มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างใน หนานหนิง - คุนหมิง


คุนหมิง : ศูนย์กลางเศรษฐกิจจีนตอนใต้นครแห่งความเร่งรีบ

 

 

 

มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างใน  หนานหนิง คุนหมิง 

 

       

        ระหว่างวันที่ 31 มีนาคมถึง 3  เมษายน ที่ผ่านมา ผมได้ร่วมเดินทางไปกับคณะผู้บริหารและอาจารย์เพื่อไปร่วมลงนามต่อสัญญาความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี (Guangxi  University For Nationalities)  ประเทศจีน ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้มีโครงการร่วมมือมานานกว่า 10 ปีแล้ว 

 

        การเดินทางไปครั้งนี้นอกจากไปต่อสัญญาความร่วมมือแล้วยังได้ไปเยี่ยมเยียนดูแลวามเป็นอยู่ของนักศึกษาไทย (วิชาเอกภาษาจีน) จำนวน 27 คน ที่มหาวิทยาลัยส่งไปเรียนตามโครงการนี้ด้วย รวมถึงไปเยี่ยมเยียนนักศึกษาจีน (วิชาเอกการสอนภาษาจีนสำหรับชาวต่างประเทศ) จำนวน 54 คน ที่เดินทางมาเรียนภาษาไทย 1 ปี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่และเพิ่งเดินทางกลับไป ก็ถือว่าไปเยี่ยมลูกศิษย์ชาวจีนที่มีความผูกพันกับอาจารย์ผู้สอนอย่างมากอีกด้วย

 

        อย่างที่ขึ้นชื่อเรื่องไว้ว่า      มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างในหนานหนิง คุนหมิง ก็เพราะโปรแกรมการเดินทางของคณะเราจะออกเดินทางจากเชียงใหม่ไปสุวรรณภูมิ-กรุงเทพฯ (TG 125 – 07.00 )    และบินต่อไปลงคุนหมิง    (TG 612 09.15) พักค้างคืน รุ่งขึ้นไปหนานหนิงเมืองเอกของมณฑลกว่างซี (MU 5768-08.10) อยู่หนานหนิง 2 คืน แล้วเดินทางกลับจากหนานหนิงมาคุนหมิงแล้วออกจากคุนหมิงกลับเชียงใหม่ (TG 617-18.50) เพราะฉะนั้นการเดินทางระหว่างคุนหมิง-หนานหนิงก็จะพบเห็นการเปลี่ยนแปลงในรอบ 10 ปี ของสองเมืองนี้อยู่มากพอสมควร  ผมก็อยากเก็บมาเล่าให้ฟังพอให้เพลิดเพลินเล่น จะเอาสาระอะไรมากนักก็คงไม่ค่อยได้ เพราะเราไปทำงานมากว่าที่จะไปเที่ยวเล่นอย่างเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ไปร่วมงานเฉลิมฉลอง 60 ปีแห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี ตอนนั้นเที่ยวสนุกสนานกันมาก รวมถึงไปเที่ยวตามที่ต่างๆ ของคุนหมิง และกว่างซี โดยเฉพาะเมืองกุ้ยหลินนั้นน่าประทับใจมากเลยทีเดียว แต่มาคราวนี้ก็ไม่ได้มีโอกาสไป แต่ก็จะพยายามเล่าแทรกเอาไว้ด้วย

 

 

                 

คุนหมิง : ศูนย์กลางเศรษฐกิจจีนตอนใต้นครแห่งความเร่งรีบ

 

 

        ผมเริ่มต้นเล่าเรื่องเมืองคุนหมิงก่อนนะครับ  คุนหมิงในรอบทศวรรษนั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เพราะนโยบายของรัฐบาลกลางที่สนับสนุนส่งเสริมรัฐบาลท้องถิ่นคุนหมิงให้เร่งพัฒนาเมืองให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจจีนทางตอนใต้ (เขตเศรษฐกิจเสรี) เพื่อให้เป็นประตูทางใต้เปิดสู่กลุ่มประเทศอินโดจีนหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันมีเวียดนาม พม่า ไทย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไปจนถึงทวีปออสเตรเลีย เพราะฉะนั้นในรอบทศวรรษสิ่งก่อสร้างอันทันสมัยผุดขึ้นรองรับเศรษฐกิจที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจการค้าหลากหลายเจริญอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้คนมากมายเดินทางมาค้าขายและท่องเที่ยวปีหนึ่งมหาศาล ตัวเมืองคุนหมิงจึงแออัดไปด้วยผู้คน รถยนต์  รถมอเตอร์ไซค์  สิ่งที่แทบจะหายไปจากตัวเมืองคุนหมิงก็คือ รถจักรยาน ส่วนรถม้าลากถ่านหินที่เคยวิ่งเพ่นพ่านในตัวเมืองคุนหมิงเมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่มีเลย

  

 

        เพื่อให้เห็นภาพ ผมจะลงไปในรายละเอียดว่า คุนหมิงคือนครแห่งความเร่งรีบเพราะเหตุเป้าหมายใหญ่คือเศรษฐกิจการค้าขายที่ต้องแข่งขันกัน ต้องไขว่คว้า ต้องแย่งชิง วิถีชีวิตของผู้คนจึงต้องเร่งรีบ มุ่งประโยชน์เป็นใหญ่ ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงจนทำให้ผู้คน นักท่องเที่ยวต้องระมัดระวังในการจับจ่ายมากขึ้น  คุนหมิงจึงวุ่นวายเทียบชั้นอย่างเมืองใหญ่เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ได้อย่างสบาย

 

        เมื่อแรกย่างเหยียบมาถึงสนามบินนานาชาติคุนหมิง เราก็จะพบความแออัด วุ่นวายที่สนามบินได้ชัดเจน สนามบินค่อนข้างจะคับแคบมากถ้าเทียบกับบรรดาฝูงชนที่เข้าออกสนามบินวันละจำนวนนับร้อยๆ เที่ยว เครื่องบินของสายการบินภายในและต่างประเทศจอดเรียงรายหนาตา รวมไปถึงเครื่องบินที่บินขึ้นลงใน Runway ตลอดเวลา ทำให้มองเห็นภาพแรกชัดขึ้น

 

        ในวันที่เราออกจากคุนหมิงไปหนานหนิงโดยเครื่องบินสายการบิน Southern China  ช่วงแปดโมงเช้า เราได้รับเตือนให้ออกจากโรงแรมแต่เช้าๆ เพราะที่สนามบินคนจะแออัดยัดเยียดกันมาก อาจทำให้ล่าช้าตกเครื่องเอาง่ายๆ แต่เราก็ไม่นึกว่าจะเป็นความจริง พอเราไปถึงก็พบว่าทางเข้าสนามบินรถติดมากกว่าจะถึงลานจอดรถ แต่ก็คิดว่ายังมีเวลา  พอเราขนกระเป๋าไปเช็คอินก็ต้องพบภาพผู้คนเข้าคิวรอเช็คอินยาวเหยียด เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ดูจะเชื่องช้ากว่าจะเสร็จแต่ละคนใช้เวลามากเหลือเกิน แต่ดูเธอก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไรและไม่เร่งรีบที่จะบริการอะไร บางคนมีปัญหาติดขัดเรื่องบัตรโดยสาร เธอก็จะลุกไปแก้ไขนาน เราเห็นท่าไม่ได้การก็ต้องเปลี่ยนแถวเช็คอิน กว่าจะเสร็จก็เหลือประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเครื่องจะออก เราถือบัตรขึ้นเครื่องไปยังประตูทางเข้าขึ้นเครื่อง ก็ต้องตกใจเพราะผู้คนเข้าคิวยาวเหยียดกว่า 10 แถว แน่นไปหมด แต่ละคนดูสีหน้าเป็นทุกข์มากเพราะกลัวขึ้นเครื่องไม่ทัน ไหนจะต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่อีก พวกเราเริ่มใจไม่ดีแล้ว จึงเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ที่เดินไปมาแถวนั้นว่าจะทำอย่างไรจึงจะเข้าไปขึ้นเครื่องได้ทันเวลา 

 

       ถ้าคุณอยากไปขึ้นเครื่องให้ทันเวลาต้องไปทางด่วนพิเศษ (Express Way) แต่ต้องเสียคนละ 200 หยวน (960 บาท)        

 

พวกเราไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้ยินคำพูดเช่นนี้จากเจ้าหน้าที่สนามบิน ผมมาคุนหมิงครั้งที่ 5 แล้วก็ไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้ เราต่างมองหน้ากันแม้จะไม่พอใจมากที่จะต้องเสียค่าความสะดวก 7 คนปาเข้าไป 1,400 หยวน เป็นเงินไม่ใช่น้อยเลย แต่ในที่สุดเราก็ต้องจำยอม เจ้าหน้าที่บอกให้ตามเข้าไปอีกทางหนึ่งและให้รอในห้องพักพิเศษ (VIP Room) ถึงเวลาจะมาเรียกเองและจะบริการเช็กอินขึ้นเครื่องให้เสร็จและจะพาขึ้นรถบัสไปขึ้นเครื่องทันเวลาแน่นอน เงินที่เรียกเก็บก็จะออกใบเสร็จค่าธรรมเนียมสนามบินให้ นั่นก็แปลว่าการเรียกเก็บเงินค่าความสะดวกนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลถูกต้องตามกฎหมายจีน

 

         สำหรับห้องพักพิเศษ มีบริการต่างๆ ฟรี ไม่ว่าจะเป็นน้ำชา กาแฟ อาหารว่าง ลูกอม ห้องอินเทอร์เน็ต ห้องน้ำ ที่นั่งพักดูหรูหราสมราคา พวกเราจึงพากันใช้บริการอย่างพร้อมเพรียงด้วยความเจ็บใจ แต่ใจหนึ่งก็เห็นว่าสะดวกดีที่ไม่ต้องเข้าแถวเบียดเสียด ให้หงุดหงิดและเสี่ยงต่อการตกเครื่องซึ่งจะเสียหายมาก เพราะกำหนดการต่างๆ ได้ถูกวางไว้แล้ว

 

         เรานั่งพักในห้องประมาณ 15 นาที เจ้าหน้าที่ก็มาเรียกไปเช็กอินซึ่งมีเจ้าหน้าที่บริการไว้พร้อม เราพบกับผู้คนจำนวนพอสมควรที่ใช้บริการทางด่วนพิเศษนี้ แต่สังเกตว่ามีผู้คนมาจากอีกห้องหนึ่งที่มาเข้าแถวเช็กอินในช่องพิเศษเหมือนเรา เมื่อถามว่าเสียเงินเท่าไรที่ผ่านทางด่วนนี้ พอรู้คำตอบพวกเราก็ยิ่งเจ็บใจหนักเข้าไปอีก เพราะพวกเขาเสียเพียง 65 หยวนเท่านั้น แต่อยู่ในห้องที่ไม่มีบริการและที่นั่งแสนสะดวกอย่างของเราเท่านั้น

 

         นี่คือภาพอีกเสี้ยวหนึ่งของคุนหมิงที่คุณอาจยังไม่รู้ ทุกอย่างเป็นโอกาสที่จะสร้างช่องทางหาเงินได้ทั้งสิ้นแม้กระทั่งรัฐบาลคุนหมิงที่สามารถหาเงินเข้าสนามบินได้เป็นกอบเป็นกำจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้าคุนหมิง  ดูจากเที่ยวบินกรุงเทพฯ-คุนหมิงที่พวกเรามากันก็พบว่า 95 %  เป็นชาวต่างชาติ เพราะเขาช่องตรวจคนเข้าเมืองเป็นแถวยาวเหยียด ส่วนใหญ่เป็นคนจีนจากฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ เวียดนาม และคนไทย  ส่วนฝรั่งมีน้อยมาก นี่ก็เป็นภาพสะท้อนความเป็นเมืองเศรษฐกิจของจีนตอนใต้ได้เป็นอย่างดี  อีกภาพหนึ่งก็สะท้อนถึงเมืองกรุงเทพฯ  และสนามบินสุวรรณภูมิ ที่เป็นศูนย์กลางการบินแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านี้ต่างมาจากกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น การเชื่อมต่อระหว่างไทย-จีนใต้จึงชัดเจนเหลือเกิน รวมถึงเขต 3-4-5-6 เหลี่ยมเศรษฐกิจยิ่งชัดเจนขึ้นด้วย

 

 

เดินเล่น ซื้อของ ณ ใจกลางเมืองคุนหมิง

 

              ช่วงบ่ายๆ จนถึงเย็นเราพอมีเวลาที่จะเดินเที่ยวเล่นและซื้อของ ณ ย่านจัตุรัสใจกลางเมืองคุนหมิง ซึ่งน่ารื่นรมย์ไปอีกแบบหนึ่ง ท่ามกลางอากาศเย็นสบายๆ ประมาณ 20 องศาเซลเซียส  บริเวณจัตุรัสใจกลางเมืองคุนหมิงค่อนข้างกว้างขวาง บริเวณนี้เต็มไปด้วยตึกพาณิชย์สูงและทันสมัย บรรดานักท่องเที่ยว ชาวเมืองคุนหมิงนิยมมาเดินเล่น กินอาหารและซื้อของโดยเฉพาะจำพวกเสื้อผ้า ของใช้ จะเรียงรายให้เราเลือกซื้อมากมาย แม้ราคาค่อนข้างจะแพงไปสักนิดแต่ก็พอซื้อได้     สินค้าที่ขายมักเป็นสินค้าแบรนด์เนม แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นสินค้านำเข้าหรือผลิตในประเทศจีน หรือปลอมแปลงมาก็ไม่ทราบได้ ต้องอาศัยพินิจพิจารณากันเอาเอง ส่วนเวลาซื้อพวกเราก็มักจะต่อราคากันจนพ่อค้าแม่ค้าชาวคุนหมิงคุ้นเคยวัฒนธรรมการซื้อของคนไทยดี จึงตั้งราคาไว้สูงเอาไว้เผื่อคนไทยต่อราคา  ต่อได้ 5 บาท 10 บาทก็ดีใจล้นเหลือแล้ว

 

             บริเวณจัตุรัสมีอะไรน่าสนใจมากทีเดียว สิ่งหนึ่งคือการสร้างซุ้มประตูตามลักษณะสถาปัตยกรรมจีนสวยงามมากแม้จะอยู่ท่ามกลางตึกสูงทันสมัยแต่ก็ดูไม่ขัดตา มิหนำซ้ำกลับจะทำให้มีเสน่ห์น่ามองด้วย ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคุนหมิง

 

 

ใครไปใครมาก็มักจะมาตั้งท่าถ่ายรูปที่ซุ้มประตู หามุมสวยๆ ก็จะได้ภาพที่ดูลงตัวและบ่งบอกวัฒนธรรมของจีนได้เป็นอย่างดี ผมอดที่จะคิดถึงบ้านเมืองของเราไม่ได้ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่นั้นเราไม่มีจัตุรัสใจกลางเมืองที่กว้างขวางและสวยงามมีเอกลักษณ์อย่างเมืองคุนหมิง ถ้าเราหาทำเลได้อย่างบริเวณย่านถนนคนเดินวันอาทิตย์ หรือย่านไนท์บาร์ซา หากปรับแต่งสภาพภูมิทัศน์ให้กลายเป็นจัตุรัสกว้างขวางอย่างนี้บ้างก็น่าจะมีเสน่ห์ไม่น้อยหน้าเมืองไหนๆ ยิ่งมีซุ้มประตูหรือสิ่งก่อสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ด้วยแล้วก็น่าจะเป็นแหล่งเดินเล่น ซื้อของ ที่มีเสน่ห์อย่างมากของเมืองเชียงใหม่เลยทีเดียว

 

        ในบริเวณลานกว้างของจัตุรัสมีผลงานด้านประติมากรรมรูปหล่อทองเหลืองตั้งแสดงอยู่หลายชิ้น นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปเก็บไว้ รูปหล่อทองเหลืองนี้เป็นรูปคนจีนในยุคดั้งเดิมซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวจีนได้เป็นอย่างดี

 

 

        เสน่ห์ของจัตุรัสย่านใจกลางเมืองคุนหมิงยังไม่หมด เพราะยังมีเสาหินสลักลวดลาย อักษรจีน บ่อน้ำเลี้ยงปลาสวยงาม การปลูกดอกไม้ประดับสีสันสวยงาม ทำให้สภาพแวดล้อมดูไม่แข็งกระด้าง และมีสีสันแห่งธรรมชาติดูน่าอภิรมย์ ถนนบางสายเต็มไปด้วยร่มเงาของต้นไม้  ย่านบันเทิงยามกลางคืนที่อยู่ใกล้เคียงจัตุรัสก็ก่อสร้างอาคารตามแบบสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมดูสวยงามมาก ซึ่งคนจีนมักเรียกว่าย่านวัฒนธรรม ทำให้รู้สึกว่ามีกลิ่นอายตามแบบจีนดั้งเดิม ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าได้มาอยู่ในยุคแห่งวัฒนธรรมจีนโดยแท้

  

 

        กิจกรรมต่างๆ ในบริเวณจัตุรัสใจกลางเมืองดูจะมีน้อยไปสักนิดถ้าเทียบกับย่านถนนคนเดินเชียงใหม่ในวันอาทิตย์  คงมีแต่ผู้คนเดินไปเดินมาเพื่อพักผ่อนยามเย็นหรือจับจ่ายซื้อของเท่านั้น บางย่านก็มีการตั้งเก้าอี้บริการนวดตัว นวดเท้า หรือขัดรองเท้า ซึ่งเข้าใจว่าคงจะมาจากกลุ่มหรือชมรมเดียวกัน เพราะแต่งตัวด้วยชุดกราวน์สีขาวเหมือนกันหมด หลายคนก็เป็นคนตาบอด มีผู้คนมาใช้บริการอยู่พอสมควร  นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ผมไม่มีเวลาพิสูจน์ฝีมือการนวดของเขาหรอกครับ เพราะไม่มีเวลาแต่เท่าที่สังเกตวิธีการนวดก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากการนวดแผนไทยสักเท่าไหร่

 

(ติดตามอ่านตอนต่อไป)

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 178149เขียนเมื่อ 22 เมษายน 2008 15:56 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 18:58 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี