มาชวนนั่งรถชมวิว ข้ามพรมแดนจากเม็กซิโกไปเที่ยวเท็กซัส อเมริกา

อาทิตย์ที่แล้วมีเหตุต้องเดินทางไปทำธุระที่รัฐเท็กชัส ประเทศอเมริกา สาเหตุก็คือผู้เขียนนำรถยนต์ที่ซื้อมาจากอเมริกามาใช้ที่เม็กซิโก ไม่ได้ซื้อรถที่เม็กซิโกเพราะราคารถยนต์ที่นี่แพงกว่ามาก อีกทั้งถ้าซื้อรถมือสองก็ไม่สามารถตรวจสอบประวัติรถได้ ส่วนรถที่อเมริกาทุกคันจะมีประวัติบันทึกไว้ชัดเจน ไม่มีการย้อมแมวขาย ทุกอย่างตรวจสอบได้หมด

แต่ความไม่สะดวกก็คือประเทศเม็กซิโกอนุญาตให้นำรถจากต่างประเทศเข้ามาขับได้ครั้งละหกเดือนเท่านั้น ผู้เขียนจะต้องเอารถไปต่อใบอนุญาตที่ชายแดนอยู่เสมอ แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไรน่า ถือเป็นการทัศนศึกษาและช็อปปิ้งไปในตัว 

ด่านที่ใกล้บ้านที่สุดคือด่านที่เมืองลาเรโด ( Laredo)  มลรัฐเท็กซัส รัฐทางตอนใต้ของอเมริกา ที่มีพื้นที่ และจำนวนประชากรมากเป็นอันดับสองของอเมริกา คือมีพื้นที่ 696,200 ตารางกิโลเมตร ประชากร 23 ล้านคน (ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 514,000 ตารางกิโลเมตร ส่วนมลรัฐที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของอเมริกาคือ รัฐอลาสก้า )

 

ออกจากบ้านกันตั้งแต่เก้าโมงเช้า ใช้ทางด่วนเกือบตลอด ถนนจึงค่อนข้างดี ขับง่าย แต่ค่าทางด่วนแพงมาก รวมราคาค่าทางด่วนตลอดการเดินทางแล้ว พอๆ กับค่าน้ำมันเลย สภาพสองข้างทางในเม็กซิโกค่อนข้างแห้งแล้งเนื่องจากเป็นที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ มีฝนตกน้อย พึชพรรณสองข้างทางส่วนใหญ่จึงเป็นต้นแคกตัสซึ่งทนสภาพอากาศร้อนได้ดี

จากบ้านที่เม็กซิโกจนถึงชายแดนลาเรโดเป็นระยะทางประมาณ เกือบหนึ่งพันกิโลเมตร ถ้าขับรถอย่างไม่หยุด สิบสองชั่วโมงก็น่าจะถึง แต่เราสามคนพ่อแม่ลูกเลือกที่จะพักค้างคืนแรกในเม็กซิโก เพราะมีเพื่อนแนะนำโรงแรมที่เพิ่งสร้างใหม่ สะอาด ได้มาตรฐานตะวันตก ราคาก็สมเหตุสมผล ( ๒ พันบาท ) ที่สำคัญคือตั้งอยู่ข้างทางด่วนเลย ไม่ต้องขับออกไปนอกเส้นทางให้เสียเวลา และที่นี่เป็นบริการครบวงจร คือมีปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร ร้านขายของจำเป็นจิปาถะ ถือเป็นโรงแรมแรกของเม็กซิโกที่เป็นส่วนหนึ่งของทางด่วน    

 

วันรุ่งขึ้นตื่นกันแต่เช้า เพราะเป็นเช้าวันเสาร์คาดว่าน่าจะมีคนขับรถข้ามพรมแดนเยอะ แถวอาจจะยาวถ้ารอให้สายมาก จากโรงแรมไปยังชายแดนก็ขับรถอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง มาถึงชายแดนปรากฎว่าแถวยาวจริง ๆ แต่แถวก็รื่นไหลเร็วมาก เพราะเจ้าหน้าที่ใช้เวลาสอบถามรถแต่ละคันรวดเร็วไม่เรื่องมากเหมือนที่เคยข้ามพรมแดนทางตอนเหนือจากเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา ลงมาอเมริกา ด่านที่นั่นค่อนข้างเข็มงวดเพราะอเมริกาผูกใจว่าเหตุการ์ตึกเวิลร์เทรดถล่ม คนร้ายเข้าอเมริกาผ่านทางแคนาดา

พรมแดนธรรมชาติที่กั้นประเทศเม็กซิโกและอเมริการคือแม่น้ำสายแคบ ๆ แต่ยาวเป็นอันดับสี่ของอเมริกาคือ แม่น้ำ  Rio Grande  มีความยาว 3,057 กม. ( อันดับหนึ่งคือ  แม่น้ำ Missouri: 4,087 กม.  อันดันสอง แม่น้ำ Mississippi: 3,765 กม. อันดันสามแม่น้ำ Yukon: 3,186 กม.)

 

เข้าเขตเท็กซัส ประเทศอเมริกา สองข้างทางเริ่มเขียวขจี ทางด่วนเสียตังค์ที่เม็กซิโกที่ว่าดีราบเรียบแล้ว ยังสู้ทางหลวงแผ่นดินที่ไม่ต้องเสียค่าบริการของเท็กซัสไม่ได้

ไหน ๆ ก็มาเท็กซัสแล้ว จะมาแค่เมืองลาเรโด เมืองชายแดนเล็ก ๆ ก็กระไรอยู่ จึงขับรถต่อขึ้นเหนือไปอีกสองชั่วโมงเพื่อไปยังเมืองซานแอนโตนิโอ San Antonio  เพื่อถือโอกาสเอารถไปรับบริการจากศูนย์โตโยต้าที่ซื้อรถมาเมื่อหกเดือนที่แล้วด้วย

San Antonio เป็นเมืองที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดันสองของรัฐเท็กซัส มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับเจ็ดของอเมริกา มีประชากร1.3 ล้านคน ( เมืองหลวงของรัฐเท็กซัส คือเมือง Austin แต่เมืองที่มีประชากรมากที่สุดคือเมือง Houston )                  

 สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของเมืองนี้คือ The San Antonio River Walk เป็นการเดินชมธรรมชาติที่สวยงามและสถาปัตยกรรมแปลกตาบนทางเดินริมแม่น้ำซานแอนโตนิโอ ซึ่งอยู่ใต้ลงไปจากถนนใจกลางเมือง สองข้างทางริมแม่น้ำมีโรงแรม ร้านอาหารหรู ร้านค้า และธรรมชาติที่ได้รับการตกแต่งอย่างตระการตา สามารถเดินชมได้ฟรี แต่ผู้เขียนเห็นว่าเกือบค่ำแล้วจึงตัดสินใจลงเรือชมวิวดีกว่า ใช้เวลาแค่สี่สิบนาที และมีไกด์เล่าเรื่องด้วย

  

                                                                                             

มาทำธุระครั้งนี้รู้สึกผิดนิดหน่อยที่ต้องทำให้น้องเจน ลูกสาววัยแปดขวบต้องขาดเรียนถึงสี่วัน แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่า "The whole world is a child’s classroom" และการเรียนรู้ของเด็กไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนเท่านั้น นอกจากนั้นการใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดการเดินทางห้าวัน เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้วยกันก็ถือเป็นประสบการณ์อันคุ้มค่าแล้ว

 

 

 

My Music - Santa Lucia