บทเรียนที่เรียนรู้ ; การวิจัยในการทำงาน

สุพัฒน์  สมจิตรสกุล

APN Community Nursing

บทความประกอบการอภิปรายหัวข้อ "ระบบสุขภาพชุมชน..สิ่งใหม่ใหม่จากงานเดิมเดิม "

25 มกราคม 2551 โรงแรมอมารี ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

 

            ในการทำงานในปัจจุบัน พวกเราต้องเผชิญกับพายุลูกแล้วลูกเล่า พายุที่ชื่อว่า นโยบาย... ซึ่งมากับความแปรปรวนของอากาศนามว่า ตัวชี้(ไป)วัด(ของคนทำงาน) หากเราไม่มีสติที่จะรับมือกับสิ่งเหล่านี้เราก็จะเป็นหุ่นยนต์ที่คอยวิ่งรับเอกสาร แล้ว Sitting on the candle กรอกเอกสาร และส่งเอกสารเพื่อให้เกิดรอยยิ้มใครบางคนในสำนักงานใหญ่ แต่เรากลับทุกข์ ทีมเราก็ทุกข์ สุดท้ายประชาชนก็รับผลกรรมจากเราทั้งหมด เพราะเราไม่ได้เรียนรู้ที่จะสร้างความรู้ในตัวตน

            ความรู้ในตัวตนคืออะไร อ่านหนังสือจบเล่ม ท่องได้ จำได้ เรียนจบ มีปริญญา มีความรู้ในตัวตนหรือยัง ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้กับทีมพยาบาลชุมชน พบว่า ความรู้ในตัวตนเกิดขึ้นได้ต้องมีกระบวนการดังนี้ เริ่มจากเราเองต้องแสวงหาข้อมูล หรือความรู้มาจากแหล่งต่างๆมาอ่านให้เห็น สิ่งเหล่านี้ขอเรียกว่า data เมื่อเรา อ่าน ฟังอย่างพินิจพิเคราะห์ ให้เห็นความหมายให้เห็นค่าของข้อมูลเหล่านั้น ขั้นนี้เรียกว่า Information  จากนั้นเราจึงนำความรู้เหล่านี้ไปฝึกฝนด้วยตนเองจนเข้าเนื้อในของตน ปรับเปลี่ยนให้เป็นความรู้ในตัวตน นี้จึงเรียกว่า ความรู้หรือ Knowledge ซึ่งสามารถสรุปเป็นแผนภูมิดังภาพ

       

         การสร้างความรู้ในตัวตนนี้ เราสามารถนำกระบวนการวิจัยมาพัฒนาความรู้ในตัวเราได้ แต่ในความเป็นจริง พวกเราเองมักมีอุปสรรคในการทำงานวิจัย อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ไม่ทำวิจัย และ กลุ่มเคยทำ กลุ่มแรก กลุ่มไม่ทำ เหตุผลที่ไม่ทำเนื่องจากมีทัศนคติที่ไม่ดีต่องานวิจัยเนื่องจากถูกปลูกฝังจากสถาบันการเรียนว่า การวิจัยเป็นเรื่องยากต้องมีความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง ต้องสามารถอธิบายทั้งโลกได้ ดังนั้นเมื่อกลับมาที่ทำงาน บรรยากาศในที่ทำงานก็ไม่ชวนให้ทำ งานวิจัยเหมาะสมกับผู้ที่มีความห้าวหาญเขาทำกัน เราเองขาดทักษะ ไม่มั่นใจ เรื่องที่ทำก็ไม่รู้จะจับเรื่องใดดี ไม่มีทีม ไม่มีที่ปรึกษา มองไปรอบข้าง ไม่ทำก็พออยู่ได้ เจริญได้ ก็ขออยู่แบบ Breakfast one bowl   Dinner one bowl ดีกว่า อีกกลุ่มคือ กลุ่มเคยทำ  กลุ่มนี้มักจะเกิดไฟหลังจาก จบใหม่ๆ จบอบรม อยากทำ อยากลอง เห็นปัญหาจากความอยากทำของตนเอง ชวนเพื่อนทำ เพื่อทดสอบทฤษฎีที่ตนได้อ่านได้เรียนมา และทำในกลุ่มเล็กๆ ทำเสร็จก็ภาคภูมิใจเล็กๆในตัวเอง แต่กลับขยายหรือเผยแพร่ออกไปไม่ได้ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร สุดท้ายงานวิจัยก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งในชั้นหนังสือ

