ผู้ลี้ภัยเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีคศ.1917

ประวัติ

ผู้ลี้ภัยเกิดขึ้นระหว่างสงครามโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีคศ.1917 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มมีผู้ลี้ภัยจากรัฐเซีย จึงการหลักการที่จะใช้การคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัย ASYLUM หรือหลักการให้ที่ลี้ภัยขึ้น แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ

1.ให้ลี้ภัยทางดินแดนคืออนุญาติให้เข้าประเทศหรือการให้คุ้มครองในอนาเขต

2.การให้ลี้ภัยทางการฑูตหรือการให้ลี้ภัยนอกประเทศคือการขอลี้ภัยตามสถานฑูตของประเทศต่างๆแต่จะอ้างสิทธิ์ออกนอกสถานฑูตไม่ได้

3.การให้ลี้ภัยโดยเรือรบเนื่องจากเรือรบมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต

ผู้ลี้ภัย หมายถึง บุคคลที่จากที่อยู่ของตนโดยถูกบีบบังคับจากเหตุการณ์ที่ตนไม่มีอำนาจควบคุม เช่น ภัยแห่งสงคราม การบุกรุกของชาติอื่น หรือภัยธรรมชาติ ทำให้ต้องเปลี่ยนสถานที่อยู่ ผู้ลี้ภัยมักจะเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองเสียส่วนใหญ่ การลี้ภัยแบ่งเป็น 2 พวก

1.พวกที่ถูกบังคับให้หนีภัย เช่น ในปีคศ.1915 รัฐบาลเชโกสโลวาเกียขับไล่ชาวเยอรมันในแคว้นโชเดเต็น

2.พวกหนีโดยความสมัครใจจากเหตุการ์ณการเมืองบีบบังคับ

คุณสมบัติของผู้ลี้ภัย

1.อยู่นอกประเทศที่ตนมีสัญชาติ (ถ้าเป็นบุคคลไร้สัญชาติให้ถือประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ประจำแทน)

2.โดยความกลัวว่าอาจจะถูกประหารเนื่องจากสาเหตุข้อหนึ่งข้อใด เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มทางสังคม สมาชิกภาพในกลุ่มความคิดทางการเมือง

3.เนื่องจากความกลัวนั้นไม่สามารถหรือไม่สมัครใจที่จะได้รับความคุ้มครองจากประเทศที่ตนมีสัญชาติ

สถานภาพของผู้ลี้ภัยสิ้นสุดลงเมื่อ

1.ได้ใช้สิทธิ์โดยสมัครใจเพื่อความคุ้มครองจากรัฐที่ตนมีสัญชาติ

2.ได้รับสัญชาติเดิมที่สูญเสียไปกลับคืนมาด้วยความสมัครใจ

3.ได้รับสัญชาติใหม่และได้รับความคุ้มครองจากรัฐนั้น

4.สมัครใจกลับไปตั้งถิ่นที่อยู่ในรัฐที่ตนได้จากมาหรือรัฐอื่นที่ตนอยู่ภายนอก

5.เป็นบุคคลที่ไม่สามารถปฎิเสธสิทธิจากความคุ้มครองของรัฐที่ตนมีสัญชาติได้เนื่องจากสถานการณ์ที่ทำให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ลี้ภัยสิ้นสุดลง

6.เป็นบุคคลไร้สัญชาติซึ่งสามารถกลับสู่รัฐที่ตนมีถิ่นที่อยู่ได้

ประเทศไทยกับปัญหาผู้ลี้ภัย

ปัญหามีอยู่ว่าไทยจำเป็นต้องรับผู้ลี้ภัยหรือไม่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์เรื่องที่มีของกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อแรกคือพิจารณาว่าอนุสัญญานี้เป็นความตกลงระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาหรือไม่

ข้อสองพิจารณาว่าเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือเป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่ประเทศต่างๆที่เจริญแล้วยอมรับหรือไม่ความจริงแล้วไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาและมิได้ยอมรับหลักเกณฑ์เรื่องผู้ลี้ภัยแต่อย่างใด ไม่มีกฎหมายไทยฉบับใดระบุถึงผู้ลี้ภัยจึงไม่ใช่เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศและมิใช่หลักกฎหมายทั่วไป

ยกตัวอย่างเช่น

 

กรณีปัญหาไทยใหญ่ในพม่า

ไทยใหญ่หรือฉานเป็นกลุ่มคนไทยกลุ่มหนึ่งในพม่าในปี 2491 รัฐบาลพม่าผนวกดินแดนรัฐฉานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพม่าตามสนธิสัญญาปางโหลงลงนามโดย อู ออง ซาน ร่วมกับผู้แทนชนกลุ่มน้อยรัฐฉานเพื่อการหลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมอังกฤษโดยมีเงื่อนไขรัฐบาลพม่าจะยอมให้ชนกลุ่มน้อยปกครองตนเองและเป็นเอกราชเมื่อพ้น 10 ปีต่อมาปี 2500 ครบกำหนดของสัญญารัฐบาลพม่ากลับเฉย ไทยใหญ่เห็นว่าพม่าผิดสัญญาจึงต่อต้านเกิดการสู้รบและสงครามยืดเยื้อสืบเนื่องทุกวันนี้ (ปัญหาการต่อต้านพม่า) หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า โดยอาณาเขตรัฐฉานติดไทยตั้งแต่แม่ฮ่องสอนถึงเชียงใหม่อ.เวียงแหง อ.เชียงดาวจรดถึงอ.แม่สายด้วยความไม่สงบในพม่าทำให้ต้องอพยพเข้าไทยเป็นผู้ลี้ภัยหวังพึ่งพระบรมโพธิสมภารกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติจัดทำทะเบียนและช่วยเหลืออื่นๆตามจำเป็นเพื่อเป็นไปตามข้อตกลงการทำงาน 7 ประการโดยพิจารณารับเข้าลี้ภัยเจ้าหน้าที่ไทยมีสิทธิ์ให้หรือปฎิเสธการให้ที่พึ่งพิง เจ้าหน้าที่ข้าหลวงใหญ่มีเพียงสังเกตการเท่านั้นไม่มีการคัดกรองสถานภาพผู้ลี้ภัยเมื่อมาถึง 

ไทยใหญ่เป็นแรงงานอพยพ เป็นพี่-น้องคนไทย  ขนยาเสพติด  ก่ออาชญากรรม  นำโรคติดต่อ

ถ้ารับรองสถานผู้ลี้ภัยเท่ากับเปิดประตูให้ผู้ลี้ภัยเข้ามามากเพราะปัญหาเกิดจากการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนในพม่าแก้ปัญหาโดยกดดันรัฐบาลพม่ายุติทุกรูปแบบจัดหาค่ายให้ผู้ลี้ภัยจะสามารถควบคุมปัญหาต่างๆได้ดีกว่าปล่อยให้ทะลักเข้ามาอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ 

ไทยแบกภาระค่าใช้จ่ายในการสร้างค่ายและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพราะค่าใช้จ่ายเป็นเงินบริจาคมาจากองค์กรระหว่างประเทศทั้งหมดไทยรับภาระเพียงแค่ ค่าจ้างบุคลากร

ค่ายผู้ลี้ภัยจะเป็นที่ซ่องสุมกำลัง  ทุกวันนี้แนวชายแดนมีผู้พลัดถิ่นมากกว่าหนึ่งล้านคนหนีการคุกคามจากรัฐบาลทหารพม่าถือว่าพม่าเป็นประเทศผู้พลัดถิ่นภายในประเทศมากเป็นอันดับ 3 รองจาก ซูดาน คองโก โคลัมเบีย

ในประเทศไทยมีมากกว่าสองแสนคนจึงได้มีสำนักงาน ข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยและสหประชาชาติร่วมกับหลายหน่วยงานจัดงานวันผู้ลี้ภัยโลกเผยแพร่ข้อมูลให้เข้าใจพวกเขาหวังว่าจะเป็นแนวทางในทางหนึ่งช่วยให้ได้รับการดูแลและคุ้มครองรวมทั้งให้โอกาส  ให้มีงานทำซึ่งส่วนหนึ่งสามารถเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย