วันที่ ๑๘ เม.ย. ๕๑ ผมได้ชื่นใจในการประชุมสภาวิชาการของ มอ.   ที่ได้รับทราบโครงการพี่ช่วยน้อง    แก้ปัญหา นศ. ปี ๑ ที่เรียนอ่อนของคณะวิทยาศาสตร์ มอ.   นำเสนอโดย รศ. ปริญญา อรุณวิสุทธิ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและพัฒนานักศึกษา  

 
          ฟังจบ ผมบอกตัวเอง (AAR) ว่านี่คือการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส    เวลานี้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีปัญหา นศ. ปี ๑ เรียนอ่อนจำนวนมาก   เพราะจำนวนที่เรียนในมหาวิทยาลัย มีมากกว่าจำนวน นศ. เข้าเรียน   จึงไม่มีการคัด นศ. ที่พื้นความรู้อ่อนออกไป    มอ. เอาใจใส่ช่วยเหลือ นศ. ปี ๑ ที่เรียนอ่อนอย่างเป็นระบบ   คราวนี้นำมาเสนอเฉพาะของคณะวิทยาศาสตร์ 


          วิธีการที่ รศ. ปริญญา ใช้คือยุทธศาสตร์ “พี่ช่วยน้อง”   ให้ นศ. ปี ๒ – ๔ ที่อาสาสมัคร (ไม่มีค่าจ้าง) มาเป็น “พี่เลี้ยงวิชาการ” แบบพี่สอนน้อง    มีการฝึกพี่  มีการทำงานอย่างมีแผนชัดเจน   และมีการศึกษาเปรียบเทียบผลการเรียน   และประเมินความรู้สึกของของน้อง และของพี่ต่อโครงการดังกล่าว   มีการให้น้องโหวตเลือกพี่ที่เป็น “ยอดพี่เลี้ยงวิชาการ”   มีการให้โล่  ให้เกียรติบัตร 

 
          รศ. ปริญญาบอกว่ารุ่นพี่บอกว่า ในการเป็น “พี่เลี้ยงวิชาการ” นั้น ทำให้ตนได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นมาก   ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ดีกว่าตอนเรียนกับอาจารย์เสียอีก   ผมจึงบอกที่ประชุมให้ลองใช้ Google ค้นด้วยคำว่า “Learning Pyramid”   จะได้ความจริงว่า วิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการสอนคนอื่น    และที่ได้ผลน้อยที่สุดคือการฟัง เล็คเชอร์


          ผมเสนอต่อที่ประชุมว่า ข้อค้นพบจากกิจกรรมนี้มีค่ามาก    และน่าจะดำเนินการต่อเนื่องขยายผล เพื่อหาทางสร้างวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ ที่ดีกว่าเดิม ในระดับ Learning Revolution   และน่าจะสามารถจัดกลุ่มแยกแยะนักศึกษาที่มีรากเหง้าของการเรียนอ่อนต่างๆ กัน    โดยเฉพาะ นศ. ที่อยู่ในสภาพ “งัวเงีย” ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการทำหรือเรียนอะไร   จึงขาดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้  


          หากมีการตั้งโจทย์ที่ดี ข้อมูลจากกิจกรรมพี่ช่วยน้องนี้ จะสามารถนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ออกมาเป็นความรู้ด้านการเรียนรู้ที่ใหม่และตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านการเรียนรู้ได้    คนที่ควรปรึกษาคือ รศ. ดร. ภิญโญ พานิชพันธ์  

 


          ผมมองว่าการมี นศ. ปี ๑ ที่เรียนอ่อนมาก และการที่ มอ. จัดโครงการพี่ช่วยน้องอย่างเป็นระบบ   สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมด้านการเรียนรู้ได้

 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๘ เม.ย. ๕๑