ทิวทัศน์สองข้างทางจาก Lyon ไปเจนีวาสวยมากๆ

ตอนที่

วันเสาร์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๑

วันนี้เรา (ดิฉันและสามี) ไปเที่ยวเจนีวา (Geneve หรือ Geneva) แบบไป-กลับภายใน ๑ วัน เพราะเจอคุณ David Beran จาก International Insulin Foundation ซึ่งมาเป็นวิทยากรในการประชุมวันที่ ๑๗ดิฉันเคยพบกับคุณ David ตอนที่เขามาทำ situational analysis เรื่องเบาหวานให้ HI ประเทศไทย

คุณ David บอกว่ายินดีพาเที่ยวเจนีวาเพราะเป็นบ้านเกิดของเขา ดิฉันเลยตัดสินใจไปซื้อตั๋วรถไฟ TGV ที่สถานี Lyon Part-Dieu หลังเลิกประชุมในเย็นวันที่ ๑๖ น้องจุ๊กกุ๋ยทำหน้าที่เข้าคิวซื้อตั๋วให้ ได้ราคาพิเศษในเที่ยวกลับด้วย ตั๋วชั้น ๒ เที่ยวไปราคา ๒๒.๓๐ ยูโร เที่ยวกลับ ๑๖.๘๐ ยูโร รวม ๓๙.๑๐ ยูโร คิดเทียบกับระยะทางแล้วนับว่าราคาไม่แพง

คืนก่อนเดินทางได้โทรศัพท์ซักซ้อมวิธีการจัดการกับตั๋วก่อนขึ้นรถไฟกับหลานชายเป็นที่เรียบร้อย เราเดินทางไปสถานีรถไฟด้วยรถรางพร้อมกับคุณอ้นที่จะไปต่อรถ shuttle bus จากสถานีรถไฟไปสนามบิน เพื่อไปแวะเที่ยวที่อิตาลีก่อนกลับเมืองไทย

รถไฟออกจาก Lyon Part-Dieu เวลา ๐๘.๐๔ น. เราเลยต้องไปหากาแฟดื่มที่สถานีรถไฟ เพราะโรงแรมเปิดบริการอาหารเช้าเวลา ๐๘.๐๐ น. (วันปกติเปิด ๐๗ น.) กาแฟแก้วเล็กนิดเดียวราคา (ถ้าจำไม่ผิด) ๑.๔๐ ยูโร เมื่อป้ายบอกชานชลาขึ้นว่าขบวนที่เราจะไปนั้นอยู่ชานชลา G ก่อนเดินออกไปที่ชานชลาเราสอดตั๋วเข้าเครื่องสีเหลืองๆ เพื่อ stamp ก่อน

ใกล้เวลารถไฟออก มี TGV ขบวนหนึ่งแล่นเข้ามาจอด เราหาหมายเลขรถตามที่ปรากฏในตั๋วไม่เจอว่าใช่ขบวนที่เราจะไปหรือไม่ จึงต้องถามคนแถวนั้น ขบวนนี้ไม่ต้องจองที่นั่ง เลือกที่ว่างเอาเอง โบกี้ที่เรานั่งมีคนไม่เต็ม แต่ที่นั่งที่ว่างส่วนใหญ่หันหลังให้หัวรถไฟ (อีกแล้ว)

ทิวทัศน์สองข้างทางจาก Lyon ไปเจนีวาสวยมากๆ เมื่อรถไฟวิ่งได้ประมาณ ๑ ชม. ก็เหมือนวิ่งผ่านป่าเขา ริมทางรถไฟทั้งสองด้านมีสีเขียวชอุ่มและลำธารน้ำใสๆ บางช่วงก็เป็นอ่างน้ำขนาดใหญ่ มีคนตกปลาด้วย ภูเขาบางลูกมีน้ำตกลงมาเป็นสายๆ

เมื่อใกล้เจนีวาเห็นยอดเขาไกลๆ ยังมีหิมะขาวๆ อยู่ เนินเขาใกล้ๆ ทางรถไฟดูเหมือนจะเป็นไร่องุ่น เห็นต้นและเสาเรียงเป็นแถวๆ ภาพข้างล่างไม่ค่อยชัดเพราะถ่ายขณะรถไฟกำลังวิ่งและผ่านกระจกหน้าต่างอีกชั้น

 

รถไฟถึงเจนีวาตรงเวลา ๐๙.๕๗ น. เราต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งเขาก็ตรวจ pass port เมื่อพ้นออกมาก็เจอคุณ David มารออยู่แล้ว เราแวะแลกเงินสวิสก่อน แล้วตกลงกันว่าอยากดูหรือเที่ยวที่ไหน ดิฉันชอบเดินดูทิวทัศน์ อาคารบ้านเรือนภายนอก มากกว่าการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ คุณ David จึงบอกว่าจะพาไปดูอะไรบ้าง พร้อมซื้อตั๋วรถ (คงทั้งรถเมล์และรถราง) ให้เรา ๒ คน อากาศวันนี้ดีมาก มีแสงแดดตลอด

เจนีวามี International organizations อยู่จำนวนมาก แห่งแรกๆ ที่เราได้ไปชมคืออาคารของ Unicef ไม่ไกลนักเป็นสำนักงาน World Meteorological Organization นักท่องเที่ยวหลายกลุ่มก็เดินชมสถานที่ตั้งขององค์กรต่างๆ เช่นกัน

 

Unicef และ (ขวา) อาคารของ CICA CICR

ต่อไปคือ United Nation ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพกันคึกคัก ที่สะดุดตาคือเก้าอี้ขนาดใหญ่มากที่ตั้งอยู่ตรงข้าม UN ขาเก้าอี้ข้างหนึ่งหักเหลือครึ่งเดียว คุณ David เล่าว่าเขาต้องการแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของ land-mine ที่พื้นด้านล่างเก้าอี้ตัวนี้มีป้ายของ HI อยู่ด้วย

 

Broken chair และ United Nations

เราเดินเรียบถนนต่อไปเรื่อยๆ ข้างทางมีสนามหญ้าที่มีดอกไม้เล็กๆ สีขาว เหลือง ชมพูอ่อนเต็มไปหมด ดูแล้วบอกถึงฤดู spring ได้ดีทีเดียว คุณ David บอกว่าตามธรรมดาอากาศช่วงนี้ต้องไม่หนาวแล้ว แต่ปีนี้บางวันยังต้องใส่ overcoat อยู่เลย

 

ดอกไม้เล็กๆ เต็มสนามหญ้า

ในเมืองมีร้านค้า Brand name ทั้งนั้น ทั้งเสื้อผ้าและนาฬิกาแพงๆ เราไม่ได้เข้าสักร้าน คุณ David พาไปส่วนที่เป็นเมืองเก่า ต้องเดินขึ้นที่สูง เล่นเอาดิฉันที่ reserve ไม่ค่อยดี เหนื่อยเกือบหอบเลย

 

ทางเดินขึ้นที่สูง รูปขวามือคือ Cathedrale Saint-Pierre

๑๓ น.เราหาร้านอาหารไทยเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน คุณ David ต้องโทรศัพท์ถามพี่สาวว่ามีร้านไทยอยู่ที่ไหนบ้าง ทีแรกเราจะไปที่ร้านเชียงใหม่ ปรากฏว่าไปถึงแล้วร้านปิด จึงต้องไปอีกร้านหนึ่งที่ดูข้างนอกก็ธรรมดาแต่ข้างในดูค่อนข้างดีทีเดียว ไม่เจอพนักงานคนไทยเลย เมนูก็เข้าใจว่าเป็นภาษาฝรั่งเศส ดิฉันและคุณ David กินผัดไทยเพราะสั่งง่าย สามีรับประทานข้าว ฉู่ฉี่กุ้งและผัดผักรวม มื้อนี้ราคาประมาณ ๑๓๕ เหรียญสวิส (๑ ยูโร = ๕๐.๕๕ บาท)

วัลลา ตันตโยทัย