กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยเขตน่านน้ำ
กฎหมายทะเลในปัจจุบันเริ่มต้นเมื่อสหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมขึ้นในปี ค.ศ.1985 ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีรัฐและองค์การระหว่างประเทศร่วมด้วย การประชุมครั้งนี้ก่อให้เกิดกฎหมายทะเลสำสำคัญขึ้น 4 ฉบับ คือ
1. อนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง
2. อนุสัญญาว่าด้วยทะเลหลวง
3. อนุสัญญาว่าด้วยการประมงและการอนุรักษ์ทรัพยากรมีชีวิตในทะเลหลวง
4. อนุสัญญาว่าด้วยไหล่ทวีป
และการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ซึ่งมีขึ้นระหว่างปี 1973 – 1982 มีกฎหมายทะเลเกิดขึ้นใหม่อีก เรียกว่า อนุสัญญาสหประชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล 1982 ซึ่งมีระบบที่น่าสนใจ คือ น่านน้ำภายใน ทะลอานาเขต เขตต่อเนื่อง ช่องแคบที่ใช้ในการเดินเรือระหว่างประเทศ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ไหล่ทวีป รัฐหมู่เกาะ ทะเลหลวง มรดกร่วมของมนุษยชาติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล
น่านน้ำภายใน (Internal Waters)
น่านน้ำภายในคือ น่านน้ำที่เว้าเข้าไปในแผ่นดินจากแนบขอบฝั่งทะเล ซึ่งได้แก่ น่านน้ำของปากแม่น้ำหรืออ่าว น่านน้ำภายในเกิดจากการลากเส้นฐานตรงปิดปากแม่น้ำ หรืออ่าว น่านน้ำที่อยู่ระหว่างแผ่นดินกับเส้นฐานตรงก็จะเป็นน่านน้ำภายใน
น่านน้ำภายในอยู่ภายใต้ อธิปไตยของรัฐชายฝั่ง หรือรัฐหมู่เกาะ น่านน้ำภายในถือเสมือนดินแดนของรัฐชายฝั่งหรือรัฐหมู่เกาะ กฎหมายของรัฐชายฝั่งบังคับใช้อาณาบริเวณน่านน้ำภายในได้เช่นเดียวกับอาณาเขตทางบก
นอกจากนี้อธิปไตยของรัฐชายฝั่งยังคลุมถึงห้วงอากาศเหนือน่านน้ำภายในและน่านน้ำหมู่เกาะ รวมทั้งพื้นดินท้องทะเล และดินใต้ผิวดินของน่านน้ำภายในและน่านน้ำหมู่เกาะด้วย
ทะเลอาณาเขต (The Territorial Sea)
ทะเลอนาเขตคือทะเลที่อยู่ถัดจากอาณาเขตทางบก หรือถัดจากน่านน้ำภายใน จะมีความกว้างไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล โดยวัดจากเส้นแนวน้ำลดตามฝั่งทะเล หรือวัดจากเส้นฐานตรงที่ลากปิดปากน้ำ หรืออ่าว หรือเกาะที่อยู่ใกล้ฝั่ง
รัฐชายฝั่ง มีอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขต รวมทั้งห้วยอากาศเหนือทะเลอาณาเขต และพื้นดินท้องทะเล และดินใต้ผิวของทะเลอาณาเขตด้วย อธิปไตยของรัฐชายฝั่งมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับการผ่านโดยสุจริต
สิทธิการผ่านโดยสุจริต
เรือต่างชาติไม่ว่าจะเป็นเรือของรัฐที่มีฝั่งทะเลหรือเรือของรัฐไร้ฝั่งทะเล ย่อมมีสิทธิการผ่านโดยสุจริตในทะเลอาณาเขต การผ่านที่ถือว่าสุจริต จะต้องไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสันติภาพ ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชายฝั่ง เรือดำน้ำต่างชาติขณะที่อยู่ในทะเลอาณาเขตจะต้องแล่นบนผิวน้ำ และแสดงธงของตน เรือพลังนิวเคลียร์ต่างชาติ และเรือบรรทุกสารนิวเคลียร์หรือสารพิษอันตราย จะต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันพิเศษที่กำหนดโดยความตกลงระหว่างประเทศ
การเรียกเก็บค่าผ่านทะเลอาณาเขตจากเรือต่างชาติจะกระทำไม่ได้ แต่จะเก็บค่าบริการเฉพาะที่ให้แก่เรือได้ และต้องเรียกเก็บโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
เขตต่อเนื่อง (The Continuous Zone)
เขตต่อเนื่อง คือ เขตทะเลที่อยู่ถัดจากทะเลอาณาเขตออกไปกลางทะเล ซึ่งมีความกว้างไม่เกิน 24 ไมล์ทะเลตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 นั้น รัฐชายฝั่งย่อมมีสิทธิ์ที่จะใช้อำนาจปฏิบัติการที่จำเป็นต่อความปลอดภัย และความมั่นคงในบางเรื่องได้ทั้งนี้เพื่อป้องกัน การฝ่าฝืนเกี่ยวกับการศุลกากร ป้องกันการฝ่าฝืนเกี่ยวกับการรัษฎากร ป้องกันการฝ่าฝืนเกี่ยวกับการอนามัย และป้องกันการฝ่าฝืนเกี่ยวกับคนเข้าเมือง จะเห็นได้ว่าหากรัฐชายฝั่งสามารถกำหนดกฎหมายหรือข้อบังคับในเรื่องดังกล่าวข้างต้นนี้ได้ รัฐชายฝั่งย่อมสามารถดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของตนได้ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ารัฐชายฝั่งนั้นๆ จะเห็นประโยชน์จาดเขตต่อเนื่องมากน้อยต่างกันอย่างไรด้วย เพราะรัฐชายฝั่งมีอำนาจในสิทธิบางประการเท่านั้นนั่นเอง
ช่องแคบที่ใช้ในการเดินเรือระหว่างประเทศ (The Strait)
ช่องแคบที่ใช้ในการเดินเรือระหว่างประเทศ หมายถึง ช่องแคบที่เชื่อมระหว่างส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ กับอีกส่วนหนึ่งของทะเลหลวงหรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ
โดยช่องแคบมีความสำคัญมากต่อการคมนาคม กฎหมายระหว่างประเทศ จึงได้กำหนดสิทธิการเดินผ่านช่องแคบที่มั่นคงกว่าการผ่านทะเลอาณาเขตโดยทั่วไป
เรือและอากาศยานของรัฐทั้งปวงสามารถเดินผ่านช่องแคบที่ใช้ในการเดินระหว่างประเทศได้โดยไม่ถูกกีดขวาง ยกเว้นในกรณีที่ช่องแคบเกิดจากเกาะและผืนแผ่นดินใหญ่ของรัฐเดียวกัน และทางด้านทะลกว้างของเกาะมีเส้นทางเชื่อมทะเลหลวงหรือเศรษฐกิจจำเพาะที่ผ่านได้สะดวก ในทำนองเดียวกันทั้งในด้านการเดินเรือและด้านอุทกศาสตร์ ก็ให้เฉพาะเรือมีสิทธิการผ่านโดยสุจริตโดยไม่มีการระงับเช่นกัน
เขตไหล่ทวีป (Continental Shelf)
ความหมายของไหล่ทวีปแบ่งออกเป็นสองนัย ได้แก่ ความหมายในทางภูมิศาสตร์ที่ใช้เรียกบริเวณพื้นดินท้องทะเลที่อยู่ตรงขอบพื้นทวีปซึ่งเป็นบริเวณพื้นดินที่ค่อยๆ เอียงลาดสุด และเริ่มหัวหักมุมลึกลงไปจนถึงบริเวณที่น้ำลึกประมาณ 200 เมตร และความหมายในทางกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้ในอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ. 1958 ว่าด้วยไหล่ทวีปและในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982
เขตไหล่ทวีปเกิดมีขึ้นนับแต่ได้มีการการประกาศสิทธิในไหล่ทวีปของประธานาธิบดี ทรูแมน แห่งสหรัฐอเมริกา และได้นำไปบัญญัติไว้ในอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ. 1958 ในส่วนที่เกี่ยวกับไหล่ทวีปและในสนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982
ข้อจำกัดสิทธิและพันธะของรัฐชายฝั่ง
ในอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ. 1958 ได้กำหนดถึงข้อจำกัดสิทธิของรัฐชายฝั่งไว้ดังนี้
1. รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตยเหนือไหล่ทวีป เพื่อความมุ่งประสงค์ในการสำรวจไหล่ทวีปและการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของไหล่ทวีป
2. การใช้สิทธิของรัฐชายฝั่งเหนือไหล่ทวีป จะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสถานภาพทางกฎหมายของน่านน้ำที่อยู่เหนือในฐานะที่เป็นทะเลหลวง หรือห้วงอากาศเหนือน่านน้ำเหล่านั้น
3. รัฐชายฝั่งต้องรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการวางหรือการบำรุงรักษาสายหรือท่อใต้น้ำบนไหล่ทวีป
4. รัฐชายฝั่งต้องรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการเดินเรือ การประมง หรือการอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีชีวิตในทะเลหรือการสำรวจสมุทรศาสตร์จะต้องไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐชายฝั่ง
5. รัฐชายฝั่งจะต้องไม่ติดตั้งซึ่งสิ่งติดตั้งหรือกลอุปกรณ์ หรือเขตปลอดภัยของสิ่งเหล่านี้ในที่ซึ่งอาจจะรบกวนต่อการใช้ช่องทางเดินเรือในทะเลที่เป็นที่ยอมรับนับถือกันว่าเป็นการอันจำเป็นแก่การเดินเรือระหว่างประเทศ
เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (The Exclusive Economic Zone)
เขตเศรษฐกิจจำเพาะ คือบริเวณที่ถัดไปจากอาณาเขตทะเลไม่เกิน 200 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน ซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต
ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ รัฐชายฝั่งมีสิทธิอธิปไตยในการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต น้ำเหนือพื้นดินท้องทะเลและในพื้นดินท้องทะเลกับดินใต้ผิวดินของพื้นดินท้องทะเลนั้น รวมทั้งการผลิตพลังงานจากน้ำ กระแสน้ำ และลม การสร้างเกาะเทียมและสิ่งก่อสร้างต่างๆ
รัฐหมู่เกาะ (Archipelagos)
รัฐหมู่เกาะเป็นทฤษฎีหรือแนวคิดที่เพิ่งจะได้รับการรับรองในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งมีที่มาจากข้อเสนอของกลุ่มประเทศทั้ง 4 ซึ่งเรียกว่า กลุ่มรัฐหมู่เกาะ ประกอบไปด้วย ฟิจิ อินโดนีเซีย มอริเชียส และฟิลิปปินส์ ใน ค.ศ. 1973 โดยได้นำแนวความคิดในเรื่องรัฐหมู่เกาะเสนอต่อรัฐกรรมการพื้นดินท้องทะเลที่กรุงเจนีวา โดยมีหลักการกว้างๆ ว่าขอให้มีระบอบพิเศษสำหรับประเทศที่มีลักษณะของรัฐที่เป็นหมู่เกาะ โดยมีหลักการว่าทฤษฎีรัฐหมู่เกาะนี้จะต้องพิจารณาสภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง และประวัติศาสตร์ด้วย
แม้ว่าน่านน้ำหมู่เกาะจะกลายเป็นน่านน้ำภายใน แต่รัฐหมู่เกาะจะต้องเปิดช่องทางให้เรือต่างชาติเดินผ่าน หรือเครื่องบินต่างชาติบินผ่าน เนื่องจากน่านน้ำหมู่เกาะหลายบริเวณเป็นช่องทางเดินเรือมาช้านาน นอกจากนี้รัฐหมู่เกาะจะต้องเคารพสิทธิในการจับปลาที่มีมาแต่ดั้งเดิมในน่านน้ำหมู่เกาะ และจะต้องเคารพสายเคเบิลใต้ทะเลที่มีอยู่ของรัฐอื่นในน่านน้ำหมู่เกาะด้วย
ทะเลหลวง (High Seas)
ทะเลหลวง คือ ทะเลที่ไม่อยู่ภายใต้อธิปไตย หรือสิทธิอธิปไตยของรัฐใดๆ ซึ่งได้แก่ ทะเลที่อยู่นอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีป ทะเลอาณาเขต น่านน้ำภายใน และน่านน้ำหมู่เกาะ
หลักเสรีภาพในทะเลหลวง
หลักเสรีภาพในทะเลหลวงตามที่ได้บัญญัติรับรองไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 นั้น รัฐทุกรัฐมีสิทธิเสรีภาพในการใช้ทะเลหลวง 6 ประการคือ
1. เสรีภาพในการเดินเรือ
2. เสรีภาพในการบิน
3. เสรีภาพในการประมง
4. เสรีภาพในการวางสายและเคเบิลใต้ทะเล
5. เสรีภาพในการก่อสร้างประภาคารและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ
6. เสรีภาพในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์
เขตอำนาจเหนือเรือและข้อยกเว้น
ในทะเลหลวง เรือทุกลำจะอยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐเจ้าของธงเท่านั้น โดยมีข้อยกเว้นดังนี้
1. สิทธิการขึ้นตรวจเรือ เรือรบซึ่งพบเรือต่างชาติในทะเลยหลวงจะไม่สามารถอ้างเหตุผลใดๆ เพื่อขั้นไปบนเรือนั้น เว้นแต่จะมีเหตุสงสัยว่าเรื่อนั้นเป็นเรือของโจรสลัด เรือค้าทาส เรือออกอากาศโดยไม่ได้รับอนุญาต เรือไม่มีสัญชาติหรือแม้ว่าจะชักธงต่างชาติ เรือนั้นตามความจริงมีสัญชาติเดียวกับเรือรบ
2. การไล่ตามติดพัน เรื่องต่างชาติที่ละเมิดกฎหมายของรัฐชายฝั่ง เรือรบของรัฐชายฝั่งอาจทำการไล่ตามติดพันเพื่อทำการจับกุมเรื่องนั้นในทะเลหลวง โดยมีเงื่อนไขว่า การไล่ตามเริ่มต้นเมื่อเรือต่างชาติอยู่ในน่านน้ำภายใน น่านน้ำหมู่เกาะ ทะเลอาณาเขต เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือไหล่ทวีป ของรัฐไล่ตาม และการไล่ตามนั้นมิได้ขาดตอนลง
สิทธิการไล่ตามติดพันจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อเรือที่ถูกไล่ตามเข้าทะเลอาณาเขตของรัฐตน หรือของรัฐที่สาม
เรือที่จะไล่ตามเรือต่างชาติจะต้องเป็นเรือพบ อากาศยานทหาร เรือหรืออากาศยานที่ใช้ในงานของรัฐบาลและได้รับมอบอำนาจเพื่อการนี้
มรดกร่วมของมนุษยชาติ (Common heritage of mankind)
ทรัพยากรใน “บริเวณพื้นที่” (Area) ที่พื้นดินท้องทะเลและใต้พื้นดินท้องทะเลของทะเลหลวงเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ บริเวณพื้นที่นี้อยู่นอกเขตที่รัฐต่างๆ อ้างสิทธิ
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ได้ตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า “องค์กร” (Authority) ทำหน้าที่ดูแลการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากร โดยการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรในบริเวณพื้นที่ และตั้ง “วิสาหกิจ”(The enterprise) ทำการแสวงหาประโยชน์โดยตรง
องค์กรซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศจาเมกา จะแบ่งปันผลประโยชน์ทางการเงินให้แก่ประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลอย่างเที่ยงธรรม โดยคำนึงถึงความต้องการของประเทศกำลังพัฒนาและประชาชน ผู้ซึ่งยังไม่ได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์
รัฐที่ไม่ติดกับทะเล landlocked จอดเรือที่ไหนอย่างไร