แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

วันทีเจ็ดของการเดินทาง บนเส้นทางสีขาว เส้นทางแห่งบุญ : มักกะลีผลหรือนารีผล


นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา : แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี

มักกะลีผลหรือนารีผล ของวัดป่าเจริญราชธรรมาราม มีรูปร่างลักษณะเหมือนคนตัวเล็กๆ คล้ายๆตุ๊กตารูปคนแห้งๆ  ใส่ไว้ในกล่อง 2 กล่อง กล่องแรกมี 2 ผล กล่องที่ 2 มี 4 ผล วางอยู่ในตู้กระจก หลวงพ่อตั้งเอาไว้ให้พวกเราได้ศึกษาและบูชาบนศาลาใหม่ ชั้น 2

            เรื่องมักกะลีผลหรือนารีผล มีกล่าวไว้ในมหาเวสสันดรชาดก และไตรภูมิพระร่วง เป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา

  มักกะลีผล หรือนารีผล เป็นพืชวิเศษชนิดหนึ่งที่เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ ดอกผลมีรูปร่างอรชร ดุจสาวรุ่นเปลือยอายุ 16 ปี หน้าตาสวยงาม ปากจิ้มลิ้มพริ้มเพรา มีผิวพรรณงดงาม ละเอียดอ่อนดั่งเม็ดมะปราง ตาดำสีทอง ตาขาวสีฟ้า ผมสีทอง ตาโตเด่นชัด จมูกเหมือนพระจันทร์เสี้ยว โด่ง 45 องศา ที่ขวัญมีขั้วเหมือนมังคุด  คิ้วต่อ คอปล้อง มี 3 ปล้อง ไม่มีไหปลาร้า นิ้วมือยาวเสมอกัน เว้นนิ้วโป้ง สั้นกว่านิ้วชี้ นิ้วมือและแขนไม่มีข้อปล้อง มีกลิ่นกายหอมกรุ่นชื่นใจ เต็มไปด้วยกามคุณทั้ง 5 ( รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ร่างกายเบาเพราะไม่มีกระดูกหกโมงเช้าจะบานออกมาร้องรำทำเพลง ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ตลบอบอวนทั่วทั้งบริเวณนั้น หกโมงเย็นจะหุบลงเหมือนดอกบัว พอวันที่ 7 จะบานเต็มที่ แล้วก็ร่วงหลุดจากต้น 4 - 5 เดือนให้หลัง จึงจะเหี่ยว ว่ากันว่า บางครั้ง ฤๅษีที่บำเพ็ญเพียรจนตบะกล้า กิเลสสงบระงับ เพื่อจะทดสอบจิตตน ก็จะเหาะไปที่ต้นนารีผลมองดูนารีผล ว่าตนจะตบะแตกหรือไม่ หรือบางครั้งฤๅษีผู้เป็นอาจารย์ อาจจะพาลูกศิษย์ไปทดสอบระดับจิต ไปฝึกควบคุมจิตที่นั่น และว่ากันว่า พวกนักสิทธิ์วิทยาธร มักจะเหาะไปเก็บนารีผล อุ้มมาเชยชมแล้วฝึกจิตใหม่ ค่อยเหาะกลับออกมา นารีผลเป็นที่ต้องการของสัตว์วิเศษในป่าหิมพานต์  รวมถึงวิทยาธรทั้งหลายผู้ยังไม่หมดกามราคะ ดังนั้น การที่นารีผลจะเหี่ยวแห้งคาต้นแล้วร่วงหล่นนั้น เป็นไปได้ยาก ก่อนจะโรยราจะมีเทวดา สัตว์วิเศษ และวิทยาธรมาเก็บเอาไป

            เมื่อคราวที่พระเวสสันดร และพระนางมัทรี ถูกเนรเทศออกจากเมือง และเดินทางมาบำเพ็ญบารมี ณ ป่าหิมพานต์ พระอินทร์เกรงว่าพระนางมัทรี ผู้มีรูปงาม จะถูกล่วงเกินจากพวกฤาษี คนธรรพ์(ชาวสวรรค์พวกหนึ่ง เป็นบริวารของท้าวธตรัฐ มีความชำนาญในการขับร้องและดนตรี) วิทยาธร(เทพบุตรพวกหนึ่ง มีหน้าที่เล่นดนตรีบนสวรรค์) ยามออกหาผลไม้ในป่า ก็จะเสียการแห่งการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์  พระอินทร์จึงเนรมิตต้นมักกะลีผล เป็นมัคคะบัญชาหรือเป็นต้นไม้แห่งคำสาปของพระอินทร์ จำนวน 16 ต้น ไว้รอบทิศ ณ ที่ไกล พวกฤาษี คนธรรพ์ วิทยาธร ต่างก็พากันมาสอยเอาไปเป็นเมีย เมื่อได้เสพสังวาสแล้ว ก็ถึงแก่วิสัญญีภาพ (สลบ) ไป 3 เดือน