            แล้วจะเริ่มงานวิจัยจากที่ทำงานอย่างไร ประสบการณ์ตรงในตัวผมคือ ผมได้ร่วมการพัฒนางานวิจัยกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.อีสาน) ที่มีอาจารย์สมพนธ์ ทัศนิยม และ อาจารย์วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตร์ ช่วยดูแล เป็นการพัฒนาระบบบริการในคลินิกเบาหวาน เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบบริการของโรงพยาบาล ในครั้งนั้นใช้กระบวนการวิจัยแบบ Action Research การเรียนรู้ครั้งนั้น เป็นการทำไปปรับไประหว่างผมกับทีมที่ปรึกษา (ดร.นิตย์  ทัศนิยม / นพ.ชาตรี เจริญศิริ  ) ใช้เวลาในการทำวิจัยปีกว่าๆ แต่ทำให้เกิดเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน เช่น สวสช.นี่ผมก็เคยร่วมกิจกรรมมาก่อน

            และต่อมาได้เข้าร่วมกิจกรรมของโครงการพัฒนาต้นแบบ การสร้างเสริมสุขภาพ ที่ดำเนินการโดยชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย ได้เข้าฝึกทักษะการวิจัยเชิงคุณภาพ กระบวนการฝึกสามารถสรุปเป็นแผนภูมิได้ดังนี้

 

 

                 หากมองดูจากแผนภูมิ แล้วก็คงไม่แตกต่างจากการฝึกทักษะการวิจัยทั่วไปที่มีอยู่ จุดที่แตกต่างนั้นคือ เนื้อในกระบวนการอบรมที่แตกต่างกัน เพราะในกระบวนการเรียนรู้ ที่ดำเนินการโดย พอ.นพ.ทวีศักดิ์ นพเกษร ท่านจะเน้นกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตัวตนของผู้เรียน ในทักษะต่อไปนี้คือ การฟังอย่างลึกซึ้ง หรือการฟังแบบศิโรราบ(Deep Listening) การอ่านอย่างลึกซึ้งให้เห็นความหมายภายใต้ตัวหนังสือ  การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ผู้มีส่วนร่วมในงาน (Audience Analysis) และ การนำเสนอผลงานด้านวิชาการ (Academic Presentation) และที่สำคัญการจัดการเรียนรู้นั้น คำนึงถึง Settingที่เอื้อต่อการเรียนรู้ Task(งาน/คำถาม)ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ และ Time(เวลา)ที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ โดยทั้งหมดนี้ต้องได้รับการฝึกฝน เพราะทักษะเหล่านี้เราไม่ได้ถูกปลูกฝังให้เกิดในตัวพวกเราเลยตลอดชีวิต

            ทั้งหมดนั้นเป็นกระบวนการที่อาจารย์ทวีศักดิ์ ได้ดัดแปลงจากกระบวนการ RAP (Rapid Assessment Process )หรือกระบวนการ..... ต่อมาได้พัฒนาเป็น RAR (Rapid Assessment Process and Response) กระบวนการนี้อาจารย์ทวีศักดิ์บอกว่า เป็นกระบวนการที่เหมาะสมกับบุคลากรทีมสุขภาพ ที่อยู่กับพื้นที่ จำเป็นต้องมีการประเมินอย่างรวดเร็ว ในกระบวนการนี้จำเป็นต้องมีการวางแผนร่วมกับทีมอย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การค้นหาข้อมูลในพื้นที่ โดยทีมที่ร่วมกันต้องได้รับการพัฒนาทักษะในการจัดเก็บข้อมูล (ตั้งคำถามที่ดี ฟังอย่างดี สังเกตอย่างดี บันทึกอย่างดี ตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้อย่างดี) แล้วจึงลงมือเก็บข้อมูล และนำมาวิเคราะห์เบื้องต้น และกลับไปเก็บข้อมูลจนกระทั่งข้อมูลอิ่มตัว (ตามประสบการณ์ในการร่วมทีมวิจัยพบว่า การเก็บข้อมูลให้อิ่มตัว ใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์เพราะข้อมูลจะถูกตรวจสอบความน่าเชื่อถือโดยแหล่งข้อมูล และทีมที่เก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน ซึ่งต่างจากการวิจัยเชิงคุณภาพทั่วไป ที่นักวิจัยจะเป็นผู้เก็บข้อมูลเอง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานาน  จากนั้นภายในทีมจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และกลับไปนำเสนอและคืนข้อมูลแก่ผู้เกี่ยวข้อง(จริงๆ) ที่ต้องคัดเลือกอย่างดี มิใช่เลือกตาประเพณีนิยม ดังนั้นคนที่เข้ามาร่วมกระบวนการคืนข้อมูลจะร่วมตรวจสอบข้อมูลที่นำเสนอ เกิดการมีส่วนร่วมในการมีบทบาทแก้ไขปัญหาของแต่ละส่วนด้วยตนเอง ทั้งหมดนั้นจะเห็นได้ว่าในกระบวนการทั้งหมด จะเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ร่วมในงานวิจัย ทีมวิจัยร่วมกันคิดปัญหา ช่วยเหลือกันในการฝึกทักษะ ทีมวิจัยและผู้ให้ข้อมูลเกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างการเก็บข้อมูล (หากไม่ดี ข้อมูลก็ไม่ลึก ไม่มีคุณค่า) เมื่อคืนข้อมูล เกิดการตรวจสอบ(ไม่ใช่เจ้าหน้าที่คิดเอาเอง เออเอง)  เกิดอารมณ์ร่วมในปัญหา อยากร่วมแก้ไข เกิดการปรับเปลี่ยนบทบาทของเจ้าหน้าที่จากผู้ปฏิบัติ(Action) เป็นผู้เอื้อ(Facilitator)ให้เกิดการปฏิบัติในชุมชน เกิดความภาคภูมิใจในชุมชนที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ในชุมชน อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน / อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ / กำลังจะเกิดขึ้นในหลายจังหวัดแถบภาคใต้

            ต่อไปนี้จะเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้น ในจำนวน 300 กว่าเรื่องราวตลอด 4 ปีของโครงการฯ ที่ชมรมพยาบาลชุมชนได้ดำเนินการ มีกรณีที่ขอนำเสนอให้เห็นภาพ

            วางเฉย ไปสู่ การร่วมมือ เป็นเรื่องราวที่ทีมไปเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เนื่องจากผู้ป่วยไม่ไปรับบริการในสถานีอนามัย และโรงพยาบาล แต่กลับข้ามแม่น้ำไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอื่นๆ เมื่อเราเก็บข้อมูลแล้วนำมาตรวจสอบและวิเคราะห์พบว่า เกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และชุมชนในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้รับบริการ(ความไม่เป็นมิตร) เคยร้องเรียนก็ไม่ได้ผล แต่เมื่อใช้กระบวนการเก็บข้อมูลที่ดี(เกิดสัมพันธภาพที่ดี) และการคืนข้อมูลในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง(จริงๆ) ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและปรับเปลี่ยนระบบบริการของทุกฝ่าย ชุมชนเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบ ชุมชนจึงได้จัดทำผ้าป่านำมามอบให้โรงพยาบาล จำนวนเงิน 8 ล้านบาท เรื่องนี้เงินมิใช่ผลสุดท้ายแต่หัวใจของชุมชนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

            อีกเรื่องหนึ่ง โอกาสของคนชายขอบ การวิจัยในพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้สูงอายุ ที่ผู้วิจัยต้องการให้ผู้สูงอายุมารวมตัวออกกำลังกายในโรงพยาบาล พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มาออกกำลังกายแต่ไปรวมกันฝึกสมาธิภายในวัด และมีผู้สูงอายุบางคนมาร่วมที่วัดเพื่อจะได้นำข้าวก้นบาตรไปเลี้ยงลูกอีก 3 คนที่ป่วยเป็นจิตเภท ติดยาบ้า และ ติดเหล้า  ข้อมูลเล็กที่ชุมชนมองเห็นด้วยความชินชา และชาชิน กลับไปเป็นประเด็นในเวทีคืนข้อมูลในชุมชน ว่า พวกเราปล่อยให้แกอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร แล้ว เราควรช่วยเหลือแกอย่างไร นำไปสู่การจัดการวางแผนงานของ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ในแผนงาน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และ การเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่ทุกข์ยากในชุมชน  จากการวิจัยจะเห็นว่า คนเล็กๆในชุมชนก็มีโอกาสที่จะได้รับผลจากการวิจัยได้เช่นกัน

