ช่วงหลังจากที่ทีมรพ.พบพระกลับไปแล้ว ผมก็มีคิวที่ทางงานเวชกรรมฟื้นฟูและงานชันสูตรได้พาน้องใหม่ทั้ง 4 คน มาพบ ซึ่งเป็นน้องนักกายภาพบำบัด 2 คนและนักเทคนิคการแพทย์ 2 คน เป็นหญิง 3 คนและชาย 1 คน ที่เพิ่งจบและได้รับเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลบ้านตาก

                สิ่งที่ผมได้คุยกับน้องทั้งสี่นั้น ก็เพื่อจะให้เขาได้ซึมซับเอาวัฒนะรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลงานสูง มองให้ไกลไปกว่ากรอบการเป็นข้าราชการ ที่ต้องมีความคิดนอกกรอบและมองประชาชนเป็นเป้าหมายหลักภายใต้การสรางสมดุลย์ของโรงพยาบาลอยู่รอดและความสุขของทีมในการทำงาน

               ผมได้เล่าถึงการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับความขาดแคลนทรัพยากรต่างๆ จนสามารถพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากมาได้ในระดับหนึ่งในปัจจุบัน ได้ชี้ให้น้องๆได้เห็นถึงพลังของความสามัคคีของทีมงาน ที่ต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้โรงพยาบาลดีขึ้น ปลุกใจน้องๆที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ของโรงพยาบาลให้มีความฮึกเหิมในการทำความดี ผมใช้คำว่า อยากให้น้องๆทั้ง 4 คนมาร่วมกันสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่บ้านตาก

               ก่อนจบการพูดคุย ผมก็ได้บอกให้น้องๆทราบว่า ไม่มีหน่วยงานใดในโลกที่ไม่มีปัญหาเลย และปัญหาที่มีในทุกหน่วยงานมีทั้งที่แก้ไขได้และแก้ไขไม่ได้ จึงไม่อยากให้หวังผลเลิศเกินไป แต่ให้พยายามหาวิธีการทำงานอันเป็นเลิศเพื่อจะพยากรณ์ได้ว่าผลงานอันเป็นเลิศนั้นจะตามมาเอง และในการทำงานในชีวิตการทำงานจริงจะไม่เหมือนการทำงานกิจกรรมสมัยเป็นนักศึกษา ตอนเรียนเราทำกิจกรรมด้วยใจมุ่งหวังผลให้ดีที่สุด แต่ตอนทำงานจริงต้องยอมรับว่าคนทำงานส่วนหนึ่งมีจุดซ่อนเร้นในใจ มีผลประโยชน์และปัจจัยอื่นๆมาเกี่ยวข้อง การตัดสินใจใดๆของเขาจึงมักมีอิทธิพลด้านอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานมามีส่วนร่วมด้วยเสมอ

                ก็หวังว่า ทีมงานเดิมของบ้านตากจะหล่อหลอมน้องใหม่ให้กลายเป็นพลังสำคัญของการพัมนาโรงพยาบาลบ้านตากไปได้เป็นอย่างดี หวังไว้เช่นนั้นครับ