            มักกะลีผลหรือนารีผลจะมีจริงหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัยของใครหลายคน สำหรับหลวงพ่อจรัญ ฐิตะธัมโม แห่งวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ท่านได้เคยประสบพบเจอมาแล้ว ถ้าเพื่อนๆเคยอ่านในหนังสือก็คงจะเข้าใจ

            วันนี้หลังจากที่ทำความสะอาดศาลาใหม่ ชั้น 2 แล้ว  เราเห็นหลวงพ่อเดินดูความเรียบร้อยของศาลาใหม่แถวๆ มักกะลีผลหรือนารีผล  ด้วยความอยากรู้  เราจึงนิมนต์ถามหลวงพ่อ เรื่องนี้  หลวงพ่อมองหน้าเรานิดนึง (เหมือนชั่งใจก่อนว่าจะเล่าจะให้ฟังดีไหม ฮ่าๆ) และแล้วหลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่า

            ในกล่องแรกที่มีอยู่ 2 ผล นั้น ท่านเล่าว่า  มีชาย หญิงวัยกลางคน อายุ 2 คน มาที่วัดประมาณตี 2 มายืนที่หน้ากุฏิท่าน  ตะโกนเรียกท่านว่า  อาจารย์ใหญ่ๆ  ตอนแรกหลวงพ่อได้ยินก็ไม่กล้าออกไป  แต่พอเห็นว่ามีผู้ชายมาด้วยเลยออกมา เค้าบอกว่า เอาของมาถวายหลวงพ่อ  หลวงพ่อท่านก็ออกมารับของ เค้าใช้ผ้าขาวห่อใส่กล่องอย่างดี ท่านรับไว้แล้วก็ถามว่า  ทำไมโยมถึงมายามค่ำคืนดึกดื่น พวกเค้าก็ตอบว่า  ช่วงกลางวันมีกิจมาก มาไม่ได้  หลวงพ่อจึงจะหาที่พักในวัดให้  แต่ทั้งสองบอกว่าจะรีบกลับเลย  หลวงพ่อจึงนำกล่องของมาไว้ในกุฏิ หยิบไฟฉายแล้วรีบออกมาจะไปส่งเค้าที่ถนนใหญ่  แต่พอออกมาหน้ากุฏิอีกครั้ง ทั้งสองคนก็หายไปเสียแล้ว  หลวงพ่อก็ทิ้งห่อของนั้นไว้ไม่ได้เปิดดู ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งวันต่อๆมา  ได้กลิ่นหอมๆ เหมือนกลิ่นกำยาน กลิ่นดอกไม้ ได้ยินเสียงพูด หลวงพ่อก็เลยเอะใจ เมื่อหลวงพ่อไปดูของที่นำมาถวาย  จึงรู้ว่าสิ่งของในนั้น คือ มักกะลีผลหรือนารีผล  ท่านจึงทราบได้ทันทีว่า สองคนที่นำมาถวายคงไม่ใช่คนธรรมดา  น่าจะเป็นเทวดาเอามาให้

            ส่วนกล่องที่ 2 มีมักกะลีผลหรือนารีผลอยู่  4 ผล  หลวงพ่อเล่าว่า  มีพระจากประเทศจีนให้ท่านมา (ก็มีอย่างอื่นด้วยนะ เช่น พระพุทธรูป)  พระจีนบอกท่านว่า  รอเจ้าของมารับนานแล้ว  ท่านก็บอกว่าท่านไม่ใช่เจ้าของ  พระจีนก็ยังถวายให้ท่าน  บอกว่าท่านนั่นแหละ  เป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ ท่านก็เลยต้องรับไว้

            หลวงพ่อเล่าว่า  ตอนนี้ต้นมักกะลีผลหรือนารีผล  ยังมีอยู่แถบเทือกเขาหิมาลัยในประเทศอินเดีย และภูเขาเหลียงซาน  ซึ่งเป็นภูเขาในประเทศจีน  อยู่ติดกับเทือกเขาหิมาลัย  ผู้ที่จะได้เห็น ผู้ที่จะมีไว้ต้องเป็นผู้ที่มีบุญบารมีมากเท่านั้น  ตอนนั้น เราตื่นเต้นมากก็เลยลืมถามหลวงพ่อว่า  ท่านเห็นของจริงหรือยังค่ะ (แบบว่าผลสดๆน่ะ)  รู้แต่ว่าของหลวงพ่อมีชื่อด้วย (คุณต้นเล่าให้ฟังค่ะ ว่าหลวงพ่อเล่าให้เค้าฟัง  แต่จำชื่อไม่ได้) เราจำได้นะว่าเราถามหลวงพ่อด้วยนะ ว่าท่านเห็นพวกเค้า (ที่อยู่ในตู้นี้) ไหมค่ะ  ท่านก็มองหน้าเรานิดนึง (หลวงพ่อคิดอีกแล้ว)  ท่านบอกว่าเห็น เราก็ถามว่า เป็นยังไงค่ะ ท่านก็บอกว่ามีลักษณะเหมือนเด็กอายุ 5 – 6 ขวบ (เอ..ทำไมไม่เหมือนที่อ่านในหนังสือนะ) มาวิ่งเล่นแถวๆกุฏิท่าน มีกลิ่นหอม ตอนแรกเค้าก็วิ่งหนีท่าน (ยังไม่ยอมคุยด้วย) ตอนหลังท่านกวักมือเรียกมาคุย แล้วบอกว่าอย่าวิ่งเล่นเสียงดัง  มาอยู่นี่ก็ให้มาช่วยกันสร้างวัดนะ

            สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่เกินวิสัยปุถุชนทั่วไปจะรู้เห็นได้ด้วยตนเอง  แต่ก็เป็นสิ่งที่ท้าทายและไม่เกินสติปัญญากับความเพียรของมนุษย์ ในการค้นหาความจริง (จริงไหมค่ะ)

             เมื่อวานนี้  เราตั้งใจว่าจะปิดวาจาแล้ว  เราจะตั้งใจปฏิบัติกรรมฐานอย่างเข้มข้น  รู้เลยว่า พูดมาก คุยมากทำให้ฟุ้งซ่าน  จิตใจไม่สงบเลย  เราไปขอป้าย ปิดวาจามาแล้ว  เอามาติดที่เสื้อ  พระอาจารย์เห็นก็เรียกมาถามว่า จะปิดวาจาหรือ ทำไมถึงปิด เราตอบท่าน แล้วท่านก็บอกเราว่า จะปิดวาจาได้จะต้องให้หลวงพ่อเป็นผู้ปิดให้  เราก็เลยต้องเอาป้ายออกก่อน  พอฉันเพลเสร็จเราก็เข้าไปคุยกับหลวงพ่อ  ขอปิดวาจา  หลวงพ่อมองหน้าเรานิดนึง แล้วพูดสั้นๆ ประมาณว่า เราต้องคุย ถ้าเราปิดแล้วจะพูดได้ยังไง (เหมือนไม่อยากให้เราปิดวาจา)  แล้วก็หันไปคุยกับพี่เอ้ต่อ  แล้วจะเดินไป  เราก็เลยต้องถามหลวงพ่อว่าปิดวาจาทำยังไงค่ะ  ท่านก็บอกว่าเอาไว้ตอนเย็นๆ  เราก็ได้แต่สงสัยว่า เอ๊ะ..ทำไม หลวงพ่อไม่ปิดวาจาให้เรา

            หลังจากนั้นจนถึงเย็น  เราก็หมดอารมณ์ที่จะปิดวาจาแล้ว  หมดความตั้งใจแล้วล่ะ  ปฏิบัติตามปกติดีกว่าจะได้คุยได้ เราก็ทำวัตรเย็น ปฏิบัติกรรมฐานเสร็จก็เดินไปอาบน้ำเตรียมตัวจะเข้านอน  คืนนี้บรรยากาศเงียบมาก ก็มีเหลือกันอยู่ไม่กี่คน แต่ละคนก็เข้ากุฏิพักผ่อนกันแล้ว  ระหว่างทางกลับกุฏิเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งใส่ชุดขาวยืนเก้ๆกังๆอยู่ ดูๆแล้วก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรมใหม่  ความที่เรามีมนุษย์สัมสันธ์ค่อนข้างดี ก็เลยถามเค้าว่าเป็นไงมาไง แล้วรออะไรกันหรือค่ะ  พี่เค้าดูท่าทางเรียบร้อยมาก  ตอบเราว่า    มาบวชที่นี่ครั้งแรกค่ะ จะมาอยู่แค่ 1 คืน  พรุ่งนี้ต้องทำงาน  ตอนนี้กำลังรอพระท่านเอากุญแจกุฏิมาให้  เราก็ถามว่า ทำไมมากันค่ำนักล่ะค่ะ  เค้าก็บอกว่าแฟนเค้าติดธุระเพิ่งจะมารับเค้าได้ตอนเย็นๆ  (บ้านนี้มาบวชกันทั้งครอบครัว) ตอนนั้นบรรยากาศเงียบ วังเวงมาก เพราะได้เวลาพักผ่อนแล้ว ไม่มีใครออกมาเดิน นอกจากเราเดินมาเข้าห้องน้ำก่อนนอน มีแม่ลูกคู่นี้แหละยืนอย่างเดียวดายท่ามกลางความมืด  เห็นแล้วเป็นห่วงแทน  เราก็เลยชวนให้มานอนที่กุฏิ  พี่เค้าทำท่าดีใจมากเลย  รีบพาลูกเข้ามานอนในกุฏิเราเลย 

            จากการสอบถาม ซักประวัติคร่าวๆ  พี่นุ้กเป็นอาจารย์คณะพยาบาล  อยู่ที่ มศว. องครักษ์ มากับลูกสาว คือ น้องครีม อายุ 5 ขวบครึ่ง เคยไปปฏิบัติที่วัดสังฆทาน 2 คืน ยังไม่ได้อะไร ก็เลยอยากลองมาปฏิบัติที่นี่ดู เพราะใกล้บ้านด้วย  คุยไปคุยมาพี่นุ้กก็เลยเล่าสาเหตุที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ว่า

            วันที่มากราบหลวงพ่อครั้งแรกกับสามีและเพื่อนอาจารย์ เมื่อสองวันที่แล้ว ตอนที่ขึ้นมาบนศาลายาว  หลวงพ่อมองหน้าพี่เค้าตั้งแต่เดินขึ้นมาแล้ว  เค้าก็รู้สึกแปลกใจ พอได้คุยกับท่านแล้วเค้ารู้สึกดีมากๆ  เค้าสงสัยว่าคนที่อดีตไม่ค่อยเข้าวัดอย่างเค้า ต่อต้านพระพุทธศาสนาอย่างมาก ทั้งๆที่นับถือศาสนาพุทธ (เป็นกันมากค่ะเดี๋ยวนี้) ขนาดสามีขอไปบวชยังไม่ให้ไป จนสามีต้องแอบไปบวช  ทำไมถึงอยากมาบวชที่นี่ ทำไมชีวิตเค้าต้องมาเกี่ยวข้องกับพระ (ทั้งๆที่ไม่ชอบพระ พราะเจอแต่พระไม่ดี) ต้องมาจัดบรรยายธรรมของมหาวิทยาลัย ฯลฯ แล้วแปลกนะ  ที่นี่อยู่ใกล้บ้าน  แต่เค้าไม่เคยเข้ามาเลย  ยิ่งสามีคุยประเด็นเรื่องพญานาคกับหลวงพ่อ  แล้วหลวงพ่อในกลุ่มนี้มีคนเคยเป็นพญานาคมาก่อน  เค้าคิดว่าน่าจะเป็นเค้า  ซึ่งชีวิตเค้าก็มีเรื่องเกี่ยวข้องพญานาคด้วย วันนั้นหลวงพ่อได้ให้รูปพญานาคกับพวกเค้าด้วย (โอ้โฮ หลวงพ่อมีรูปพญานาคด้วย  ต้องขอดูให้ได้) เค้ากลับไปบ้านแล้วเห็นแต่หน้าหลวงพ่อตลอด  เลยต้องรบกวนให้สามีพามาปฏิบัติธรรมที่นี่          

             เค้าก็ถามแพรเรื่องนี้ว่าแพรคิดยังไง (จากคนที่ดูเรียบร้อยเมื่อกี้นี้  กลายเป็นคนคุยเก่งมากทันที) แพรก็เลยโทรหาคุณต้น นิมนต์ให้หลวงพี่ต้นแสดงธรรมให้พี่นุ้กฟังที  เพราะพี่เค้าถามธรรมหลายเรื่องที่เราไม่สามารถอธิบายได้  เราฟังเค้าคุยกันสักพักก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำอีก  ระหว่างทางเราก็คิดได้ว่า  ทำไมหลวงพ่อไม่ปิดวาจาให้เรา  ทั้งๆที่เราก็ตั้งใจนะ  รู้แล้วล่ะ  เพราะถ้าเราปิดวาจานะ  เราต้องเดินผ่านแม่ลูกคู่นี้ไปโดยที่เราไม่สามารถคุยได้  (ต่อมาแม่ลูกคู่นี้แหละ  ที่ทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไปมาก) เราก็เลยรู้สึกได้ว่า  หลวงพ่อท่านเป็นพระธรรมดาที่ไม่ธรรมดาจริงๆ  ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ  เจอกับตัวเองจังๆ เลย

            ยิ่งอยู่กับพี่นุ้กนานๆ ยิ่งได้คำตอบอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น ยังมีเรื่องอีกเยอะค่ะ ไว้เล่าต่อตอนหน้านะคะ

หมายเลขบันทึก: 179487เขียนเมื่อ 29 เมษายน 2008 15:11 น. ()แก้ไขเมื่อ 17 มิถุนายน 2012 23:06 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)

กำลังอ่านสนุกอยู่เชียว อย่าให้รอนานนะคะ เพราะเขียนได้ดีมาก น่าติดตามค่ะ

ถ้ามีโอกาสอยากตามไปปฏิบัติด้วยค่ะ

พี่นุช

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี