ลุงบุญจันทร์เล่าให้ฟังการทำนาแบบล้มตอซัง
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2551 ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับลุงบุญจันทร์ บุญยืด เป็นปราชญ์ชาวบ้านสาขาทำนาและผลิตสารสกัดชีวภาพ ลงบุญจันทร์ อยู่หมู่5 ตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร ได้เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันนี้ถึงราคาข้าวทั้งข้าวปลือกและข้าวสารแพงขึ้น หากจะมองให้ลึกซึ้งแล้ว ไม่ใช่เป็นโอกาสทองของชาวนาเสียทั้งหมด บางรายเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวแล้ว ก็ขายผลผลิตข้าวไปหมดโดยไม่ได้เก็บไว้บริโภคในครัวเรือน แต่ต้องกลับไปซื้อข้าวสารกิน แต่บางรายก็เร่งรัดในการปลูกข้าวรุ่นต่อไปอีก โดยไม่คำนึงถึงการพักดินเลย แต่ในขณะเดียวกันปัจจัยการผลิตได้แก่ ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช น้ำมันเชื้อเพลิง ฯลฯ ก็สูงเป็นเงาตามตัว และเกษตรกรบางรายไม่ดูแลรักษาแปลงนาของตนเองอย่างพิถีพิถัน ปล่อยปะละเลย ก็จะทำให้ผลผลิตข้าวไม่ได้คุณภาพ จำหน่ายก็ไม่ได้ราคาเช่นกัน

ลุงบุญจันทร์ ยังได้เล่าต่อไปว่า การทำนาในปัจจุบันนี้ต้องใช้ความพิถีพิถัน การดูแลรักษาแปลงนาข้าวที่ปลูก โดยปรับวิธีการผลิตแต่ต้องคำนึงถึงแหล่งน้ำ พันธุ์ข้าว รวมทั้งการดูแลรักษา การลดต้นทุนการผลิต ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ จากประสบการณ์ของลุงบุญจันทร์ เคยทำนาแบบล้มตอซัง ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนการผลิตต่อไร่ ประมาณ 2,000 บาท ซึ่งผลผลิตข้าวที่ปลูกได้ใกล้เคียงกับการทำนาแบบหว่านน้ำตม คือได้ไร่ละประมาณ 80 ถัง แต่ก็จะมีกำไรต่อไรสูงถึง 3,000 บาทข้อดีของการทำนาแบบล้มตอซัง คือไม่ต้องเตรียมดิน ไม่ต้องใช้พันธุ์ข้าว ไม่ต้องใช้ยาคุมหญ้า เป็นต้น
การปลูกข้าวแบบล้มตอซัง มีวิธีการทำดังนี้
1. การปลูกข้าวรุ่นแรก จะต้องเตรียมดินและทำเทือกให้ได้ระดับสม่ำเสมอ การใช้พันธุ์ข้าวประเภทไม่ไวต่อแสง อัตราเมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวรุ่นแรก ประมาณ 10 วันถ้ามีน้ำขังให้ระบายน้ำออกจากแปลง ถ้าไม่มีน้ำขังให้ระบายน้ำเข้าแปลง เมื่อดินในแปลงเปียกทั่วกันแล้วให้ระบายน้ำออก เพื่อให้ดินมีความชื้นหมาดๆคือไม่แห้ง หรือเปียกเกินไปหลังเก็บเกี่ยวข้าว
2. เก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง ห้ามเผาฟางเด็ดขาด และเกษตรกรจะต้องเกลี่ยฟางข้าวให้ทั่วแปลงอย่างสม่ำเสมอภายใน 1-3 วัน ด้วยอุปกรณ์ติดท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก หรือใช้แรงงานคนเพื่อรักษาความชื้น คลุมวัชพืช และเป็นปุ๋ยหมักให้แก่ต้นข้าว
3. ย่ำตอซังให้ล้มนอนราบกับดินที่มีความชื้นหมาดๆ โดยใช้แทรกเตอร์หรือล้อยางย่ำไปในทิศทางเดียวกัน 2-3 เที่ยว แต่เกษตรกรจะนิยมย่ำตอนเช้ามืด เนื่องจากมีน้ำค้างช่วยให้ฟางข้าวนุ่มและตอซังล้มง่าย
4. หลังจากย่ำตอซังแล้ว ต้องคอยดูแลไม่ให้น้ำเข้าแปลง โดยทำร่องระบายน้ำเมื่อมีฝนตกลงมา ต้องรีบระบายน้ำออกให้ทัน
5. เมื่อหน่อข้าวขึ้นและมีใบ 3-4 ใบ หรือ 10-15 วันหลังล้มตอซังให้ระบายน้ำเข้าแปลงให้ดินแฉะ แต่ไม่ท่วมขังใส่ปุ๋ยครั้งแรก เพื่อเป็นปุ๋ยแก่ต้นข้าวและช่วยย่อยสลายฟางได้ดีขึ้น
6. หลังจากใส่ปุ๋ยครั้งแรก 5-7 วัน ระบายน้ำเข้าท่วมขังในแปลงระดับสูง 5 ซม.
7. เมื่อข้าวอายุได้ 35-40 วันหลังล้มตอซังให้ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2
8.เมื่อข้าวอายุได้ 50-55 วันหลังล้มตอซัง ถ้าข้าวเจริญเติบโตไม่ดีให้ใส่ปุ๋ยครั้งที่3
9.เมื่อข้าวอายุใกล้เก็บเกี่ยว ประมาณ 80 วันหลังล้มตอซัง ถ้ามีน้ำขังให้ระบายน้ำออกจากแปลง ถ้าไม่มีน้ำขังให้ระบายน้ำเข้าแปลง เมื่อดินในแปลงเปียกทั่วกันแล้ว ให้ระบายน้ำออกเพื่อให้ดินมีความชื้นหมาดๆคือไม่แห้งไม่เปียกเกินไปหลังเก็บเกี่ยวข้าว เหตุผล เพื่อให้ดินมีความชื้นพอเหมาะแก่การงอกของตาข้าว ซึ่งรียกว่าข้าวตอที่2 ต่อไป
ความรู้ใหม่ที่คนกรุงอย่างผมโง่มาก ขอบคุณมากครับสำหรับความรู้ดีๆเช่นนี้
สวัสดีครับ
สวัสดีค่ะ...พี่เขียว
สบายดีนะค่ะ....ข้าวแพงขึ้นหูฉี่ แต่มันจะถึงชาวนาบ้างหรือป่าวหนอ...หรือหยุดแค่นายหน้า พ่อค้าคนกลางค่ะพี่...ขอบคุณสำหรับสาระความรู้ที่นำเสนอคะพี่