แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

วันทีสามของการเดินทาง บนเส้นทางสีขาว เส้นทางแห่งบุญ : นางไม้


จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ : จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ , สติมา สุขเมธติ : ผู้มีสติย่อมประสบความสุข

              ตอนนี้เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับ "นางไม้" มาเล่าให้ฟัง เพื่อนๆที่สงสัยว่า นางไม้มีจริงหรือไม่ แล้วที่วัดมีนางไม้ด้วยหรือ  วันนี้เรามีคำตอบจากหลวงพ่อ (พระครูปลัดวีระนนท์  วีรนนฺโท) มาเล่าให้ฟัง น่าตื่นเต้นมากๆ ค่ะ   

            เช้าวันนี้ตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นตี 3.45 น. เพราะไม่อยากตื่นกันเร็ว ยังไงก็เตรียมตัวทันทำวัตรเช้า  วันนี้วันเกิดน้องพรด้วย เราก็ดีใจนะที่กล่อมพรมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานรับวันเกิดได้สำเร็จ เราพยายามยกข้อดีของการปฏิบัติธรรมหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องคู่น่ะ แบบว่ายกตัวอย่างตัวเองด้วย  ถ้าพรอยากได้คู่ดีพรต้องปฏิบัติกรรมฐานแก้กรรมแล้วอธิษฐานขอคู่ดีๆ ที่เป็นคนดีและรักเราจริงๆ เหมือนเรา (ฮ่าๆ พิสูจน์แล้วนะ ได้ดีจริงๆ ด้วย) แล้วบวชนี่ก็ทดแทนพระคุณพ่อกับแม่ไปด้วย  พรเค้าก็เลยลองดู เราก็สุขสันต์วันเกิดพรแล้วเตรียมตัวไปทำวัตรเช้ากัน

            ถึงเวลาตี 4 ก็ไปสวดมนต์ เจริญวิปัสสนากรรมฐานกันค่ะ  วันนี้ก็นั่งได้ดีนะ  แต่ตอนที่กำลังได้สมาธิ ก็แวบเห็นผู้หญิงใส่โจงกระเบน ห่มตะเบงมาน ชุดสีเขียว ยืนมองเราอยู่  เราก็เอ๊ะ..อะไรคิดไปเองหรือเปล่า แต่ก็รีบแผ่เมตตา กรวดน้ำให้ไปก่อน พอออกจากสมาธิก็เล่าให้นุ้ยฟัง นุ้ยถามว่าเจ้ากรรมนายเวรหรือเปล่า ขออโหสิกรรมไปหรือยัง เราก็ลืมนะ แค่แผ่เมตตากับกรวดน้ำให้เฉยๆ ว่าแล้วเราก็รู้สึกกลัวขึ้นมา (ยิ่งคิด ยิ่งรู้สึกกลัวจริงๆ) สมาธิกระเจิงไปหมด ต้องตั้งสติกันใหม่ เฮ้อ!...จิตคนเรานี่ไม่นิ่งเลยนะ คิดปรุงแต่งไปได้เรื่อยๆ

            พอตอนสายๆ พวกเราก็หาโอกาสเข้าไปกราบหลวงพ่อ พรกับเราตั้งใจจะทำบุญวันเกิด ถวายสังฆทานกับหลวงพ่อ ถวายเสร็จเราก็คุยกับท่าน นุ้ยบอกว่ามีอะไรก็ถามหลวงพ่อได้ท่านรู้ท่านเห็นนะ เรายังไม่แน่ใจในตัวหลวงพ่อเท่าไร  แต่ก็ลองถามดู เราถามเรื่องน้องพริม ท่านก็บอกว่า ไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยบ่อย เดี๋ยวจะป่วยมากกว่านี้อีก  เราก็นึกๆ นะว่าน้องพริมก็แข็งแรงดีนะ ไม่ค่อยป่วย เคยตัวร้อนไข้ขึ้นแค่ครั้งเดียวเอง ตอนนี้พริมจะ 8 เดือนแล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ก็มีบ้างตอนเล็กๆ หูรูดกระเพาะไม่ดีก็จะแหวะออกมาบ่อย แต่ตอนนี้ก็หายแล้วนะ  เราคิดๆแล้วก็เลยไม่ค่อยมั่นใจในตัวหลวงพ่อแล้วล่ะ ท่านอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้  เราถามเสร็จพรก็ถามต่อ หลวงพ่อทักพรไปหลายเรื่อง แล้วพรก็บอกว่าที่หลวงพ่อพูดมาตรงหมดเลย  โดนไปเต้มๆ เราก็เลยชักจะไม่แน่ใจ เพราะเรารู้สึกว่าของเราไม่ตรงนะ เอ..หรือว่าตรง  ก็สงสัยนะว่าหลวงพ่อต้องมีอะไรแน่ๆ ไม่งั้นนุ้ยหรือลูกศิษย์ท่าน คงไม่ศรัทธาท่านกันมากขนาดนี้หรอก อืม...

            น้องพรคุยเสร็จเราก็ขอสอบอารมณ์กับหลวงพ่อ ก็เล่าให้ท่านฟังว่า นั่งสมาธิแล้วปวดขามาก ปวดที่ข้อเท้าแล้วมาที่น่องด้านขวา รู้เลยล่ะค่ะว่าปวดจนเหมือนกระดูกจะแตกเป็นยังไง  ท่านก็ให้ภาวนาไว้ กำหนด ปวดหนอ ๆ ไปตรงที่มันปวด ปวดตรงไหนก็กำหนดตรงนั้นไปเรื่อยๆ หลวงพ่อท่านก็ให้อดทนต่อไปจนกว่าจะหายปวด  แล้วจะได้ของดี

            ส่วนใครที่นั่งสมาธิแล้วง่วง  นั่งสมาธิแล้วหลับ โดยถูกถีนมิธะ (ความง่วง) ซึ่งเป็น 1 ในนิวรณ์  5 เข้าครอบงำ (เคยไหมอยู่เฉยๆแล้วไม่ง่วง แต่พอนั่งสมาธิแล้วง่วงนอนทุกที พอออกจากสมาธิก็หายง่วงน่ะ) หลวงพ่อท่านก็ให้ทำดังนี้ ถ้านั่งแล้วง่วงก็ให้กำหนด ง่วงหนอ ๆ ที่ตาทั้งสองข้าง ถ้ายังไม่หายก็ลุกขึ้นเดินจงกรม     ถ้าเดินช้าแล้วหลับก็ให้เดินจงกรมเร็วขึ้น  ถ้ายังไม่หายง่วง ก็ไปล้างหน้า ถ้ายังไม่หายอีกก็ไปนอนเลย (ฮ่าๆ ชอบมาก) เราโชคดีที่ไม่ต้องต่อสู้กับความง่วงมาก แต่ไปอดทนกับการปวดขาแทน

            แล้วเราก็นึกได้ว่า ควรจะถามหลวงพ่อนะกับภาพที่เห็นเมื่อเช้านะ คืออยากจะรู้ว่านี่คืออะไร เราคิดไปเองหรือของจริง  แล้วก็อยากรู้ด้วยว่าหลวงพ่อจะตอบยังไง ก็เลยเล่าภาพที่เห็นให้หลวงพ่อฟัง ท่านก็ถามว่า คิดมาก่อนหรือว่ามันแวบขึ้นมา เราบอกว่าแวบขึ้นมาค่ะ ท่านก็บอกว่านั่นคือนิมิต ส่วนผู้หญิงที่เราเห็นน่ะคือ "นางไม้" หลวงพ่อบอกว่าที่วัดมีนางไม้อยู่เป็น 200 กว่าตน เค้ามาอนุโมทนาบุญน่ะ โอ้โฮ... เราไม่ได้ดีใจเลยนะเนี่ยที่ได้เห็น รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที จะเป็นไรน่ะหรือ  ก็กลัวน่ะสิค่ะ ถึงแม้หลวงพ่อจะบอกว่าเค้ามาดีก็ตาม  เราก็ยังถามท่านต่อนะว่าหลวงพ่อค่ะแต่เค้านุ่งตะเบงมานนะคะ ไม่ได้ห่มสไบเหมือนในหนังนะคะ ใช่นางไม้หรือค่ะ หรือว่าเจ้ากรรมนายเวรค่ะ ท่านก็บอกว่า นางไม้ (เป็นไงล่ะ หลวงพ่อคอนเฟริ์มแล้ว กลัวเลย)

            ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านไปหาไม้มาสร้างโรงอุโบสถเฉลิมพระชนมพรรษา สถาปัตยกรรมแบบโบราณ http://www.watpacharoenrat.com/phapa.html ที่ประเทศลาว ไม้ที่ท่านตั้งใจไปดูนั้น ตอนแรกก็ไม่เห็นพออีกวันมันก็ลอยขึ้นมาจากแม่น้ำให้ท่านดู ซึ่งมีไม่พอกับความต้องการ  ท่านก็ว่าจะกลับ แต่แปลกนะมีเจ้าของไม้ที่อื่นเห็นท่านก็เข้ามาถาม  พอรู้ว่าท่านต้องการไม้ไปสร้างโรงอุโบสถ ก็ชวนท่านไปดูไม้ของเค้า  ท่านบอกว่าเพิ่งจะรู้จักเค้านะ  แต่ก็ตามเค้าไป ไกลมาก ไปถึงก็เห็นไม้แบบที่ท่านต้องการซึ่งมีเพียงพอ  แต่เจ้าของบอกว่าไม้กองนี้พวกญี่ปุ่นซื้อไปแล้ว จ่ายเงินแล้ว 100 ล้าน เจ้าของก็ให้ท่านดูไม้กองอื่น แต่ท่านไม่เอา ท่านก็เดินทางกลับไทย

            เมื่อกลับถึงประเทศไทยได้ไม่นาน  ทางลาวเค้าก๊โทรมาบอกท่านว่า ให้ท่านไปดูไม้กองนั้น  เพราะพวกญี่ปุ่นไม่รู้เป็นอะไร ยกเลิกการขนส่งไม้กองนั้นแล้ว ท่านก็เลยไปลาวกับโยม ให้โยมช่วยเจรจาราคาไม้ สรุปว่าท่านก็ได้ไม้กองนั้นมาในราคา 10 ล้าน  วันที่รถขนไม้มาส่ง  มีตำรวจขับรถนำหน้ารถขนไม้มาเลยค่ะ  มาบอกท่านว่าวัดนี้มีงานอะไร เห็นนางรำนั่งอยู่เต็มรถเลย คือว่า ตำรวจที่ด่านหนองเสือ เค้ากลัวว่ารถขนนางรำจะมาไม่ทันงานวัด ด้วยความเมตตาและมีน้ำใจก็เลยขับรถนำหน้ารถนางรำ (รถขนไม้) พามาที่วัด แบบจะได้ถึงเร็วๆ แบบว่าตำรวจไม่รู้นะคะว่านั้นคือรถขนไม้ (ฮ่าๆ เจอแล้วไหมล่ะ)  ตำรวจผู้ใจดีของเราพอรู้เรื่องจริงก็หายไปเลยค่ะ  ไม่เคยมาที่วัดป่าฯ อีกเลย

            หลวงพ่อบอกเราว่า ท่านเห็นนางไม้ที่กองไม้นั้นท่านก็ชวนเค้ามาสร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างบุญบารมี ชวนเค้ามาวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดป่าเจริญฯ เค้าก็มากัน  เราก็ถามว่า  ตอนนี้ยังอยู่หรือค่ะหลวงพ่อ  ท่านก็ตอบว่า ตอนนี้ยังอยู่นะ  กองไม้ที่อยู่ข้างๆศาลายาวนั่นแหละ  (โอ้โฮ!..คนกลัวผี กลัววิญญาณอย่างเราเครียดเลย คนมันช่างคิด ช่างกลัวอยู่แล้ว  ไม่น่ามาให้เห็นเลย)

 

            หลังจากนั้นเรานั่งสมาธิได้ไม่ค่อยสงบสุขนัก  เพราะความกลัวที่จะเห็นอะไรประหลาดๆ แบบนั้นอีก ก็เลยกังวลมากเกินไป ไม่ค่อยได้สมาธิเท่าไหร  ซึ่งวันหลังเรามารู้รายละเอียดจากเรื่องนางไม้เพิ่มขึ้นจากวารสารกระแสใจ ซึ่งเป็นวารสารที่ทางวัดจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ โดยหลวงพ่อเล่าให้ผู้เขียนฟัง เพื่อนๆไปหาอ่านดูได้นะคะ  มีเรื่องเล่ามากกว่านี้อีกค่ะ

            เราโทรไปเล่าเรื่องนี้ให้คุณสามีหรือคุณต้นฟัง  เค้าดีใจที่เราเห็นนิมิต  แสดงว่าปฏิบัติกรรมฐานก้าวหน้า  แต่เราบอกว่าเราไม่อยากเห็นเรากลัวน่ะ  คุณต้นก็ดีนะ  ช่วยปลอบ ช่วยแนะนำในเรื่องธรรมได้ทุกเรื่อง  คือ คุณต้นเนี่ยเค้าเป็นพระมาก่อน ก็บวชเรียนมาเรื่อยๆ จนได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค (เก่งไหมละคะ) เรียนจบปริญญาตรี (เกียรตินิยม) ด้านพระพุทธศาสนาของ มจร. และปริญญาโทด้านศาสนาและปรัชญา ที่ม.ธรรมศาสตร์ เค้าบวชมาได้ 14 พรรษา ตั้งแต่เป็นเณร  ก่อนจะหมดบุญผ้าเหลืองสึกออกมาได้ 3 เดือน (อย่าเข้าใจผิดนะ เราไม่สึกพระนะคะ  คดีสึกพระนรกสถานเดียว กลัวค่ะ) แล้วเราค่อยเจอกันที่วัดยานนาวา  ตอนนั้นเราไปฝึกนั่งสมาธิแบบปฐวีกสิณ กรรมฐาน http://www.komcome.com/  ที่วัด เค้าเป็นเพื่อนกับพระอาจารย์ยงยุทธ ได้ทำกิจกรรมบุญร่วมกันก็เลยรักกัน  เราถือว่าเค้าเป็นคู่บุญนะ  คุณต้นเค้าดีมาก สนับสนุนให้เรามาบวชจากเราคิดว่าจะบวชแค่ 3 วัน เค้าก็บอกว่ายังไม่ค่อยได้อะไร ก็สึกแล้ว  ต้องบวช 7 วัน ถึงจะดี กำลังได้สมาธิเต็มที่  ถ้าจะให้ดีมากบวช 15 วันไปเลย ไม่ต้องห่วงเค้า ไม่ต้องห่วงลูก  เค้าเลี้ยงได้  เค้าดูแลได้ บวชไปเลย ตั้งใจปฏิบัติกรรมฐานไป เป็นไงละคะ สามีดีแค่ไหนสนับสนุนเต็มที่  ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รัก ไม่ห่วงเรา ไม่อยากให้เราอยู่บ้านนะ  แต่เค้าคิดว่า นี่เป็นเส้นทางแห่งบุญ  เค้าอยากให้ภรรยาเค้าได้พบสิ่งดีๆ เหมือนที่เค้าได้พบมาตั้งแต่เค้าเป็นพระ เค้าเลยอนุโมทนาบุญ  เราก็ได้คุณต้นนี่แหละคอยชี้แนะ คอยสอนเรื่องธรรมะกับการปฏิบัติให้เรา

            พอตอนสายพวกเราก็มานั่งกรรมฐานที่ศาลาพระอุปคุตกัน อากาศดี ลมเย็นสบาย  คนน้อย  แต่ได้ยินเสียงก่อสร้างดังไปหน่อย ก็กำหนด เสียงหนอๆ ไป  พอนั่งได้เต็มที่แล้ว ก็ได้เวลาฉันเพลพอดี  พวกเราก็ไปเตรียมตัวเตรียมสถานที่กัน  ช่วงนี้มีคนนำอาหารมาถวายเพลหลวงพ่อทุกวัน เราไม่เคยอดเลย  กับข้าวที่พี่อ้อยแม่ครัวทำมาถวายพระก็อร่อยมาก อร่อยทุกอย่าง เราทานได้เยอะทุกมื้อ  แต่ต้องพยายามไม่ให้อิ่มมาก ไม่งั้นช่วงบ่ายจะนั่งสมาธิหลับ เรายังตัดทุกขเวทนาเก่า คือ ความหิวไม่ได้ ก็เลยทานอาหารตุนไว้เผื่อเย็นด้วย  ที่ตั้งใจไว้ว่าอดมื้อเย็นจะได้ลดความอ้วน  คงลดไม่ได้แล้วล่ะ  เพราะทานเยอะทุกมื้อ  ยิ่งข้าวเหนียวมะม่วงนะ  ของโปรดพระ  ของโปรดเราด้วยล่ะ (ฮ่าๆๆ)  พรเห็นเราทานเยอะยังเอามาแซวเราเลย

            ช่วงบ่ายหลังจากพักผ่อน อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว  พวกเราก็มานั่งกรรมฐานที่ศาลาพระอุปคุตกันต่อ  จนนั่งไม่ได้เพราะร้อนแล้ว (ที่ศาลามีพัดลมแค่เครื่องเดียว) พวกเราก็เปลี่ยนไปเดินจงกรม นั่งสมาธิกันที่ศาลายาวกัน  มีพัดลมหลายตัวช่วยพัด  อยู่ที่วัดเราดื่มน้ำได้เยอะมาก ต้องดื่มตลอดเพราะอากาศร้อนอบอ้าวมาก  โชคดีที่มีคนขนน้ำดื่มมาถวายพระกันเยอะ  เราก็เลยไม่อดน้ำ ถ้าใครอยากได้บุญเยอะๆนำน้ำมาถวายพระที่วัดนะคะ  เพราะได้ใช้ดื่มกันทุกคน  ได้ใช้มากกว่าถังสังฆทานที่นำมาถวายซะอีก

          คืนนี้ทำวัตรเย็นเสร็จแล้วเตรียมตัวนอน  เราจิตตกลงไปเยอะวันนี้  ปฏิบัติกรรมฐานไม่ก้าวหน้าแล้ว ไอ้ที่คิดๆเรื่องในกุฏิก็นอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้ว  วันนี้มีเรื่องนางไม้อีกยิ่งคิด ยิ่งเครียด ยิ่งกลัว  ก็พยายามข่มใจ กำหนด คิดหนอๆไปเรื่อยๆ  แล้วนอนกำหนด พองหนอ ยุบหนอจนหลับไป

          ใจเย็นๆนะคะเพื่อนๆนี่ยังคืนที่สามนะ  เรายังมีอะไรสนุกๆ น่าตื่นเต้นจะเล่าให้ฟังมากกว่านี้ เพื่อนๆอาจจะคิดได้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ  แต่ขอให้เพื่อนๆตระหนักว่ายังมีเรื่องราวอีกมากที่เราไม่รู้  เรื่องที่เราเล่ามาและจะเล่าต่อไป ขอให้เพื่อนๆใช้วิจารณญาณในการอ่านก็แล้วกันนะคะ ยังมีอะไรอีกเยอะค่ะ  ต้องติดตามตอนต่อไปนะคะ

            นางไม้ที่วัดป่าเจริญฯ มีทั้งรุ่นสาวจนถึงรุ่นชรา นางไม้หน้าตาเหมือนชาวลาวทั่วไป อีกทั้งการแต่งกายเหมือนชาวลาว แต่นางไม้ชื่อสวย  เป็นนางไม้ที่หน้าตาสวยที่สุด  ถ้าเพื่อนๆมีบุญได้ไปเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่วัดป่าเจริญฯ นะคะ อาจจะได้เจอนางไม้ ชื่อ สวย มาให้เห็นในนิมิตนะคะ  มีคนเคยเห็นหลายคนแล้วค่ะ  แล้วจะรู้ค่ะว่า นางไม้สวยยังไง อ้อ .. อีกอย่าง นางไม้ชอบกินข้าวเหนียว ส้มตำ (ปลาร้า) นะคะ  ถ้าเพื่อนๆมีโอกาสได้ไปที่วัด  อยากเอาไปเซ่นนางไม้ หรือเอาไปทำบุญก็ดีนะคะ  แต่อย่าไปขัดไม้ขอหวยเชียวละ  ไม้จะสึกหรอชำรุดได้ค่ะ แทนที่เราจะได้บุญก็จะได้บาปกลับไปแทน  ซึ่งเพื่อนๆสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนางไม้ที่วัดได้ในวารสารกระแสใจ ตอน ปนฏิหารย์นางไม้ หน้า 22-23 นะคะ  http://www.watpacharoenrat.com/krasaejai/Krasaejai02.pdf

 

            หลวงพ่อเล่าว่า  เมื่อมีงานวันสำคัญทางศาสนาเช่นวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา นางไม้จะมานั่งฟังเทศน์นอกศาลาและร่วมอนุโมทนาบุญด้วยทุกครั้ง ท่านบอกว่า "นางไม้ตามหลวงพ่อมาร่วมบำเพ็ญบารมีเพื่อยกระดับภพภูมิของตน คนที่เกิดมามีมนุษย์สมบัติ มีโอกาสทำบุญสุนทาน มีโอกาสปฏิบัติธรรมทำไมไม่เร่งสร้างความดี ให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ เพื่อพบทางสว่างแห่งชีวิตและทางแห่งความหลุดพ้นกัน"

หมายเลขบันทึก: 178953เขียนเมื่อ 27 เมษายน 2008 07:54 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 เมษายน 2012 19:10 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)

         นางไม้เป็นเทวดาจำพวกหนึ่ง เป็นเทวดาชั้นต่ำ ประเภทภุมเทวดาน้อยคนนักที่จะได้เจอ ถ้าพูดถึงเทวดาแล้วจะเป็นเทวดาชั้นต่ำชั้นสูงก็ตาม ย่อมเป็นภูมิที่ดีกว่าสูงกว่ามนุษย์  ดิรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก ท่านจงภูมิใจเถิดที่ท่านมีโอกาสได้สัมผัสกับเหล่าเทวดา แม้จะเพียงสัมผัสด้วยมโน ที่ยังไม่ถึงขั้นสื่อสารเป็นภาษาได้ก็ตาม มนุษย์ทุกคนที่มีคุณงามความดีตั้งอยู่ในศีลและมีคุณธรรม ท่านเทวดาก็จะเข้ามาประจำตัวเรา เพื่อคอยปกป้องคุ้มครองรักษา จำนวนเทวดาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามความดีของเรา และก็จะลดจำนวนออกไปเรื่อยๆตามจำนวนความไม่ดีที่เรากระทำ ฉะนั้นเวลาเราคิดจะกระทำผิดศีลและไร้คุณธรรมแล้วให้เรามีความละอายต่อท่านเทวดาที่ประจำตัวเราบ้าง ตำแหน่งที่ท่านเทวดามาสถิตย์ประจำตัวเราเพื่อปกป้องคุ้มครองรักษาเรานั้น ท่านจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงที่สุดในกายเราในขณะที่เรายืนตัวตรง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราควรให้ความเคารพนับถือให้ความยำเกรงโดยการมิให้ใครมาลูบหัวมาตบศีรษะหรือไปนั่งยืนเดินนอนในที่ๆไม่เหมาะสม เป็นต้น

         กระผมก็นิมิตเห็นบ่อย ส่วนมากจะเป็นเทวดาผู้ชายมีอายุ ไม่ใส่เสื้อ ไม่ได้พูดคุยกันเพียงแต่เห็นรูปร่างและแสดงอาการหรือเดินผ่านเราไปเท่านั้น พอหลังจากนั่งสมาธิเสร็จหรือหลังจากสวดมนต์ไหว้พระเสร็จก็จะแผ่เมตตาให้ท่านตลอดทุกครั้ง แผ่เมตตาตาแบบไม่มีประมาณ

พี่เล่าเรื่องได้สนุกดีคะ.......

หนูนั่งอ่านมาตั้งแต่วันแรกที่พี่ไป......

ว่าแต่นางไม้นี่.......ออกแนวน่ากลัวนะคะ

ขออนุโมทนากับพี่นะคะ...

ว่าแต่รอบหน้าจะเจออะไรนี่........มาเล่าต่อนะคะสนุกดี

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี