สวัสดีค่ะ ชาว KM 9 กระโดด
ได้เวลาอาหารกลางวันของ KM 9 กระโดด อีกแล้ว สมาชิก KM 9 กระโดดทุกคนต่างก็ค่อย ๆ ทยอยกันมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันก่อนที่จะเข้าสู่การทำ KM ในภาคบ่ายกันอย่างจริงจัง...และทุก ๆ ครั้งสมาชิก KM ทุกคนก็จะเตรียมเรื่องราวดี ๆ และน่าสนใจมา Share and Learn บนโต๊ะอาหาร เห็นไหมค่ะว่า ความรู้นั้นหาได้ไม่ยาก แม้แต่บนโต๊ะอาหารก็ยังมีความรู้ให้เราอิ่มไปพร้อมกับอาหารที่รับประทาน :-D
สำหรับมื้อนี้เปิดประเด็นแรกโดยอาจารย์โจ้ ที่มีมุมมองในเรื่องของการทำ KM ว่าการทำ KM โดยส่วนใหญ่มักจะเอาผลของความสำเร็จมาพูดกันโดยนำเอาประสบการณ์ของความสำเร็จแต่ละคนมาชื่นชมแต่แตกต่างกันที่การแก้ปัญหา แต่จริง ๆ แล้วก็สามารถนำเอาความล้มเหลวมาคุยกันได้เช่นกัน แต่ KM ไม่ใช่เรื่องของการแก้ปัญหานะจ๊ะ
เรื่องที่ 2 พี่หนู ได้เปิดประเด็นในเรื่องของการสร้างความสุขให้กับชีวิต ว่า คนเราไม่ควรตั้งเป้าหมายสูง หรือต่ำจนเกินไป และควรทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมบ้าง และได้ทิ้งทายถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุข 7 ข้อ คือ
1. ความอบอุ่นในครอบครัว
2. เสรีภาพ สถานการณ์ทางด้านการเงิน
3. หน้าที่การงาน การเงิน
4. มิตรภาพ เพื่อนฝูง
5. สุขภาพ
6. เสรีภาพส่วนบุคคล และ
7. ค่านิยมส่วนบุคคล
เรื่องที่ 3 เตี้ย สุดหล่อ ได้เล่านิทานและให้ข้อสรุปในเรื่องของความ "โกรธ" เรื่องพ่อสอนลูกตอกตะปู ว่าเมื่อลูกมีความรู้สึกโกรธ พ่อจะให้ลูกไปตอกตะปู ตอกทุกครั้งที่มีความรู้สึกโกรธ จนลูกสามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้และไม่มีความรู้สึกโกรธ วันหนึ่งลูกได้มาบอกพ่อว่าเขาสามารถควบคุมอารมณ์โกรธได้แล้ว พ่อจึงบอกให้ลูกไปดึงตะปูที่ตอกไว้ออกมา เมื่อลูกดึงตะปูที่เคยตอกในอดีตหมดแล้วก็กลับมาบอกพ่อ พ่อจึงได้สอนลูกว่าเมื่อเรารู้สึกโกรธหรือต่อว่าใครในขณะที่เราโกรธ เมื่อเวลาผ่านไปแล้วความรู้สึกนั้นก็จะยังคงฝังลึกอยู่ในใจของคน ๆ นั้น ถึงแม้ว่าเราจะขอโทษสักกี่ครั้งก็ไม่ได้ทำให้สิ่ง ๆ นั้น เลือนหายไปจากใจได้เหมือนกับรอยตะปูที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดได้ตอกย้ำไปในจิตใจและยากที่จะลืมเลือน.....ข้อคิดจากบทเรียนนี้ ก็คือ การเรียนรู้ในเรื่องของการควบคุมอารมณ์ และก่อนจะทำอะไรให้คิดไตร่ตรองก่อนสักนิด เพราะการที่โกรธหรือพูดอะไรแรง ๆ ไปแล้วถึงแม้คิดได้ในภายหลัง หรือ ได้ขอโทษสักกี่ครั้งก็อาจไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เรื่องที่ 4 พี่ใหญ่ (พี่พรชัย) ได้เล่านิทานให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าจำไม่ค่อยได้นะ อาจจะถ่ายทอดผิด แต่ว่าประมาณว่า มีเจ้าของสุนัขรายหนึ่งได้สอนให้สุนัขไปซื้อเนื้อที่ตลาด พอสุนัขตัวนี้ไปถึงที่ร้านขายเนื้อ ก็ได้ทำตามขั้นตอนที่เจ้าของสุนัขเคยสอน ทำให้พ่อค้าเนื้อเกิดความประหลาดใจว่าทำไมสุนัขตัวนี้ถึงมีความฉลาดนัก พ่อค้าเนื้อจึงได้สะกดรอยตามและสังเกตสุนัขตัวนี้จนไปถึงบ้านของเจ้าของสุนัข เมื่อไปถึงหน้าบ้านสุนัขก็เข้าบ้านและวางตะกร้าเนื้อที่หน้าประตูพร้อมกับใช้เท้าเคาะประตูเพื่อแสดงให้รู้ว่าได้กลับมาแล้ว เมื่อเจ้าของสุนัขเปิดประตูออกมาแทนที่จะให้รางวัลเจ้าสุนัขแต่กลับใช้ไม้ตีสุนัขแทน....พ่อค้าเนื้อที่ได้ติดตามมาเห็นก็รู้สึกไม่พอใจ จึงปรากฎตัวออกมาและต่อว่าเจ้าของสุนัขว่า ทำไมถึงต้องทำร้ายสุนัขด้วยเพราะทั้ง ๆ ที่สุนัขของเขาสุดแสนจะฉลาด เจ้าของสุนัขจึงได้ตอบไปว่า เขาสอนสุนัขหลายครั้งแล้วว่ากุญแจบ้านอยู่ตรงไหนทำไมไม่ไขกุญแจเข้าบ้านเอง !?!?!?....ข้อคิดจากบทเรียนนี้ เจ้านายมักจะคาดหวังลูกน้องเยอะเกินไป แต่ในขณะที่คนอื่นมองลูกน้องมีศักยภาพดีอยู่แล้ว และอยากให้เจ้านายทุกคนรู้จักที่จะมองย้อนกลับไปที่ตัวเองก่อนที่จะมองลูกน้อง
เป็นยังไงบ้างค่ะกับเรื่องเล่าบนโต๊ะอาหารในมื้อนี้ อยากให้เพื่อน ๆ KM 9 กระโดด ทุกคนช่วยเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหายไปนะค่ะ แล้วพบกันใหม่ครั้งต่อไปค่ะ
จากใจ Kathy....
ดีใจนะครับที่มีคนร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเรียนรู้ ในการจัดการความรู้
สิ่งดีๆเราควรแบ่งปัน
สมาชิก่ทานอื่นๆว่าอย่างไรบ้างครับ