบแบบหนึ่ง ทำโดยสกัดสารในอาหารฉีดใต้ผิวหนัง แล้วดูอาการอื่น ๆ นอกเหนือจากผื่นคันเช่น อาการหงุดหงิด ไม่สบายกายง่วงนอน หรือไข้ ฯลฯ

หากพบในที่สุดว่าคุณแพ้สาร 1-2 ชนิดก็นับว่าโชคดี สิ่งที่ควรทำคือ หลีกเลี่ยงสารเหล่านั้น แต่หากคุณแพ้สารนับสิบที่มีอยู่รอบกายในชีวิตประจำวัน คุณคงไม่มีทางหลีกเลี่ยง ต้องทำใจ กินยา และหาทางบำรุงระบบภูมิคุ้มกันให้กลับคืนเป็นปกติให้ได้

ไม่ใช่ง่าย แต่คุณต้องทำ เพราะมันคือทุกข์สุขของคุณเอง

อาทิตย์หน้า เราจะคุยกันเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ ทั้งแผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือกที่ควรรู้ ตลอดจนการใช้อาหารบรรเทาโรค

 

การรักษาโรคภูมิแพ้

ดังที่ได้กล่าวในบทความที่ผ่านมาว่า ภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรัง เป็นผลมาจากความผิดปกติในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และวงการแพทย์ยังไม่พบยารักษาความผิดปกตินี้ได้

ดังนั้น บทความนี้จึงพยายามกล่าวถึง โรคภูมิแพ้ในแง่มุมที่แตกต่างจากหนังสือทั่วไป และเสนอเคล็ดลับการควบคุมโรคภูมิแพ้ เพื่อจะช่วยให้คุณดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปกติสุข มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น คำแนะนำอันจำเป็น ที่จะเตือนคุณให้ต้องคอยดูแล เครื่องปรับอากาศให้สะอาดอยู่เสมอ หากคุณอยากหายใจโล่งสบาย เพราะการหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นภูมิแพ้นั้น นับเป็นหัวใจของการต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ เลยทีเดียว ดังคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า "ทุกสิ่งเกิดแต่เหตุ"

อย่าเจอะเจอสารกระตุ้น ดีกว่าคอยกินยาเมื่อเกิดอาการ ยิ่งคุณทำสิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณให้ปราศจากการกระตุ้นได้เพียงไร คุณยิ่งปลอดภัยขึ้นเท่านั้น

และระหว่างที่รอให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับคืนเป็นปกตินั้น บ่อยครั้งที่คุณอาจจะเจอะเจอสารกระตุ้นภูมิแพ้โดยไม่ตั้งใจ แพทย์แผนปัจจุบันจะช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้ดีด้วยยาเม็ดหรือยาฉีดที่จะช่วย บรรเทาอาการแพ้ได้ชั่วครั้งชั่วคราว และป้องกันมิให้โรคกำเริบ ยาเหล่านี้ได้แก่

  • ยาแก้แพ้และลดอาการคั่งในจมูก (Antihistamine and Decongestants) มักเป็นยาเม็ดเล็ก ๆ สำหรับแก้คัดจมูก ลดน้ำมูก บรรเทาผื่นคัน จากอาการแพ้ที่ผิวหนัง ยาเหล่านี้มักมีผลข้างเคียงที่น่ารำคาญ คือ ทำให้ง่วงซึม ไม่มีสมาธิในการทำงาน จึงควรจะระวังอันตรายจากการขับรถหรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิ ขณะที่ยาขยายหลอดลมบางตัว อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล บางตัวมีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดหดตัวไม่เหมาะกับผู้ป่วยความดันสูง จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากพบอาการผิดปกติจากยา
  • ยากลุ่มฮอร์โมนสเตียรอยด์ ยาฤทธิ์แรงตัวนี้ มีทั้งในรูปยาฉีด ยากิน ยาพ่นและครีม มีประโยชน์มาก ในรายที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะหอบหืด แต่มีผลข้างเคียงร้ายแรงเช่นกัน ผู้ป่วยต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์เท่านั้น อาการพิษที่อาจพบคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เยื่อบุผนังและผิวหนังบางลงความดันสูง กระดูกพรุน บวมน้ำ ฯลฯ และต้องย้ำเตือนคือ มันเพียงช่วยรักษาชีวิต มิใช่รักษาต้นเหตุของโรค
  • โครโมลีน โซเดียม (Crommolyn Sodium) ใช้สำหรับภูมิแพ้ในทางเดินหายใจ มีทั้งที่เป็นยากิน ยาพ่น จมูก ยาหยอดตา และยาพ่นเข้าปอด หมออาจสั่งจ่ายให้ใช้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ โดยเฉพาะในช่วงฤดูที่เสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ เพราะยานี้ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเห็นผลเต็มที่ มันออกฤทธิ์โดยการไปเคลือบ มาสต์เซลล์ (Mast Cell) ป้องกันมิให้ IgE ที่ผิวเซลล์ทำปฏิกิริยาที่ไม่พึงปรารถนา
  • การรักษาด้วยหลักอิมมูโนวิทยา (Immunotherapy) เป็นการรักษาโดยใช้ความรู้ทางภูมิคุ้มกัน เพื่อพยายามลดความไวของร่างกาย ที่มีต่อสิ่งแปลกปลอม ทำโดยการฉีดสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดเจือจาง เข้าสู่ร่างกายทีละเล็กละน้อย ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ คุ้นเคยกับสิ่งแปลกปลอม

    ในทางทฤษฎี เมื่อร่างกายคุ้นเคย มันก็จะไม่ถูกกระตุ้นโดยง่ายเหมือนในอดีต เพราะร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวให้เคยชิน เหมือนกับว่าคนข้างบ้านเปิดวิทยุ เข้าหูทุกวัน ใหม่ ๆ อาจรำคาญ ครั้งนานไปกลับเห็นเป็นปกติ

    วิธีนี้คล้ายจะดี แต่น่าเส