            เริ่มต้นได้อย่างไร ทั้งสองเรื่องที่กล่าวมา เป็นจำนวนหนึ่งในเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับนักวิจัยของโครงการฯ หากจะถามต่อว่า แล้วพวกเราที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการจะเริ่มต้นทำวิจัยในที่ทำงานอย่างไร ผมคิดว่า ควรเริ่มต้นจากที่ทำงานที่เราทำอยู่เป็นประจำ หลายคนได้สอบถามว่า มีหัวข้อวิจัยให้มั๊ย ผมจะถามกลับไปว่า ในที่ทำงานของคุณมีอะไรที่ทำให้ยุ่งยากใจ พอพูดคุยก็มักจะพบปัญหาหรือประเด็นตัวอย่างเช่น

                   พยาบาลห้องผ่าตัดบอกว่า รู้สึกรำคาญใจที่ต้องเดินออกมาตอบปัญหาของญาติว่า ญาติจะรอดหรือตาย ????? ผ่าตัดเป็นอย่างไร ก็เป็นปัญหาการวิจัยว่า กระบวนการให้ข้อมูลแก่ญาติผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัดควรเป็นอย่างไร

                  พนักงานผู้ช่วยทันตแพทย์ รู้สึกรำคาญใจที่เด็กก่อนวัยเรียนต้องมาถอนฟันก่อนเวลาอันสมควร จึงเกิดประกายที่อยากทำวิจัยคือ กระบวนการพัฒนาทักษะการดูแลฟันของเด็กก่อนวัยเรียนของผู้ดูแลเด็กควรเป็นอย่างไร

             หลังจากได้ประเด็นปัญหาที่สนใจ ควรหาคนที่สนใจร่วมกันเพื่อพูดคุยให้เห็นเรื่องราว และนำเรื่องราวไปปรึกษาผู้ที่สามารถช่วยเหลือได้ เช่น อาจารย์ หรือ พวกเราก็ได้ หรือจะเข้าร่วมกิจกรรมของโครงการก็ได้ จากนั้นต้องฝึกตนเองให้มีทักษะในการทำวิจัย โดยหาเพื่อนมาช่วย หรือปรึกษาอาจารย์ แล้วจึงลงมือทำ  ระหว่างทำควรสอบทานกับผู้รู้เป็นระยะๆ หากจะเข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอความก้าวหน้าของชมรมฯก็ได้หรือจะรวมตัวกันเองในพื้นที่ใกล้เคียงแล้วเชิญผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์มาช่วยแนะนำเพื่อปรับแต่งให้ เมื่อเก็บข้อมูลเสร็จต้องกลับไปคืนข้อมูลกับผู้ที่เกี่ยวข้อง(จริงๆ)นี่แหละจะเป็นกุญแจสำคัญไปสู่การมีส่วนร่วมและสร้างความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา และหากมีโอกาสก็ขอให้ไปนำเสนอในเวทีสาธารณะทั่วไปเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความภาคภูมิใจในตัวนักวิจัย        

         ที่อยากจะฝากไว้คือ การวิจัยเป็นการพัฒนาตนเองให้เกิดความรู้และปัญญาในตัวตน ความรู้นั้นจำเป็นต้องเกิดจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจนเข้าเนื้อในตัวตนจนสามารถหยิบใช้หรือปรับแต่งให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆได้ การวิจัยมิใช่เรื่องยาก อย่าไปกลัวกับการทำวิจัย ดังคำกล่าวของอาจารย์โกมาตร์ ที่กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นแรกของทุกคน มันขี้เหร่ทั้งนั้นแหละ ทุกคนมันก็ต้องมีครั้งแรก ลองเริ่มต้นดูนะครับ วิจัยไม่ยากอย่างที่คิด