โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
14 พฤษภาคม 2549 (UPDATED)
สวัสดีครับชาว Blog..
ผมขอขอบคุณลูกศิษย์ทุกท่านที่กรุณาเป็นแนวร่วมกัน( join blog ) ซึ่งช่วงหลัง ๆ ก็มีคุณบงกชที่กล้าที่จะเขียนถึงอาจารย์และก็เขียนได้ดี ผมคิดว่า..ใครที่ไม่รู้จักผมดีอาจจะคิดว่าผมอยู่สูง หรือไม่ติดดิน หรือเข้าหาลำบาก จริง ๆ แล้ว ณ วันนี้ผมถือว่าผมไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับเอาประสบการณ์ เอาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคุณภาพของมนุษย์ ก็หวังว่าดร.ชวินจากสถานทูตไทยที่ประเทศสิงคโปร์และท่านทูตเฉลิมพลจะกรุณาอ่านและ join เข้ามา ท่านทูตกรุณามาต้อนรับและเลี้ยงอาหารผมในช่วงที่ผมอยู่ที่สิงคโปร์ด้วย ท่านทูตเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและเป็นพวกชอบหาความรู้ เพิ่งทราบว่าสิงคโปร์เขาเอาจริงเรื่องสถาบันแบบ HRI (Human Resource Institute) แต่ช้ากว่าผมแค่ 25 ปี เพราะเราตั้ง HRI ครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเรียกองค์กรของเขาว่า “Singapore Human Resource Institute” และมีประธานเป็นนักการเมืองซึ่งในวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน 2549 นี้ก็จะมีการประชุม World Congress เรื่อง HR โดยเฉพาะที่ Singapore ชื่อเหมือน ๆ เราเลย เห็นมั๊ยครับ HR คือ Strategy คือมูลค่าเพิ่ม แม้กระทั่งประเทศที่บ้าคลั่ง “คน” มากก็ยังตามประเทศไทยในเรื่องการจัดตั้งวถาบันดังกล่าว
ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณยมลูกศิษย์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ก็ขอขอบคุณที่ให้ความเอาใจใส่
สำหรับลูกศิษย์ท่านใดที่ไม่ได้เจอผมก็ยังสามารถติดตามงานและแนวความคิดของผมได้จาก
3 ทาง คือ
· รายการวิทยุ
“Knowledge for people” ทุกวันอาทิตย์เวลา 18.00 – 19.00น.
ทางสถานีวิทยุคลื่น 96.5 MHz.
·
บทความคอลัมน์ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับทุกวันเสาร์ หน้า 5
ซึ่งวันนี้ใช้ชื่อใหม่ เปลี่ยนจากชื่อเดิม “สู่ศตวรรษใหม่”
ซึ่งใช้มากว่า 6 ปีแล้ว วันนี้ใช้ชื่อใหม่ว่า คอลัมน์
“บทเรียนจากความจริง” กับ ดร.จีระ เพราะเขียนให้คิดจากความจริง
·
และแน่นอนรายการโทรทัศน์ของผมเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ เวลา 13.00 –
13.50น. ทาง UBC 7 (UBC News) ใคร ๆ ก็เปิดดูได้
และผมก็อยากให้คนที่ดูรายการของผมเขียน Blog ถึงผมบ้างก็จะดีจะได้
Share กันว่าผมพูดใน TV เรื่องอะไร
คนที่ไม่ได้ดูจะได้มีส่วนร่วมไปด้วย
รายการสำหรับวันอาทิตย์นี้พบกับผมปะทะกันทางปัญญากับไกรฤทธิ์
บุณยเกียรติ คุยกันเรื่องการอ่านหนังสือ
น่าสนใจเพราะไปสิงคโปร์คราวนี้มีเวลาไปดูร้านหนังสือหลายร้านซึ่งประทับใจมาก
เพราะสิงคโปร์มีแหล่งข้อมูลที่ดีมาก ดีกว่ากรุงเทพฯ 2-3 เท่า คือ
หนังสือเขาทันสมัยกว่า มีให้เลือกมากกว่า
ผมเลยฝากผ่าน Blog ของผมไปยังคุณสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ประธานรุ่น 2 (กฟผ.) เรื่องการเตรียมการดูงานและเข้าเรียนในห้องเรียนของ University of Melbourne ประเทศออสเตรเลียซึ่งทางมหาวิทยาลัยเขาเตรียมไว้หมดแล้ว ผมถือโอกาสไปสำรวจล่วงหน้าและเนื่องจากครั้งนี้ผมจัดเป็นครั้งที่ 2 ก็เลยมีประสบการณ์มากขึ้น ต้องขอยกย่อง Mr. Stephen Bell ซึ่งเป็น Partner ของผมที่ได้แนะนำคุณสุนี สถาพร ซึ่งทำงานอยู่ที่ Melbourneมา 20 ปี เธอเป็นผู้หญิงไทยที่เก่งมากช่วยประสานงานให้เราอย่างดีเยี่ยม คือ นอกจากโปรแกรมการเข้าเรียนที่ University of Melbourne แล้ว เรายังจะได้พบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐวิกตอเรียที่นำเอาไฟฟ้า ซึ่งระบบไฟฟ้าที่นี่เขาสุดโต่งเลย คือ ขายให้เอกชนไป 100% แล้ว ของเราตอนจะเข้าตลาดหุ้น กฟผ. ทำแค่ Corporatization คือ ขายหุ้น 25% ให้แก่เอกชน สรุปว่าในประเทศออสเตรเลีย บางรัฐก็ยังเป็นระบบแบบ กฟผ. อยู่ บางรัฐก็ไปเป็นเอกชนเรียบร้อยไปแล้ว เราจะศึกษาได้ว่าถ้าเราจะเดินหน้าต้องระวังอะไร
สำหรับกำหนดการไปทัศนศึกษาดูงานที่เมลเบิร์นในระหว่างวันที่
21 – 28 พฤษภาคม 2549 นี้
ท่านรัฐมนตรีของรัฐวิกตอเรียก็จะมาพบกับคณะของ กฟผ. ด้วย
ซึ่งการที่ผมไปสำรวจมาก่อนในครั้งนี้ได้มา
เห็นการเตรียมการที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านวิชาการและการดูงานที่ดี
ขณะเดียวกันทางรัฐวิกตอเรียก็สนใจประเทศไทย เขาจะขอให้ตัวแทนจาก กฟผ.
สรุปงานของ EGAT ให้ฟังและมา Share
กันเพื่อเป็นแนวร่วมกันต่อทั้งภาคธุรกิจ
ราชการชั้นผู้ใหญ่รวมได้ถึงระดับการเมืองด้วย
ที่รัฐวิกตอเรียนี้เขาใช้พลังไฟฟ้าจากถ่านหิน เขาเรียกว่า Brown Coal
คล้าย ๆ กับลิกไนท์ของไทย ผมมีโอกาสไปดูโรงไฟฟ้า 3 - 4
แห่งที่ใช้ถ่านหิน ซึ่งอาจจะเป็นจุดที่กฟผ.
ต้องสนใจและเตรียมการในอนาคต
กลุ่มต่อไปที่ผมคาดว่าจะพาไปน่าจะเป็นระดับนายกเทศมนตรีของไทย
เพราะรัฐบาลท้องถิ่นของ Victoria ที่ Melbourne เก่งมากเรื่อง Local
Government วันที่ 17- 18 พฤษภาคมนี้ผมจะไปบรรยายที่ Marketing Guru 2
วันก็คงจะได้ลูกศิษย์เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 50 คน และก็คงได้มา join
blog กับพวกเรา
"สวัสดีครับ
คิดถึงทุกคน"
------------------------------------
7 พฤษภาคม 2549
สวัสดีครับชาว Blog
ผมแยก Blog มาเป็น 2 Blog แล้ว อีก Blog หนึ่งชื่อว่า
“ทุนทางปัญญา..บทเรียนจากความจริง” เพราะ Blog: We share ideas
เริ่มจะยาวเกินไป แต่ทุกคนก็มีสิทธิ์เข้า Blog ทั้งสองได้อยู่แล้ว
อยากจะพูดถึงลูกศิษย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
จะเห็นได้ว่าถึงแม้จะเรียนกับผมแค่ 8
ชั่วโมงน้อยกว่ามหาวิทยาลัยอุบลีราชธานีมาก แต่ก็เข้มข้นมาก
และขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่กรุณา Share ideas มายัง Blog ของผม
ต้องชื่นชมความพยายามของอาจารย์โฆษิตที่กรุณาเชิญผมไปร่วมและอย่างที่ได้เล่าให้อาจารย์โฆษิตฟัง
คือ ต้องเน้นการสร้าง Performance ให้แก่นักเรียนที่เน้น HR: Value
added เพราะ HR ไม่ใช่แค่ Training ความจริง Training ก็ไม่พอ ต้อง
Learning ต้องเน้น 4 L’s ต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็น
ต้องปะทะกับความจริง ปะทะปัญญากันเอง ต้องมี ideas ใหม่ ไ เสมอ
ที่ผมเลือกชื่อ Blog ใหม่ ชื่อ “ทุนทางปัญญา..บทเรียนจากความจริง”
เพราะว่าเป็นชื่อหนังสือ Pocket Book เล่มที่ 2
ของผมซึ่งรวบรวมบทความที่ตีพิมพ์ทางหนังสือพิมพ์แนวหน้าในช่วง 7
เดือนที่แล้วรวมประมาณ 17 เรื่องมารวมกัน
โดยที่แต่ละบทผมจะสรุปท้ายบทว่า “ขณะที่ผมเขียนตอนนั้นผมคิดอะไร
และมีจุดมุ่งหมายอะไร ?”
หนังสือเล่มที่สองนี้มีวัตถุประสงค์หลักก็คือเพื่อให้ลูกศิษย์ทุก ๆ
กลุ่มของผมได้อ่าน และร่วมเรียนรู้จากความจริงไปด้วยกัน
ผมคิดว่าการได้สอนปริญญาเอกตอนที่ผมพร้อม 3 แห่ง เรื่อง HR
- เริ่มที่มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อ 3 ปีที่แล้วซึ่งตอนนั้นผมก็ค้นพบ
Concept เรื่อง HR Architecture
- มาสอนที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 2 รุ่น 4
ครั้งก็ได้อะไรเพิ่มเติมมากมายโดยเฉพาะ เรื่องที่ Peter Drucker
เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างบ้าคลั่ง และคำพูดที่ว่า “เรียนรู้จากลูกศิษย์”
และนอกจากนี้ก็ยังได้ Concept ต่าง ๆ อีกหลายเรื่อง เช่น
- เรื่องทุนทางเครือข่าย หรือ Networking Capital
ในมุมลึกและนำไปใช้ได้จริง
- เรื่องทุนแห่งความสุข หรือ Happiness Capital
ซึ่งวิเคราะห์มาจากประสบการณ์ของผมเองที่ทำงานด้วยความสุขมามากกว่า 30
ปี
- เรื่องการอ่านแบบ “โป๊ะเช๊ะ”
เพราะคนไทยอ่านหนังสือไม่ตรงประเด็น ต้องอ่านอย่าง Concentrate
และสรุปประเด็นแค่ 2 – 3 ประเด็นพอ
-
ส่วนการสอนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเวลายังน้อยไปเลยยังไม่ได้
Develop อะไรใหม่ ๆ แต่คิดว่ารุ่น 2 คงจะหาทาง Discovery อะไรใหม่
ๆ
สำหรับกิจกรรมของผมในช่วง 4 – 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือ
ลูกศิษย์ที่สภาวิจัยฯ และที่ กฟผ. รุ่นที่ 2 เรื่องสภาวิจัยฯ ผม Happy
มาก เพราะเป็นองค์กรที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ แต่คนยังไม่เข้าใจ Brand
ยังไม่ดีนัก เรื่องปัญหาที่คนไทยไม่ชอบเป็นนักวิจัยก็เป็นเรื่องใหญ่
ปัจจุบันนักวิจัยไทยมีจำนวนเท่ากับ 2.8 คน / 10,000 คน
ขณะที่สิงคโปร์มี 41 คน/10,000 คน
ผมจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันเรื่องนี้ให้มากขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยจะทำงานวิจัยสำเร็จต้องประกอบด้วย 3
ฝ่ายร่วมมือกัน คือ
- มหาวิทยาลัย
- รัฐ (หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ)
- ภาคเอกชน
ทุกฝ่ายจะต้องรวมตัวกัน อย่าต่างคนต่างทำ
สำหรับศิษย์ กฟผ. รุ่น 2 ทั้ง 31 คนเป็นกันเอง ให้เกียรติผมมาก
น่าสนใจมากที่ทุกคนสนุกกับการเรียนและคิดต่อไปถึงการนำไปใช้ก็ได้ความรู้ที่
“โป๊ะเช๊ะ” หลายเรื่อง เช่น
- กฟผ. กับโอกาสใหม่ ๆ ไปสู่การสร้างนวัตกรรม (Innovation)
และมูลค่าเพิ่ม (Value added) ทั้ง Products, Services,
และระบบการบริหารจัดการ
- เรื่องโครงสร้างองค์กรที่จะรองรับพนักงานที่ชอบทำ Research
หรืออยากทำงาน Research แต่ไม่ขึ้นสายบริหาร
จะปรับผังองค์กรอย่างไร?
- เรื่องการสร้างองค์กรที่เป็น Process และ Lean กระชับ ต้นทุนต่ำ
มีการพิจารณาเรื่อง Pay for performance มากขึ้น
ครับผมโชคดีที่ได้ทำงานสนุกและมีโอกาสได้มา share ideas ที่นี่
และหวังว่าหนังสือเล่มใหม่ของผมซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจจากการให้ลูกศิษย์หลายกลุ่มได้อ่านและแนะนำ
และหลาย ๆ คนบอกว่าตรงประเด็น เพราะสดและสะท้อนความจริง (Reality) คือ
ทฤษฎี 2 R’s นั่นเอง
ทุก ๆ ครั้งที่เขียน Blog ผมจะเน้น 2 – 3
เรื่องและชอบที่ทุกคนเข้ามาร่วม share ideas กันที่นี่
เพราะมันมีประโยชน์ต่อสังคมมาก และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ ลูกศิษย์กลุ่ม 7
habits รุ่นที่ 3 นำโดยคุณชำนาญ
และโดยเฉพาะที่ผมมีโอกาสได้ไปบรรยายให้กลุ่มหัวหน้างานของมหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อวันที่
3 พฤษภาคมที่ผ่านมานั้น
ลูกศิษย์บางท่านได้ส่งความคิดเห็นเข้ามาบ้างแล้ว
ผมอ่านแล้วก็สบายใจเพราะถึงแม้บางท่านยังไม่ได้เข้าเรียนในหลักสูตร 7
Habits แต่ก็จับประเด็นเรื่องผู้นำได้ดี ชอบครับ ขอบคุณ
.................................................................
3 พฤษภาคม 2549
จีระ
หงส์ลดารมภ์ เขียน คิดถึงแนวร่วม
ลูกศิษย์ของผมใครไม่เปิด Blog คงต้องเรียกว่า
“ตกราง” เพราะการสร้างสังคมการเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ ยิ่ง
Share ข้อมูลกันมากเท่าไหร่
ยิ่งได้ประโยชน์และนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม
ขอขอบคุณกลุ่มลูกศิษย์ กฟผ. 31 คน นำโดยคุณสุทัศน์
ปัทมสิริวัฒน์ซึ่งส่ง Blog มา 2
ครั้งแล้วผมอ่านอย่างละเอียดขอชมเชยดีมากที่..วิศวะ
มองการเมืองและมองอะไรไกล
ขอให้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลาและเชื่อมโยงได้
มีประเด็นที่น่าสนใจคือ พรรคประชาธิปัตย์
จะต้องสร้างศักยภาพของการทำงานให้ตรงใจ ถึงใจ มากขึ้น
ไม่ใช่แค่พูดเก่ง ฉะนั้นพรรคนี้พูดเก่งอย่างเดียวไม่ได้
ต้องทำเก่งด้วย ผมจึงเห็นว่าน่านำเอาแนวความคิดของผมหรือ Jack Welch
ที่ได้เน้น :
- Execution
- Execution based on
reality
- Confronting Reality
และทำ
- และสุดท้าย ก็คือ เน้น
GTD หรือ Get Things Done กัดไม่ปล่อย
ชอบใจกลุ่ม ที่เรียนปริญญาโทบริหารฯ ที่สวนสุนันทาโดยเฉพาะ
คุณชูวิทย์ กมลวิศิษย์ เมื่อได้อ่านแล้ว ผมคิดว่าคุณชูวิทย์
เน้นเรื่องสังคมการเรียนรู้มากขึ้น กระจายข้อมูลไปให้เยาวชนมากขึ้น
เป็นคนที่ลากความความคิดไปสู่การปฏิบัติได้มาก
เพราะลงเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. ก็ได้กว่าแสนคะแนน
กลุ่มผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล
ชอบเพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสนัก เมื่อผมไปบรรยายมา 4
รุ่นแล้ว รุ่นหนึ่งกเพียงแค่ 6 ชั่วโมง แต่ก็ได้ความรักจากเขา
จะเห็นว่าผู้อำนวยการหรือรองผู้อำนวยการจะเขียนส่งผมสั้นไปหน่อย
อยากให้บรรยายและแสดงความเห็นยาว ๆ และนำไปใช้
กลุ่มปริญญาเอกรุ่น 2 ที่เพิ่งจบไป แน่นอนว่าจากการเรียนรู้ 18
ชั่วโมง 3 วันเต็ม ๆ
ได้ใกล้ชิดกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ดีมาก หลาย ๆ คนมีความรู้
แหลมคมและตั้งใจเรียนมาก ท่านพลเรือโรช
และท่านเจ้าอาวาสจากโคราชน่ารักมาก คุณสมบัติและเสธฯ ดรัณย์
ไปได้ดีมาก
ทำให้ผมมีความสุขที่ได้พูดถึงปัญหาทรัพยากรมนุษย์ของชาติมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน
และได้บันทึกเทปโทรทัศน์ไปแล้วคงจะออกอากาศอาทิตย์ที่ 21 พฤษภาคมนี้
เวลาบ่ายโมง ทาง UBC07
ขอชมเชยคุณยมที่ส่งเรื่องการ search ข้อมูลจาก google
ผมอยากให้ลูกศิษย์ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจับมือกันไว้ให้แน่น
share ข้อมูลกัน ใช้ ทฤษฎี 4L’s มาก ๆ
การเรียนปริญญาเอกในประเทศไทยต้อง Magic เหมือนที่ผมชอบหาความรู้
เพราะบางครั้ง “โป๊ะแช๊ะ” และบางครั้ง Magic
ถ้าเป็นคนไข้ก็ไม่มียามารักษา เพราะความสุขที่ได้ความรู้ใหม่ ๆ
พอเพียงจึงทำให้มีทุนแห่งความสุข แบบ Peter Drucker ว่า “I learn from
students”
กลุ่มสุดท้าย
ผมเขียน Blog นี้ในช่วงเช้าวันแรงงานที่ 1 พฤษภาคมที่บ้าน มี Blog
เด็กปริญญาเอกมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเพิ่งจะเรียนกับผมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
บรรยากาศสนุกมาก ขอขอบคุณอาจารย์โฆสิต ที่กรุณาเชิญผมไปสอน
มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีอะไรมากกว่าที่เราเข้าใจและคิดวาดภาพไว้ มีการบริหารแบบใหม่ โดย ศาสตราจารย์รังสรรค์ แสงสุข อธิการบดีท่านก็สนิทกับผม อิทธิพลของมหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อประเทศไทยมีมหาศาล เพราะ Network กว้าง ต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นเรื่อย และเอาจริงกับ 4L’s หรือ System Thinking และพยายามเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ผมจะเป็นแนวร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากขึ้นครับ ลูกศิษย์ 19 คนต้องเอาจริง เพราะเรียน HRD ปริญญาเอกไม่ใช่แค่ Training แต่ต้องเน้น Performance เน้นการบริหารคน เน้นการเก็บเกี่ยว (Harvesting) ไม่ใช่แค่ปลูก อย่าห่วงแต่ Structure หาหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจเหมือนที่ Peter Drucker พูดไว้ว่า “Ask a right question better than have a perfect answer”
-------------------------------------------------
1 พฤษภาคม 2549
เขียนเมื่อวันที่ 26 ช่วงเช้า
สวัสดีสมาชิกที่ติดตาม Blog
ของผม ก่อนอื่นขอขอบคุณคุณสุทัศน์ ประธานรุ่น 2 ของกลุ่มลูกศิษย์ที่
กฟผ. ที่เข้ามาร่วม Share Idea กับพวกเรา เรื่องการเข้าร่วม
“โครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของ กฟผ.”
ซึ่งเน้นให้เห็นว่าวิธีการเรียนยุคใหม่
จะต้องมีการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการปะทะกันทางปัญญา
ซึ่งก็จะทำให้เกิดความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์
และเกิดพลังที่จะขับเคลื่อนให้โครงการใหม่ ๆ ต่าง ๆ
นั้นประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก
การที่จะประสบความสำเร็จในปัจจุบัน นอกจากความรู้เฉพาะทางต่องานที่ทำแล้วนั้น เรายังจะต้องมีความสามารถในการจัดการ ข้ามศาสตร์ มีการเรียนรู้เป็นทีมจากประสบการณ์ ตัวอย่างเช่นที่ กฟผ. นอกจากความรู้เรื่องไฟฟ้าแล้วก็ยังสามารถที่จะ apply ไปรู้ในเรื่องอื่น ๆ ได้
เมื่อวันอังคารที่ 25
เมษายนที่ผ่านมา ผมและคุณชำนาญ ประธานรุ่น 3 (ศิษย์ 7
Habbits..ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น)
ได้มีโอกาสร่วมรับประทานอาหารกับคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง
คุณพันธ์ศักดิ์ไชยรัศมีศักดิ์และทีมงานตลาดหลักทรัพย์ฯ
ซึ่งก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้กันหลายเรื่องทีเดียว และคงจะมีโครงการดี ๆ
ที่เราจะทำร่วมกันต่อไป
ซึ่งคงจะได้นำมาเล่าให้ทุกท่านฟังที่นี่
ผมขอสรุปว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ทำกิจกรรมที่น่าสนใจหลายเรื่องที่จะมาเล่าให้ทุกท่านที่สนใจติดตาม
-
กิจกรรมแรก คือ วันที่ 27 เมษายน 2549 บรรยาย เรื่อง “การบริหารทรัพยากรมนุษย์ 5R: การพัฒนาบุคลากร การวัด การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการสร้างแรงจูงใจให้กับครูเทศบาล
-
กิจกรรมที่สอง คือ วันที่ 28 เมษายน 2549 บรรยายให้แก่ “โครงการพัฒนาผู้นำและผู้บริหารมืออาชีพของ กฟผ.”ช่วง “Luncheon Talk” หัวข้อ “HR เพื่อ Innovation”
-
กิจกรรมที่สาม คือ วันที่ 29 เมษายน 2549 สอนปริญญาเอกนักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ
-
กิจกรรมสุดท้ายในสัปดาห์นี้คือ วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน 2549 บรรยายให้แก่นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยรามคำแหง หัวข้อ “การปรับยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์” และ “การปรับยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการเพื่อพัฒนาองค์กร”
กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ หากลูกศิษย์ทุกกลุ่มได้มีโอกาสเข้ามาร่วม Share ความรู้ และประสบการณ์กันที่นี่ก็จะเป็นประโยชน์ และเป็นการขยายวงของสังคมการเรียนรู้ออกไปให้กว้างขึ้น
สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณคุณเต็มบุญด้วยที่ส่งเรื่อง “มหัศจรรย์คนอีสาน เผ่าพันธุ์นักสู้” เข้ามาน่าสนใจมาก สำหรับท่านผู้พิพากษาฯ ประสิทธิ์ ซึ่งมีโอกาสได้คุยกันทางโทรศัพท์ผมก็หวงจะร่วมเข้ามา Share ideas กันที่นี่ด้วย และก็ที่ลืมไม่ได้ผู้ที่แนะนำให้เราได้มาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันที่นี่ รศ.รังสรรค์ เนียมสนิท มหาวิทยาลัยขอนแก่นหวังว่าท่านจะมาเป็นส่วนหนึ่งของเราที่นี่ด้วย รวมทั้งศิษย์ SEDP – 2 ของ กฟผ. รุ่น 1 และ 2 ผมอยากให้ร่วม Jam เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเรียนรู้ที่นี่ด้วยกัน
..................................................................
25 เมษายน 2549
เขียนเมื่ออาทิตย์ที่ 23 ช่วงเช้า
สวัสดีทุกท่านที่ติดตาม blog ของผม
และหวังว่าลูกศิษย์กลุ่มที่เรียนกับผมที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา คงจะได้เปิดอ่าน
เพราะเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่น่าสนใจ เพราะเรียนต่อมาจากสถาบันพระปกเกล้า
วันนั้นผมสอนเรื่อง communication กับการสร้าง motivation
ดีใจที่รุ่นน้องคนหนึ่งจากเทพศิรินทร์คือคุณ
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และภรรยาอดีตผู้บัญชาการทหารบก คุณวีณา ชินวัตร
ก็มาเรียนด้วย และอีกเกือบ 15 ท่าน มีประสบการณ์ทั้งการเมือง ,
ธุรกิจและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นลูกศิษย์ที่ตั้งใจฟังโดยใช้ทฤษฎี 4
L’s อย่างคุณวีณาว่า เน้นว่า ถ้าเรียนสนุก
และมีส่วนร่วมจะทำให้การเรียนแบบผู้ใหญ่ นำไปใช้ได้ หวังว่า
ในวันข้าหน้าผมคงจะมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับลูกศิษย์รุ่นนี้ด้วย
ส่วนโครงการปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 22
เมษายนได้สอนต่ออีกประมาณ 7 ชั่วโมง เป็นสัปดาห์ที่ 2
ทุกคนตั้งใจมาก มาครบ จึงส่งการบ้านผ่าน blog ทุกคนเลย หลาย ๆ
คนเขียนได้ดี จึงสั่งการบ้านไปอีก
2 -3 เรื่อง คือ
เรื่องแรก อ่านบทความผมเรื่อง HR เพื่อ Innovation
ซึ่งผมเป็นแนบบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันเสาร์ที่ 22
เมษายนมาให้อ่านด้วย
HR เพื่อ
Innovation
วันนี้หากไม่พูดเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ( สว.) คงไม่ได้
ถ้าพูดมากไป บทความผมคงจะถูกมองเป็นเรื่องการเมือง ต้องยอมรับว่า
รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งตรงของสมาชิกวุฒิสภา จะต้องทำใจ
เพราะคนเลือกสำคัญกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ
ประการแรก ประเทศไทยยังเป็นสังคมชนบทอยู่ ถึงแม้ในช่วงหลัง 30 ปี
ชนบทจะมีบทบาทน้อยลง เช่น การจ้างงานในภาคเกษตรเคยมีถึง 70 %
ปัจจุบันก็ลดลงไปเหลือประมาณ 45 % และจะลดไปเรื่อย ๆ
รายได้ประชาชาติภาคเกษตร ปัจจุบันมีแค่ 7-8 %
ของรายได้ประชาชาติทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ประชากรกว่า 60 % ก็ยังจบแค่ ม.3 ถึงแม้ว่า
จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยในช่วงแรก ๆ
เมื่อผมทำงานอยู่ที่สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เฉลี่ยแค่ 4 ปีกว่า ๆ แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 8 – 9 ปี
แต่จำนวนปีที่เรียนเฉลี่ย ก็ไม่ได้เน้นให้นักเรียนรู้จักระบบการคิด
คนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ( ม.3 ) อาจจะมี ความสามารถคล้าย ๆ
คนจบประถมศึกษาปีที่ 6 ( ป. 6 )
ผมถึงต้องเน้นการสร้างสังคมการเรียนรู้และต้องเอาจริงกับทฤษฎีของคุณพารณที่ว่า
Village that learn
School that learn
Industry that learn
Nation that learn
เช่น ทุกวันนี้ ผมเน้น 4 L’s พยายามสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ ผมจึงคิดว่า ประชาธิปไตยไทยกับ HR จะไปด้วยกัน ต้องอดทน ต้องรอให้ถึงจุดหนึ่ง คนไทยมีความรู้มากขึ้น ประชาธิปไตยก็จะดีขึ้น ผมมั่นใจแต่อย่านานเกินไป
ดังนั้น พอ ผศ. มาลี พฤกษ์พงศาวลี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทรศัพท์มาหาผมเมื่อ 2 – 3 วันที่แล้ว บอกว่าผมจะต้องออกไปต่างจังหวัดทำเรื่องชุมชนการเรียนรู้ ระบบรากหญ้ามากขึ้น เน้นระบบการคิด System thinking และการเข้าใจเรื่องระบบการเมือง ธรรมาภิบาล การแก้ปัญหาคอรัปชั่น และความโปร่งใส ผมจึงตั้งใจจะทำเรื่องนี้มากขึ้น
การมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผมตั้งใจจะให้เป็น อีสาน that learn จึงดีใจมากที่กลุ่ม key ของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ประกอบด้วย ดร.ชุมพล พรประภา ประธานมูลนิธิฯ คุณวริมา โพธิสมบัติ คุณวัลภา บุรุษพัฒน์ คุณพัฒนศักย์ ฮุ่นตระกูล และคุณสยาม เศรษฐบุตร ทำเรื่องความเข้มแข็งของสังคมโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ภาคอีสานและภาคกลาง ผนวกเรื่องระบบความคิด ทฤษฎี 4 L’s เน้นคุณธรรม จริยธรรมและความโปร่งใส น่าจะไปได้ดีและทำกับพันธมิตรหลาย ๆ ด้าน
ช่วงนี้เป็นช่วงประชุม APEC ซึ่งการประชุมใหญ่ปีนี้ จะจัดที่เวียดนาม ในเดือนพฤศจิกายน แต่การประชุมของคณะทำงาน HRD ประจำปี จะจัดขึ้นที่โฮจิมินท์ วันที่ 22 – 26 พฤษภาคมนี้ เมื่อปีที่แล้ว ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่า ผมจัดการประชุม APEC ของคณะทำงานด้าน HRD ครั้งที่ 27 ที่พัทยา
เป็นประเพณีของ APEC การประชุมแต่ละครั้งจะเลือก Theme ใหญ่ ที่จะให้
21 เขตเศรษฐกิจ มาหารือร่วมมือกันระดมความคิดกัน
ปีที่แล้วทำเรื่อง Outsourcing ปีนี้ผมดู Trend แล้ว น่าจะเป็นเรื่อง
HRD และ Innovation ซึ่งแปลว่า การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม
-
Education
-
Capacity Building
-
Social Safety Net หรือ
-
Labor and employment issue
น่าจะเน้น Innovation และ HR
ให้แต่ละกลุ่มไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศและระดับองค์กร
ประเทศไทยตั้งแต่ยุคหลังฟองสบู่ เริ่มคิดว่า เศรษฐกิจของเราต้องมี
การInnovation และจะต้องเอาจริงกับ Innovation
เรามีองค์กรที่ตั้งโดยรัฐบาล ชื่อ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
โดยมีอาจารย์ศุภชัย หล่อโลหการ เป็นนักวิทยาศาสตร์ ทุ่มเทที่จะสร้าง
Innovation ให้แก่สังคมและเศรษฐกิจไทย อาจารย์ศุภชัย เป็นคนเก่ง
dynamic มีไฟแรง พูดกับประชาชนทั่วไปได้ดี ผมจึงเชิญอาจารย์มาเป็น
keynote ในการประชุม APEC ในเดือนพฤษภาคม
และยังได้ร่วมมือกับอาจารย์หลายเรื่องที่จะทำให้ Innovation
เป็นความจริง โดยเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ 23 เมษายนนี้ รายการคิดเป็น
ก้าวเป็น ทาง UBC 7 เวลา 13.00 – 13.50
น.จะมีการสัมภาษณ์เจาะลึกระหว่างผมกับอาจารย์ศุภชัย
เรื่องความสำคัญของ HR กับ Innovation
ผมอยากให้คนไทยและลูกศิษย์ผมทั้งปริญญาโทและปริญญาเอก
สนใจรายการนี้ เพราะ Innovation
-
เป็นยุทธวิธีเพื่อความอยู่รอดของประเทศ
-
ต้องเข้าใจความหมาย
-
ต้องทำให้เกิดความสำเร็จ เกิดประโยชน์
-
ต้องเชื่อมระหว่าง HR กับ Innovation
สำหรับผมเอง Innovation ต้องมี 3 เรื่องคือ
-
มี Ideas และความรู้ใหม่ ๆ
-
นำ Ideas ไปทำให้เกิด action
-
ทำให้ action สำเร็จ คือ มีลูกค้า ทั้งทาง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ดังนั้น Innovation ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ใช่มองแคบแค่ลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรเท่านั้น อย่างเรื่องสังคมการเรียนรู้ เรื่องการบริหารจัดการก็ต้องการ Innovation ด้วย
อนาคตประเทศไทยจะต้องทำอะไรแบบใหม่ ต้องทำให้สำเร็จ ต้องไม่พึ่งพาความคิดหรือ ลอก Technology มา ต้องเป็นตัวของตัวเอง เอาความรู้ของไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
ส่วนสุดท้าย ที่ต้องทำให้สำเร็จ อาจารย์ศุภชัยและผมจะเน้นเรื่องคน โดยผมกับอาจารย์จะช่วยกันให้สังคมไทยเป็นสังคมนวัตกรรมสนับสนุนนวัตกรรมให้ไปรอดต้องเน้นอะไร
-
ให้การศึกษาไทย มีระบบความคิดที่ดี คิดเป็น วิเคราะห์เป็น เพราะถ้าไม่มี Innovation ก็ไม่เกิด
-
ในระดับองค์กร ไม่ว่าราชการ ไม่ว่าเอกชน จะต้องมีการบริหารจัดการความรู้ใหม่ ๆ ไปสู่ความสำเร็จ อาจารย์ศุภชัยกับผมก็เลยบอกว่าในระดับองค์กรมีอุปสรรค 3 เรื่อง
-
มี Idea ดี แต่ไม่มีการมองลูกค้า มีแต่ supply ไม่มี demand
-
มี Idea ดี แต่นายไม่เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้ share idea เลยมีนายเก่ง คิดอยู่คนเดียว
-
ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะวัฒนธรรมองค์กรไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกว่า Cultural change
ลูกศิษย์ ปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
พอใจและอ่านกันอย่างสนใจแบบโป๊ะเชะ คนละประเด็น
ผมเลยขอให้แต่ละฝ่ายสรุป
และยังมีบรรดาคณาจารย์ที่ดูแลโครงการปริญญาเอก ศ.ดร.บุญทัน ดอกไธสง
รศ.ดร.สมาน งามสนิท ศ.ดร.พลโทโอภาส รัตนบุรี มาร่วมฟัง lecture ผมด้วย
และได้คุยกันลึก ๆ เกี่ยวกับเรื่องทั่ว ๆ ไป การเมือง
เศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ซึ่งผมได้ประโยชน์มากกลุ่มปริญญาเอกน่าจะวิเคราะห์ว่าประเทศไทยจะไปทางไหน
โดยเฉพาะจะสร้างความสามัคคีในชาติ โดยเฉพาะการมาประเทศไทยแบบภาคนิยม
และแบ่งแยกกลุ่มภาคต่าง ๆ
เลยเน้นว่าโอกาสที่นักเรียนปริญญาเอกได้พบปะกันและมีการหารือกันเรื่องสำคัญของชาติ
และทำ blog มีประโยชน์มาก และขอให้ทำต่อไป และอยากให้ ศ.ดร.บุญทัน
ดอกไธสง มุ่งมั่นและให้กำลังใจท่านต่อไป เพราะคนมีอำนาจ
ขาดปัญญา คนมีปัญญา ขาดอำนาจ
หาทางให้ได้พบกัน!!
........................................................................................................
15 เมษายน 2549
วันนี้..หลังจากที่ผมเขียน Blog ไปครั้งที่แล้ว ก็รู้สึกว่าติดใจอยากจะมีเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าที่นี่อีก 3 เรื่อง ด้วยกัน คือ
เรื่องที่ 1 วันนี้ถ้าใคร click ไปที่ naewna.com และเข้าไปที่บทความ "สู่ศตวรรษใหม่" ก็จะพบกับบทความของผมซึ่งได้พูดถึงเรื่องผู้นำ 2 แบบ คือ
แบบที่ 1 ผู้นำที่ได้อำนาจมาจากกฎหมายหรือเรียกว่า "ผู้นำที่มีอำนาจสั่งการ(Authority)" กับ
แบบที่ 2 ผู้นำที่ไม่มีอำนาจสั่งการ เช่น ใครก็ได้ที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นที่ไว้วางใจ Trust ก็จะทำงานได้ผล
ในปัจจุบัน ถ้าผู้นำมีอำนาจสั่งการ มีคุณธรรม และมีศรัทธาด้วยก็จะไปได้ดี ในอดีตสมัยที่ผมเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมมีโอกาสได้รู้จักผู้นำแบบที่ 2 อยู่ 2 ท่านด้วยกัน คือ ท่านแรก คือ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ กับท่านที่สองคือ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์
ในวันอาทิตย์นี้เวลาบ่ายโมง (13.00 - 14.00 น.) ที่ UBC 07 ติดตามรายการโทรทัศน์ของผมซึ่งจะนำเสนอเรื่อง โครงการพัฒนาครูคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของมหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมกับ Tsukuba จากญี่ปุ่นภายใต้การสนับสนุนของ APEC ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจสำหรับแวดวงการศึกษาของไทยที่น่าติดตาม
นอกจากนี้ สำหรับท่านที่สนใจความคิด งานและกิจกรรมของผมก็สามารถติดตามรายการวิทยุ "Knowledge for People" ทุกวันอาทิตย์ที่สถานีวิทยุ F.M. 96.5 MHz. เวลา 6 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม ก็เลยขอถือโอกาสเล่าให้ฟังเผื่อจะได้มีแหล่งความรู้เพิ่มเติม
.................................................................................
14 เมษายน 2549
วันนี้ผมมีโอกาสได้เขียนบทความขึ้น Blog อีกครั้ง ขอขอบคุณผู้ทีส
ยินดีที่อาจารย์เขียนblogและจะติดตามอ่านค่ะ
อัจฉรา พันธุสุนทร
เนื้อหามีประโยชน์มากค่ะ
จากรัตนา
กระผมได้อ่านทฤษฎี 4L's ในหนังสือเรื่อง ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ของท่านอาจารย์ ดร.จีระและท่านพารณแล้วเห็นว่า เป็นทฤษฎีทางการศึกษาตลอดชีพที่คนไทยควรยึดถือเป็นค่านิยมในสังคมไทยให้ได้เพราะ กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์และยืนยันแล้วว่า เจ้าของทฤษฏีทั้งสองท่านนั้น ได้ปฎิบัติมาด้วยตนเองโดยตลอด และผลสุดท้ายที่ท่านทั้งสองได้รับก็ได้ปรากฏแก่สายตาของสาธารณชนแล้ว และไม่มีใครปฎิเสธได้ โดย L แรก ของ อาจารย์ดร.จิระนั้น คือ Learning Methodology เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดว่าจะอยู่ ณ ที่ใด หรือด้วยวิธีการใด เช่น เรียนที่ Village, School,Industry หรือ Offiice ซึ่งตรงตามที่ท่านพารณเสนอทฤษฏี 4L's ไว้
ในประเด็นนี้กระผมยังมีความเห็นต่อไปอีกว่า คนไทยยังมีความคิดว่า การเรียนรู้นั้นมีในห้องเรียนเท่านั้นโดยจะได้ยินจากคนไทยพูดกันทั่วไปว่า "จบการศึกษา" เป็นต้น ดังนั้นเมื่อ คิดว่าตนจบการศึกษาแล้วจึงไม่ใส่ใจที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมอีก ซึ่งถือว่า เป็นปัญหาของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยประการหนึ่ง
สำหรับ L ที่สอง คือ Learning Environment เป็นการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ในประเด็นนี้กระผมเห็นว่า หน่วยงานต่างๆในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือของเอกชนก็ตาม ยังไม่สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ในองค์กรเท่าที่ควร จึงทำให้งานในแต่ละวันเป็นงานประจำ ซึ่งไม่ใช่เป็นงานนวตกรรมใหม่ๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ให้ได้
สำหรับ L ที่สาม คือ Learning Opportunity เป็นการให้โอกาสในการเรียนรู้ จึงเป็นทฤษฎีที่สอดคล้องกับทฤษฎี 4L'sของท่านพารณ ที่เปิดโอกาสให้มีการศึกษาเรียนรู้ทุกหนทุกแห่งและท่านยังได้นำทฤษฎี Constructionismมาใช้กับโรงเรียนประถมในต่างจังหวัดเพื่อให้เป็น Global citizen ต่อไป จึงถือได้ว่า ทฤษฎีของท่านทั้งสองสอดคล้องต้องกันเพราะ ท่านทั้งสองถือมั่นตรงกันว่า Human Capital
และสำหรับ L สุดท้าย คือ Learning Society คือ การสร้างชุมชนการเรียนรู้ ในประเด็นนี้กระผมเห็นด้วยว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นจะต้องสร้างสังคมหรือชุมชนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ จึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน ฉะนั้น จะทำอย่างไรให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นไปในทิศทางเดียวกันให้ได้ เราจึงจำเป็นต้องสร้างชุมชนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
สรุป แม้ทฤษฎี 4L's ของอาจารย์ ดร.จีระ กับของท่านพารณจะต่างกันแต่ทั้งสองทฤษฎีต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งสอดคล้องต้องกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน จึงสมควรที่จะยกย่องท่านทั้งสองว่า "นักทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้"
Learning society ( 4 L's ) taught by Prof. Dr. Chira Hongladarom in Champions is a part of the cycle of life-long learning . All who learn this principle are encouraged to integrate them into their lives, deepen their meanings and share their universal applications with others. The natural consequence enhances the effectiveness of people in both their personal and professional lives. Managing human capital in organization does not mean that we have only productivity but we have capital. So we have to think of and do concern its value most.
ทำให้พวกเราเข้าอะไรๆ มากยิ่งขึ้น มองได้ทะลุยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับทฤษฎี 4 L’s ของอาจารย์จิระ และท่านพารณ เป็นทฤษฎีที่สามารถนำไปพัฒนาองค์กรทุกองค์กรได้อย่างสบายๆ ในส่วนของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น ผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างมากเรื่องการลงทุนสร้างคน ซึ่งประกอบด้วย ทุน 6 ทุน และอาจารย์จิระกรุณาคิดค้นเพิ่มเติมอีก 2 ทุน รวมทั้งหมด 8 ทุน คือ
1. ทุนมนุษย์ 2. ทุนทางปัญญา 3. ทุนทางจริยธรรม
4. ทุนแห่งความสุข 5. ทุนทางสังคม 6. ทุนแห่งความยั่งยืน
7. ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศ 8. ทุนทางความรู้ ทักษะและทัศนคติ
ผมยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์จิระ ผมเองก็ได้แต่เฝ้ามองว่าเมื่อไรหนอ บ้านเมืองจะมีขบวนการกล่อมเกลาทางสังคม (Socialization) มองความสำคัญของสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา เพื่อสร้าง คน ที่ประเทศชาติต้องการ มองเห็นความสำคัญของ คน เหมือนอาจารย์กำลังยื้อให้พวกเราได้เห็น
สรุปข้อคิดเห็น
ทำอย่างไรถึงจะมีการนำสู่การ implementation ทำอย่างไรจึงจะให้ฝันของคุณพารณและอาจารย์จิระ เป็นจริง
จากการอ่านหนังสือ "ทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ (CHAMPIONS)" สามารถสรุปหลักได้ดังนี้
1. ท่านศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กับท่านพารณ อิศเสนา ณ อยุธยา ทั้งสองมองไปที่การพัฒนาคน โดยเน้นที่การวัดผล แบบความยั่งยืนระยะยาว และการแสวงความรู้ความคิดใหม่ๆ
2.องค์กรจะดีต้องมีคนเก่ง และดีมีคุณธรรม
3.ความจงรักภักดี และความมีวินัยของคนในองค์กร
4. เน้นการมีความส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อให้เกิดความผูกพันกับองค์กร
5. เป็นการนำเอาความคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กระจายสู่สังคมให้มากขึ้น
6.การนำเอาแนวทฤษฎี Constructionism ของ Prof.Papert มาปรับใช้กับเด็กไทย คือ เก่งภาษาไทย เก่งภาษาอังกฤษ และเก่งเทคโนโลยี
7. ความแตกต่าง บนเป้าหมายเดียวกัน
- ทฤษฎี 4 L ของท่านพารณ (หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้ --> โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ --> อุตสาหะกรรมแห่งการเรียนรู้ --> ประเทศแห่งการเรียนรู้ )
- ทฤษฎี 4 L ของท่านจีระ (เข้าใจการเรียนรู้ à สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ --> สร้างโอกาสในการเรียนรู้ --> สร้างชุมชนการเรียนรู้
8.คนไม่ได้ต้องการเงินทองอย่างเดียว แต่ต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย
9. งานที่จะสำเร็จได้ต้องยึดหลัก ก.)ต้องทำให้สำเร็จ ข.)ต้องมีบารมี และ ค.)ต้องยั่งยืน
ผมขอสรุปแนวคิดจากหนังสือไดดังนี้
เป็นการนำเอาความจริงมาพูด โดยการเชื่อมโยงกับข้อมูลต่าง เอามาเปรียบเทียบและยกตังอย่าง แล้วทำการสะท้องความจริงของต่างประเทศกับประเทศไทย การทำงานจะเน้นที่คุณภาพ ไม่ได้เน้นที่ปริมาณ เน้นที่ความจริงไม่ต้องรู้เยอะ แต่ต้องรู้จริง เน้นการเรียนรู้ --> เพื่อการพัฒนา --> ในการใช้ประโยชน์ ต้องเก่งภาษาอังกฤษ และเทคโนโลนยี
ดังนั้นบุคคลทั้งสองท่านคือ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ กับท่านพารณ อิศเสนา ณ อยุธยา เราจึงควรนำไปเป็นต้นแบบที่ดี และเอาแบบอย่างต่อไป
ได้อะไรในการอ่านหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้
นางขวัญฤดี จันทิมา
รปด.อุบลฯ รุ่นที่ 2
จากพลังแห่งโลกาภิวัฒน์ได้ก่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มิได้หมายความว่าทุกองค์กรจะประสบความสำเร็จท่านกลางภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรงนี้ได้ ซึ่งหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ คือคำตอบหนึ่งต่อคำถามที่ผู้บริหารทั่วโลกกำลังเพียรพยายามค้นหา HR CHAMPIONS คือผลึกทางความคิดจากนักคิดและนักปฏิบัติได้รับการยอมรับสูงสุดของเมืองไทย อาจจะกลายเป็นคัมภีร์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของทุกองค์กรที่ที่คุณหยิบขึ้นมาไว้ในมือ จากหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ เขียนโดย ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ซึ่งข้าพเจ้าได้อะไรในการอ่านหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ ดังจะได้กล่าวดังต่อไปนี้
ในการอ่านหนังสือดังกล่าวทำให้พบว่า ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ เป็นผู้ที่สมควรแก่การบ้าคลั่งจริง ๆ ดังที่อาจรย์ถามนักศึกษาบ่อย ๆ ในห้องเรียน เมื่อหนังสือดังกล่าวจบแล้วถึงได้เข้าใจว่าดร.จีระ มีคุณูปการและคุณประโยชน์ทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก่ประเทศไทยมากมาย จนเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และยิ่งมีโอกาสได้ใกล้ชิดในห้องเรียนยิ่งกล่าวได้ว่า นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต อุบลราชธานี รุ่นที่ 2 ถือว่าโชคดีและมีโอกาสมากที่ได้เรียนกับดร.จีระ จึงเป็นการควรแก่การบ้าคลั่งเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งค้นพบได้จากหนังสือดังกล่าวว่า ดร.จีระ เป็นตราสัญญลักษณ์ของทรัพยากรมนุษย์ พันธุ์แท้ พันธุ์แท้มี 2 ชนิด คือ “พันธุ์แท้ที่พัฒนา” กับ “พันธุ์แท้ที่ไม่พัฒนา” ของแท้จะต้องอยู่คงทน มี imaginative หรือความคิดริเริ่มใหม่ ๆ อยู่เรื่อย และมีลักษณะของคนหลายแนวความคิด หรือถ้าเป็นสินค้าจะมีนวัตกรรมหรือ innovation อยู่ตลอดเวลา เลยเป็นพันธุ์แท้อยู่ได้อย่างสมบูรณ์ “คน” เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดขององค์กร ดังทฤษฎี 4 L’s จีระ ที่เข้าใจวิธีการเรียนรู้ สร้างบรรยายกาศในการเรียนรู้ สร้างโอกาสในการเรียนรู้ สร้างชุมชนการเรียนรู้ จากการเปลี่ยนแปลงสูงโดยเฉพาะเทคโนโลยีข้อมูลสารสนเทศ นำมาสู่สิ่งต่าง ๆ มากมาย จนถือกันว่าเป็นยุคสังคมฐานความรู้ ทำให้ปัจจัยด้าน “คน” กับ “ปัญญาความรู้” และทักษะ ความสามารถมนุษย์ เป็นหัวใจหลักของการสร้างประสิทธิภาพของการทำงาน และการขับเคลื่อนความเติบโตอย่างมั่นคง
สภาพโลกาภิวัตน์ยังสะท้อนว่า “การจัดการทรัพยากรมนุษย์” ถึงเวลาต้องปรับตัว วิเคราะห์ และวางแผน โดยคาดคะเนถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมและตรงเงื่อนไขใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสรุปได้ว่า
- หน้าที่หลักของการบริหารปัจจัยด้าน “คน” ต้องจัดการสิ่งต่าง ๆ กับคน ทั้งการสรรหาคน จูงใจ รักษาคน แต่ต้องดูเพิ่มมากขึ้นคือต้องพิถีพิถันเกี่ยวกับพนักงานให้อยู่ได้ รวมทั้งมุ่งเน้นพัฒนาความรู้ให้กับ พนักงานมากขึ้น จากเหตุผลของการพัฒนาธุรกิจที่ก้าวข้ามประเทศทำให้ระดับการครองชีพสูง โดยเฉพาะความมั่นคงในการทำงานอันเนื่องจากการขาดความรู้ซึ่งกลายเป็นปัญหาโดยตรง
- ต้องมีการพัฒนาความรู้ให้กับนักบริหารและผู้ทำงานด้านทรัพยากรมนุษย์ ให้มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเติบโตในสายงาน หรือเติบโตได้ในส่วนอื่น ๆ ได้
- ต้องมีความเก่งและมีความรู้ด้าน HR อย่างดี นักบริหารทรัพยากรมนุษย์จะต้องเรียนรู้ไปสู่แขนงอื่น ๆ เพื่อให้สามารถรับบทบาทหน้าที่ใหม่ ๆ ให้ครอบคลุมกว้างขวาง จากการเปลี่ยนแปลงได้ขยายไปกว้างทั่งองค์กร และในทุกจุดต่างมีปัจจัยเรื่อง “คน”
- นักทรัพยากรมนุษย์ ต้องเป็นธุระคอยติดตามสังเกต ลงมือริเริ่ม และปรับองค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งมีอิทธิพลในการชักจูงคนให้เข้ามาทำงานรวมทั้งความคิดและการกระทำ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้วย
- การจัดการทรัพยากรมนุษย์ ต้องรับบทบาทในการสร้าง “ความสามารถ” (capability) ไม่ใช่เรียนเก่งอย่างเดียวแต่ต้องมีความสามารถในงานที่จะทำงานในหน้าที่ และเป็นที่ยอมรับ (acceptability) การมีคุณสมบัติหลายอย่างรวมทั้งด้านคุณธรรม เป็นที่ยอมรับจากคนทุกระดับ
- HR ต้องเปลี่ยนตัวเอง ให้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน มากกว่าการบรรยายความ หรือคาดคะเน มีการแข่งขันสูง และต้องมีการ “แข่งประสิทธิภาพ” ที่วัดผลได้จริง ทำให้การจัดการในการวัดประสิทธิภาพได้ชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกัน
- HR ต้องทำตัวเก่งและรับบทบาทในด้าน “การประสานและสร้างความร่วมมือ” การประสานความร่วมมือจะต้องรับหน้าที่สร้างกลไกการประสานและหลอมให้เข้ากันและรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียวจึงจะสำคัญยิ่งที่จะป้องกันมิให้เกิดสภาพต่างคนต่างทำ
- HR ต้องทำหน้าที่ติดตามแก้ไขปัญหา จะต้องตามทันนโยบายที่ทันสมัยเพราะความเจริญของข่าวสาร ทั้งภายในและภายนอก และกระแสความโปร่งใส ทำให้พลังของ Stakeholder แข็งแรงขึ้น
- HR ต้องมีลักษณะ “Global Man” ซึ่งหมายถึง การมีวงจรชีวิตที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนต่างชาติอยู่เนืองนิตย์ และประสบความสำเร็จ ทั้งในเชิงเป้าหมายงานและการยอมรับ ความน่าเชื่อถือทำให้เป็นคนมีวิสัยทัศน์
แม้แต่ในการดำเนินชีวิตและการบริหารงานบุคคลในองค์กรของข้าพเจ้าที่ผ่านมาก่อนจะได้เรียนรู้และอ่านหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ เมื่อมองย้อนกลับไปสะท้อนให้เห็นจุดที่ต้องปรับปรุงจำนวนมาก แต่น้อยที่สุดข้าพเจ้าจะต้องปรับตัวเองเองก่อน และมีความปรารถนาที่ยึด ดร.จีระแบบต้นแบบในการปฏิบัติงานการบริหารทรัพยากรมนุษย์ต่อไป ไม่มากก็น้อย แม้ว่าดร.จีระได้มีคำถามข้าพเจ้าว่าจะเป็นเหมือนอาจารย์ไหม ? ช่างเป็นการสรรหาคำตอบที่ดีสุดได้อย่างลำบากที่กล่าวออกมา แต่ในใจข้าพเจ้าก็ตอบออกมาดัง ๆ ว่า “ค่ะ” และข้าพเจ้าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดและจะพยายามยิ่ง ๆ ขึ้นในอนาคตต่อไป โดยยึดหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้เป็นคัมภีร์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อไป
“HR-Human Resources” หรือ “ทรัพยากรมนุษย์” ทรัพยากรมนุษย์ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดขององค์กร “
- การพัฒนาบุคลากร ในการทำงานในเมืองไทยไม่ใช่แต่ Know how อย่างเดียว ต้อง Know who ด้วย ตั้งแต่เขาเดินเข้ามาทำงานกับบริษัทเรา เขาจะได้รับการฝึกอบรมเอาใจใส่ดูแลจนกระทั่งวันที่เขาเกษียณอายุออกไป องค์กรจะดีเพราะมีคนเก่งและดี องค์กรจะแย่เพราะมีคนไม่เก่งและคนไม่ดี“คนเป็นคุณสมบัติที่มีค่าที่สุดขององค์การ” เรื่องคุณภาพของ “คน” กับ “การเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)” เป็นความสัมพันธ์ที่จะนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะภายหลังที่ได้นำระบบ TQM (Total Quality Management) ซึ่งการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพควบคู่ไปกับการพัฒนาคนอย่างจริงจัง การเพิ่มผลผลิตคือกุญแจสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกกิจการในเมืองไทย
- การดูแล “คน” อย่างดี เพราะมีแผนในการพัฒนาพนักงานให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อย นโยบายในเรื่องเปลี่ยนหมุนงานให้ได้เรียนรู้หลากหลายด้าน การทำงานที่เป็นระบบ มีความจงรักภักดี ความมีวินัยของคนในองค์กร และการเพิ่มผลผลิตเป็นความมุ่งมั่นในทำงานที่มีประสิทธิภาพ มีความเข้มงวดเรื่องต้นทุน (Cost) ทำงานทุกอย่าง อย่างมีคุณภาพ (Quality) และส่งสินค้าให้ลูกค้าทันตามกำหนด (Delivery) ด้วยราคาที่เป็นธรรม การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูง จะเกิดความเสียหายและผิดพลาดน้อย มีประโยชน์มหาศาลต่อองค์กร
- หลักการบริหารคน ความมีส่วนร่วมของพนักงาน ความผูกพันกับบริษัท พนักงานระดับหัวหน้างานจะต้องเปิดประตูตลอดเวลา เพื่อให้ลูกน้องได้พบปะปรึกษาหารือทุกคน การสร้างบรรยายกาศแบบคนในครอบครัวเดียวกันกลายเป็นวัฒนธรรม ที่สร้างแต่บรรยากาศความร่วมเย็นให้กับองค์กร
- การวางระบบเรื่องการพัฒนาบุคลากร เน้นการลงทุน (Investment) ของบริษัท ที่ไม่ใช่ต้นทุน (Cost) แต่คนเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญสูงสุด การเอาใจใส่ดูแลหมั่นพัฒนาให้เพิ่มพูนความรู้ความสามารถอยู่ตลอดเวลา บทบาทของผู้บริหาร จะต้องเป็นผู้ที่ต้องขับพลังและอัจฉริยภาพของบุคลากรในทุกระดับองค์กร
สองแชมป์กับทฤษฎี 4 L’s ที่แตกต่างกันบนเป้าหมายเดียวกัน
: หมู่บ้านแห่งการเรียนรู้
School that Learn
และเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนรู้เชื่อมศาสตร์หลาย ๆ ศาสตร์ เป็นคนที่ไม่หยุดการเรียนรู้ เลยต้องพัฒนาหาความรู้อยู่เสมอ การศึกษาที่ดีมาก สอนให้คนมีวินัย และวิธีการเรียน ค้นคว้า และอนุญาตให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ และระบบสนับสนุนความคิดนอกกรอบ เรื่องคน ความมีระเบียบวินัย มีคุณธรรมสูงรู้จักเคารพผู้ใหญ่ ยึดมั่นในศีลธรรม ไม่ทำความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูล
ทรัพยากรมนุษย์คือมูลค่าเพิ่มในระยะยาวไม่ใช่ต้นทุนอย่างเดียว เพราะสังคมจะอยู่ได้ต้องลงทุนในเรื่องคน
2.
คุณพารณฯ มีบทบาทในการ “ร่วมสร้าง” องค์กร มีแรงจูงใจอย่างสูงสุด แสดงอาการ
ชื่นชม แสดงความกระตือรือร้นเมื่อได้เห็นผลงานของลูกน้อง นิยมชมชื่นในสิ่งที่ลูกน้องทำ และเวลาชมใครก็จะชมต่อหน้าคนอื่น ๆ ทำงานด้วยความละเอียดรอบคอบ ทำด้วยการเอาตัวทุ่มลงไป การทำงานคือ การพักผ่อนไปในตัว การทำงานคือความสุข วัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบงานนำหน้าชีวิตส่วนตัว ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจหมด เป็นคนมีความอดทนสูง คนมีความสุขดังคำพระสอนไว้ว่า “คนที่มีความสุขคือคนที่อดทนคนอื่นได้เก่ง” เป็นผู้บริสุทธิ์ หรือ puritan เพราะหาที่ติไม่ได้ ทั้งทางโลกและทางธรรม ไม่ใช่คนโปรดปรานคำสรรเสริฐเยินยอ
คือ“ด้านดี” และมีจุดอ่อนคือ การแต่งกายที่ไม่ทันสมัยกี่ปีก็ยังสวมเสื้อพระราชทานสีตุ่น ๆ นั่งท่องสคริปต์อยู่นานสองนาน เห็นแล้วน่าเบื่อ ชอบซ่อกแซกของอร่อย ๆ มีอารมณ์ขัน และมองงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็น value added ด้วยใจ ด้วยสามัญสำนึก common man has no common sense คนที่มี common เป็นมนุษย์พิเศษ มีการ Motivation ในการกระตุ้นให้คนในองค์กรให้ความรักให้ความทุ่มเทต่อองค์กรอย่างเต็มที่
คุณพารณฯ เป็นต้นแบบ“คน” ใน 4 เรื่อง
- เรื่องแรก “คนเก่ง-คนดี” มีความเชื่อว่า คนที่สามรถพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จ ทั้ง
เก่งทั้งดี ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว จะต้องสร้างคนที่ทั้งเก่งทั้งดีในคน ๆ เดียว “เก่ง 4 ดี 4” เก่ง 4 ได้แก่ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งเรียน “ดี 4” “ประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม” สร้างคนด้วยการทำตัวเป็น “ตัวอย่าง” สร้างให้คน มี Capability สำหรับ “คนเก่ง” และ acceptability สำหรับ “คนดี” Acceptability ปลูกฝังให้เขาเป็นคนดีโดยจะมีระบบพี่เลี้ยง coaching หรือ mentoring หน้าที่ การให้ระบบความสัมพันธ์แบบพี่-น้อง ช่วยให้เกิดความอบอุ่นใจ
การพัฒนาความคิดเชื่อว่าคนทุกคนเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากกว่าทรัพย์สินอื่นใดในองค์กร รักษาไว้ให้ดีที่สุด มีการดูแลทุกข์สุขของคน holistic concern คนไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่เป็นเงินทองอย่างเดียว แต่ยังต้องการผลตอบแทนทางใจด้วย
- คนมีมนุษย์สัมพันธ์ management of love ความดีเขาก็มีกำลังใจในการทำงาน
ความขัดแย้งน้อย การเล่นพวกน้อย กระตุ้นมี 2 อย่าง แบบบวก กับ แบบลบ ถ้าจิตใจสงบบรรยากาศดี ได้ดี บรรยากาศไม่ใช่เฉพาะทางด้านกายภาพ แต่เป็นบรรยากาศของความเป็นมิตร เป็นทีมเวิร์ค ความจริงการทำงานเพื่องาน เพื่อความสุขจากการทำงาน เป็นคนเก่งที่อดทนสูง เป็นคนที่มี EQ คนที่ไม่ตำหนิ คนอื่น
“พันธุ์แท้” ต้องทำ 3 เรื่อง หนึ่ง ต้องทำให้สำเร็จ สอง-ต้องมีบารมี และสาม-ต้องยั่งยืน มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ อุทิศตัวต่อองค์กร
คุณพารณฯ สร้างความสำเร็จของการปลูกฝังวิธีการทำงานและอยู่อย่างยั่งยืน ตั้งใจทำจริงเป็นตัวอย่างและมีบารมีต่อพนักงาน ทำให้เกิดความรักและอยากปฏิบัติตาม เป็นผู้วางพื้นฐานของจรรยาบรรณของเครือซิเมนต์ไทย “business ethics” เป็นผู้เสาะแสวงหาคำว่าเป็น “คนดี” “คนเก่ง” ถึงขนาดไปคุยกับทุกศาสนาว่าคนดีในศาสนาต่าง ๆ มีลักษณะเช่นใด เสาะหาแบบเป็นระบบ หรือ systematic แล้วนำมาพัฒนามาเป็นหมวดหมู่ให้เข้าใจง่าย เหมือนพัฒนาจาก harware มาเป็น software ที่สวย บุคคลเจริญได้ด้วยจริยธรรมในการดำเนินชีวิตฉันใด บริษัทก็เจริญได้ด้วยจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจฉันนั้น เป็นปรัชญาการทำงานของเครือซิเมนต์ไทย
Corporate culture คือ อุดมการณ์การทำธุรกิจของเครือซิเมนต์ไทย เรื่องความซื่อสัตย์ของพนักงานต่อลูกค้าหรือต่อผู้ถือหุ้นต่อซัพลายเออร์ต่อทุกคน ต่อสังคมเป็นพื้นฐาน
“quality” หรือคุณภาพเข้าไปให้ทันกับยุคสมัย คุณธรรมกับคุณภาพ เป็นสิ่งที่เครือซิเมนต์ไทยยึดถือ ในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร 2 ประเภท คือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งมักเกิดกับองค์กรเก่า ส่วนองค์กรใหม่ย่อมยังไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีใครบอกให้มาช่วยสร้างวัฒนธรรมกันเถอะ แต่ว่ามาสร้างวิธีทำงานที่ดีกัน ถ้าองค์กรเป็นองค์กรใหม่ จะต้องมีวัฒนธรรมองค์กรให้พนักงานยึดถือ ให้องค์การเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นในอนาคต เป็นสิ่งที่ดีต่อการบริหารองค์กรสมัยใหม่
วัฒนธรรมการบริหารงานบุคคล ตั้งแต่การคัดเลือกคน การสืบทอดวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง การบริหารคนแบบญี่ปุ่น ต้องมีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ อุทิศตัวองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพ การเพิ่มผลผลิต (productivity improvement) เป็นการพัฒนาชาติให้ก้าวทันประเทศอื่นๆ และเจริญแบบยั่งยืน
การมีทักษะในการรับฟัง (listening skill) คิดว่าอะไรดีจะเอามาปฏิบัติ และทำเป็นตัวอย่างเสมอ คนที่เอาจริงเอาจัง กัดไม่ปล่อย เกิดอาการแบบ “hands-on” ทำอะไรทำจนจบ มองผลระยะยาวคือไม่ใช่เป็นไปตามแฟชั่น อันนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก การมาประชุมตรงเวลาและสร้างองค์กรให้มีบรรยากาศของครอบครัว ทรัยพากรมนุษย์ไม่ใช่เฉพาะคนที่ทำงาน แต่จะมององค์กรโดยรวม ใช้นโยบายการดึงคนเป็นพวก “เอาคนเป็นพวก”
“เครือข่ายคน” ประกอบด้วยคนหลายประเภท สร้างเครือข่ายได้แน่นหนาทั่วประเทศ
“ ความจงรักภักดี” ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรด้านการพัฒนาคน
-จุดที่หนึ่ง คือ เราเข้ามาด้วยความสามารถไม่ได้มีคนฝาก ฉะนั้นคนที่เข้ามาได้ย่อมมีความภูมิใจว่าได้เพราะความสามารถแท้ ๆ มีนโยบายเรื่องการรับคนตามระบบคุณธรรม
ถูกสอนให้จริงจัง มีระเบียบวินัย มีความจงรักภักดีแบบญี่ปุ่น ขณะเดียวกันบริษัทก็ดูแลสารทุกข์สุกดิบให้เขาอย่างครบถ้วน สอนให้หัวหน้าดูแลลูกน้อง มีระบบการบริหารงานที่ดี ผู้ใหญ่ที่สูงสุดดูแลผู้ใหญ่รองลงมา ผู้ใหญ่รองลงมา ดูแลระดับหัวหน้าลดหลั่นลงมาตามลำดับ
-จุดที่สอง การผสมผสานความคิดตะวันออกและตะวันตก การลงทุนในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร Bench-mark รับวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ถือเป็นตะวันออกร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่ปิดวัฒนธรรมตะวันตก เรื่องการพัฒนาองค์กรตลอดเวลา อันนี้คือความได้เปรียบทำให้เกิดความสมดุลมาถึงทุกวันนี้
การสร้างเครือข่าย (Network) ที่ดีที่สุดของบริหารงานบุคคล มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น
ขณะนี้เรามีทุน 2 อย่าง คือ ด้านบริหารกับด้านเทคโนโลยีเพื่อให้สมดุลกัน
ธุรกิจประสบความสำเร็จ ต้องมีนักบริหารที่ดี โครงการพัฒนานักบริหาร จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ การสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ learning opportunity
critical mark มีข้อดี เป็นการสร้างทีมเวิร์คขึ้นโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ประเมินจาก Management Development Program ประโยชน์มากที่สุด คือ ทีมเวิร์ค เพื่อน ได้ ความรู้ และทำตัวเองให้ทันสมัย บริหารงานได้
ผู้บริหารมาเห็นความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เราจะต้องสร้างหรือทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในตัวมนุษย์ เรียกว่า valued creation “action speaks louder than words” ต้องทำให้เห็นผลงานก็จะเกิดความศรัทธา
พัฒนาทรัยพากรมนุษย์เกิดผลในองค์กรอย่างจริงจัง HR เองต้องสร้างคุณค่าขึ้นมา line manager ตลอดจน Top Boss ซึ่ง HR ต้องเปลี่ยนบทบาที่ซ้ำซากจำเจมาช่วยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ strategic role ต้องเน้นให้มากขึ้น CEO หรือนายสูงสุดจะต้องเห็นความสำคัญเรื่อง HR ต้องผสมผสานกันองค์กรที่มี ซีอีโอเก่ง แต่ HR ตามไม่ทัน ก็ไม่ได้ผล ในทางตรงกันข้าม องค์กรที่มี HR เก่งมาก ๆ แต่นาย (CEO) ไม่เอาด้วย HR คนนั้นก็ลาออกอยู่ดี HR ถูกมองว่าใน 2 ส่วน เช่น หนึ่งพัฒนา HR เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เรากลับไม่มีทุนอีก อันหนึ่งคือว่า ซีอีโอบางคนมองแค่การอยู่รอด เพื่อความอยู่รอดองค์กรจะต้องลดค่าใช้จ่าย แต่ว่าผู้บริหารจะต้องดูว่า ใครคือคนที่ต้องเก็บไว้และจะต้องเก็บอย่างไร เก็บไปแล้วต้องพัฒนาเขา พวกที่คุณค่าน้อยก็ปล่อยออกไปโดยจ่ายเงินชดเชยที่เหมาะสมแก่สถานะของเขา เอาคนที่มีคุณค่าเก็บไว้ และต้องพัฒนาเขาให้ดีด้วย เพราะจะเป็นกลุ่มที่สร้างความยั่งยืนให้องค์กรได้ต่อไปภายหน้า
การเป็นที่ยอมรับ (performance acceptability) ความสามารถในการทำงาน (capability) ศักยภาพในการเติบโตในวิชาชีพ (potential career path) ต้องประชุมหารือกันตลอดเวลา เพื่อใช้ในการบริหารคนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ในการประเมินผล ผู้บังคับบัญชาประเมินลูกน้อง เอาผลประเมินมาเข้าระดับเครือ (Corporate Level) ระดับกลุ่ม (Business Group Level) ระดับบริษัท (Company Level) จะเชื่อมกัน ลดหลั่นเป็นระดับอย่างนี้ คนที่ประเมินลูกน้องไม่เป็นธรรมจะต้องถูกประเมินอีกครั้ง โดยคณะกรรมการ ผลที่ได้ย่อมเป็นข้อมูลที่ทันสมัย และถูกต้องอยู่เสมอ มี 2 องค์ประกอบ
หนึ่ง คือ ความสามารถในการทำงาน (capability) เราเรียกว่าตัว C อันนี้ไม่ใช่เรียนเก่งอย่างเดียวแต่ต้องมีความสามารถในงานที่จะทำงานในหน้าที่
สอง คือ การเป็นที่ยอมรับ (acceptability) เราเรียกว่าตัว A คือ การมีคุณสมบัติหลายอย่างรวมทั้งด้านคุณธรรม เป็นที่ยอมรับจากคนทุกระดับ ทำให้เกิดการจัดอันดับด้านศักยภาพที่เรียกว่า “potential list”
3.
ปรัชญาธรรมศาสตร์คือรักความเป็นธรรม คนเป็นหัวใจน่าจะขับเคลื่อนองค์กร
ดร. จีระ มีความสามารถในภาวะผู้นำและการบริหารและความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนมุ่งมั่นทำงาน และสามารถนำพาสถาบันให้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ถึงไม่อยู่ แล้วชื่อเสียงของสถาบันทรัพยากรมนุษย์ก็ยังอยู่และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทรัพยากรของประเทศมาโดยตลอด
ทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศ
การสอนให้คนรู้หนังสือ รู้ในเรื่องศาสตร์ต่าง ๆ เป็น Educated Person นั้นสำคัญก็จริง แต่การทำให้คนมี Educated Mind สำคัญกว่า คนที่มีการศึกษา หรือ Educated Person ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีการศึกษา เป้าหมายของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะให้บรรลุสู่การเป็นคนมีจริยธรรมมันเป็นเรื่องยากแต่คนที่มีการศึกษา ซึ่งสามารถพัฒนาเขาให้มีจริยธรรมได้ ตรงไปตรงมา และให้เกียรติเพื่อร่วมงาน รวมทั้งไม่นิยมล้วงลูก เป็นคนที่คนอื่นสั่งไม่ได้ เอาจริงเอาจังมิใช่เอาแต่พูด แต่จะต้องให้พอใจด้วยถึงจะทำ ถ้าไม่พอใจจะไม่ทำ คนแบบนี้ดีถ้าจะทำงาน จะทำเองจนสำเร็จ ไม่ต้องไปจี้ เพียงแต่ต้องรู้จักที่จะปฏิสัมพันธ์กับเขา มาจากตระกูลที่ดี จิตใจและพฤติกรรมจึงงดงาม
เขาเป็นคนรักอิสระ เป็นคนสุภาพมาก เป็นคนดีคนหนึ่งที่วางใจได้ มีความสามารถในระดับสากล
เป็นคนที่น่าจะยึดถือเป็นแบบอย่าง…อย่างยิ่ง
เน้นความสำคัญของคนเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องจักร และเงิน มนุษย์เกิดมาเท่ากันโดยพื้นฐาน แต่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะทำให้มีความสามารถทัดเทียมกัน การลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะสะท้อนแนวคิดของเขากับการพัฒนาสังคมโดยการให้คุณค่า
มีระบบความคิด และสามารถทำงานต่อเนื่องในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้ว ยังให้คุณค่าแก่ทรัพยากรบุคคล
ดร.จีระ การพัฒนาระบบความคิดไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้อุปสรรคที่ผ่านมาเป็นโอกาส เป็นบทเรียนในการแก้ไขสู่ความก้าวหน้า ในการวางแผนการประชุมให้เป็นการประชุมที่บูรณาการความคิดเข้าด้วยกันแต่สรุปแล้ว มีวิธีการทำให้สำเร็จ การทำงานอย่างเดียวไม่พอ จะต้องประสบความสำเร็จ Listening Skill คือรับฟังและบูรณาการความคิดของคนหลาย ๆ ความคิดเข้าหากัน การประชุมแต่ละครั้งจะเน้นการหารือกัน และทำงานร่วมกันเป็น Network Partnership
ทั้งการพิจารณาทรัพยากรในประเทศและในสังคมโลกที่ไกลออกไปบนความเปลี่ยนแปลงโลกจากกระแสโลกาภิวัตน์ ดร.จีระจะพูดเสมอถึงการสร้างความพร้อมของคนในประเทศ ระดับโลก ซึ่งทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติมากขึ้น มีความสนใจในการบริหารงานทรัพยากรมนุษย์และปัญหาแรงงานมาก ดร.จีระประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติด้วย ได้เน้นวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยทางด้านการเพิ่ม Labor Productivity กับการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้ใช้แรงงานของ ดร.จีระมาตลอด
สถาบันทรัพยากรมนุษย์พิมพ์เอกสารทั้งวิชาการหลายเล่มเป็นภาษาอังกฤษ และตีพิมพ์ส่งไปตาม Asia Books หนังสือของ ดร.จีระ บางเล่มก็ถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วย
ดร.จีระ เป็นผู้วางพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในประเทศไทย ดร.จีระเป็นผู้นำการศึกษาวิจัยเป็นระบบไปใช้ในการพัฒนาด้านแรงงาน ทำให้แรงงานมีความตื่นตัวในการเรียนรู้ และรู้จักนำข้อมูลทางเศรษฐกิจไปใช้ในการเจรจาต่อรองมากขึ้น
การมีเครือข่ายความสัมพันธ์ (network) ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งวิธีการบริหาร Network ให้ได้ผล ซึ่งแนวคิดดังกล่าว ดร.จีระได้พูดไว้ในทฤษฎี 8 k’s ก็คือ Social Capital ซึ่งแปลว่า ทุนทางสังคม หมายถึง ทุนมนุษย์มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งในช่วงหลัง ๆ ดร.จีระ ได้นำเอาทฤษฎี เรื่องทุนทางสังคมมาใช้บ่อย ๆ ปัจจัยอีกอันหนึ่งที่สำเร็จ นอกจากเป็นนักวิชาการที่มีข้อมีข้อมูลครบถ้วน และเชื่อมโยงได้ดีแล้ว ยังมีการบริหารแบบเปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือ Paradigm Shift คือบริหารแบบนอกกล่องเพราะถ้าต้องการผลงานที่วัดได้ การบริหารต้องเร็ว คล่องตัว ไปถึงลูกค้าให้เร็วที่สุด
“พันธุ์แท้” มีนิยาม 2 ชนิด คือ พันธุ์แท้ที่พัฒนา กับ พันธุ์แท้ที่ไม่พัฒนา ของแท้จะต้องอยู่คงทน มี imaginative หรือความคิดริเริ่มใหม่ ๆ อยู่เรื่อย และมีลักษณะของคนหลายแนวความคิด หรือถ้าเป็นสินค้าจะมีวัตกรรม หรือ innovation อยู่ตลอดเวลา เลยเป็นพันธุ์แท้ที่อยู่ได้อย่างสมบูรณ์สมบูรณ์ “ พันธุ์แท้ ” คือการไม่หยุดและดร.จีระก็ไม่หยุด ไม่ได้เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญ ด้านทรัพยากรมนุษย์ หรือมืออาชีพ แต่ทำตัวเป็น Strategist สามารถรู้เรื่องธุรกิจมองลึกไปด้วยอย่างเป็นพันธุ์แท้ ทุกอย่างในโลกนี้ดีไม่ได้ถ้าคนไม่ดี ฉะนั้น จำเป็นต้องมุ่งไปที่ทรัพยากรมนุษย์ ด้านธุรกิจคือยกระดับความสำคัญของ HR ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ แต่ก่อน HR ทำแบบเดิม Recruitment ค่าตอบแทน แรงงานสัมพันธุ์ ดร.จีระมีอิทธิต่อผู้บริหารงานบุคคลในยุคแรก ๆ ที่สนใจเฉพาะเรื่องกฎหมายแรงงาน และแรงงานสัมพันธุ์ หันมามองเรื่องยุทธศาสตร์ มองเรื่องการเงิน มองเรื่องการตลาด และ HR กับความสามารถในการแข่งขัน ยุคนี้เรากำลังบ้าคลั่งแนวคิดเรื่อง Balanced Scorecard ดร.จีระมี Common Sense ที่เห็นคนเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจ และจะสำเร็จได้ต้องมองที่เรื่องการเงิน และการตลาดด้วย
ดร.จีระมองเรื่องการลงทุนเป็นทรัพยากรมนุษย์และคนอย่างมาก ในบรรดาทรัพยากรที่มีจำนวนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น M – money, M – machine, M – management, M – material ฯลฯ วัตถุต่าง ๆ แต่ M ที่สำคัญที่สุดคือ M – Man คนคือ the most valuable asset คนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามาก การทำเรื่องคน จึงมีประโยชน์ต่อองค์กรมาก ประเด็นความสำคัญของมนุษย์มาเป็นทรัพย์สินที่มีค่าได้ชัดเจนและต่อเนื่อง และมีอิทธิพลอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนจะต้องมีปรัชญาเหมือนกันว่า make people before marking product ต้องสร้างคนก่อนจะสร้างระบบสินค้า หมายความว่า คนเก่งทุกอย่างดีหมด เรื่อง MBR- Management by Result คือการจัดการที่ดี มีผลลัพธ์ที่ดี คือขายเก่ง ตลาดเก่ง ผลิตเก่ง สินค้ามีคุณภาพ องค์กรที่อยู่รอดคือองค์กรที่ดูแลเรื่องคน องค์กรที่อยู่ไม่รอด คือ องค์กรที่ไม่พัฒนาคน
5. ความเชื่อ…ศรัทธา และหลักการ
หัวใจของงานบริหารบุคคล คือ การที่ผู้นำขององค์กรมีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องคน และกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง รวมทั้งผู้บริหารสามารถเข้าถึงปรัชญาของทรัพยากรมนุษย์ที่ว่า “คน”ถือเป็นทรัพย์สิน หรือ asset ที่สำคัญที่สุดขององค์กร
Karl Mark บิดาแห่งเศรษฐกิจสังคมนิยมเขียนไว้ในหนังสือ “Dash Capital” ถึงทุนทางเศรษฐศาสตร์ ว่าประกอบด้วย ทุน 6 ทุน ได้แก่
K1 – Human Capital ทุนมนุษย์
K2 – Intellectual Capital ทุนทางปัญญา
K3 – Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม
K4 – Happiness Capital ทุนแห่งความสุข
 
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เป็นอาจารย์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มองจากภาพใหญ่ลงสู่ภาพเล็ก สไตล์การสอนไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เวลาสอนเป็นกันเอง นักศึกษาไม่หลับ นักศึกษาสนใจและมีส่วนร่วมอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นให้นักศึกษาคิดและวิเคราะห์ วิจารณ์ ในบทความที่อาจารย์เขียน เน้นให้นักศึกษาเกิดความรู้ และสามารถนำไปใช้งานได้โดยแบบเข้าใจ ไม่ใช่การจดจำ
นายสรศาสตร์ ศรีธัญรัตน์
นักศึกษา ป.เอก รุ่น 2
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ขออภัยเกิดความผิดพลาดในการส่ง blog ครั้งแรก ขอความกรุณาแก้ไข อ่านถึงโดยยึดหนังสือทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้เป็นคัมภีร์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่อไป
ขอโทษมาก ๆ ค่ะ
Miss Chantima ! . I don’t understand why your opinions are so long . What’s going on ? I ‘m too lazy to read the whole passage .
เรียน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ที่เคารพอย่างสูง
จากการเรียนวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2549
ทำให้กระผมรู้จักวิธีการวิเคราะห์บทความจากหนังสือพิมพ์จากท่านอาจารย์ตลอดจนรูปแบบและเทคนิคการเขียนบทความ
นายคงฤทธิ์ กุลวงษ์
นักศึกษา ป.เอก รุ่น 2
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
จากที่ได้เรียน"นโยบายทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต"กับท่านอาจารย์จีระ หงส์ลดารมภ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม 2549 อาจารย์มีวิธีการสอนที่ไม่เหมือนใคร ทำให้นักศึกษาตั้งใจเรียน กระฉับกระเฉง และมีส่วนร่วมในการเรียน ทำให้รู้จักวิเคราะห์และวิจารณ์บทความ และยังได้แง่คิด แง่มุมใหม่ๆ เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์จากหนังสือ "Champions"
กราบเรียนท่านอาจารย์ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ที่เคารพ
ผมมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้เรียนและศึกษาจากท่านอาจารย์ เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเปรียบเสมือนได้ประสบการณ์จริง และตรงประเด็น ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้รับความรู้และสิ่งที่ใหม่ สด เป็นจริง ตรงประเด็น นำไปปฏิบัติได้
กตัญญู แก้วหานาม (แก่น) รป.ด.1 ม.อุบลราชธานี
ได้อ่านบทความสู่ศตวรรษใหม่ เรื่อง “การสร้างการทูตภายประชาชนที่คุณหมิง” ของท่านอาจารย์จิระ หงศ์ลดารมภ์ มองดูแล้วก็ขำเห็นอาจารย์ซึ่งเป็นนักวิชาการคุณภาพทางด้าน HR ออกตัวเรื่องการเมืองแต่ก็ยังอดใจไม่ได้เอาสักหน่อย 10 กว่าบรรทัดเห็นด้วยครับอาจารย์ เพราะมันเป็นหน้าที่ของพวกเราๆที่เรียนเรื่องคนกันมอย่างหนัก ทำไมเราจะวิพากษ์เรื่องคนไม่ได้เชียวหรือโดยเฉพาะคนที่เป็นผู้นำของคนทั้งประเทศและเป็นบุคคลสาธารณะ และอีกอย่างอาจารย์ก็วิจารณ์อยู่เหตุและผลโดยยึดเอาประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหลัก อาจารย์สั่งสอนพวกเราให้เห็นถึงความสำคัญของคนในองค์กร เห็นคนเป็น Asset ที่ล้ำค่า ดังนั้นเราก็อยากจะเห็นผู้นำของเรายืนอยู่บนตำแหน่งที่สำคัญอย่างสง่าผ่าเผย เป็นแบบอย่างที่ดีของพวกเราๆ ต่อไปใช่ไหมครับ
ผมอ่านบทความของอาจารย์จากหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 49 ก็เหมือนเดิม นักวิชาการเกี่ยวกับ HR หัวใจเป็น HR ก็มีแต่ความคิดในการที่จะทำให้คนในบ้านเมืองเป็นคนเก่ง-ดี ของสังคมโดยเฉพาะเห็นอาจารย์เน้นเรื่องคนในภาคอีสานแล้ว “ขนลุก” (ผมลูกข้าวเหนียวครับ) ท่านมองลึกลงไปไม่ว่าจะเรื่องการพัฒนาผู้นำ ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น โดยท่านมุ่งเข้ามาที่ภายในอีสาน ผมต้องขอขอบพระคุณอาจารย์แทนคนอีสานเป็นอย่างมากครับ อาจารย์จะเปิดอบรมบุคลากรดังกล่าวโดยให้รับการเปิดไปเรื่องของอธิการบดี ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ ในการที่จะเปิดโครงการให้เกิดสังคมการเรียนรู้ปรับพฤติกรรมการเรียนรู้ โดยท่านจะนำหลักการของ HR โดยการเสนอทฤษฎี 4L’s 8K’s 5K’s, 7Habits มาเป็นแนวทางการให้ความรู้แก่บุคลากรดังกล่าว
ผมดีใจมากที่ท่านได้เล่าเรื่องการนำทฤษฏี 4L’s ของท่านพร้อมทั้งได้นำเรื่องทฤษฎีความพอเพียงไปทูตที่ประเทศจีนและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทำให้เห็นว่าเราใช้วิชาการที่ดี เชื่อมวิชาการที่ดีของอีกประเทศหนึ่ง เป็นสื่อในการแสดงให้เห็นทั้งการทำงานร่วมกัน (Participation) ระหว่างประเทศในการร่วมมือร่วมใจกันในการเกษตรแบบยั่งยืน
ในวันที่ 19 มี.ค. 49 พวกเราได้เรียนรู้จากอาจารย์ในเรื่องของ HR อาจารย์ได้ให้ทฤษฎีแก่เราหลายๆ เรื่อง ไม่ว่า 4L’s, Learning Organization เราได้รู้เรื่อง HR Architecture เรื่องทฤษฎี 2R’s ที่อาจารย์เน้นนักเน้นหนาว่า ต้องมองความจริง Reality และให้ตรงประเด็น Relevant มุ่งท้ายในการเรียนวันนี้ อาจารย์สอนเรื่อง Human Capital ทุนมนุษย์และทุนทางปัญญา Intellectual Capital โดยให้เปรียบเทียบกันดู
สรุปส่งท้ายจริงๆ พวกเราได้รับรู้เรื่องของ คน เราได้เห็นถึงการทำงานของ คน แล้วเราก็จะนำสิ่งดีๆ ที่ได้รับไปใช้ในสังคม และส่วนที่เราวิเคราะห์วิจัย ถกเถียงกันแล้วเห็นว่าได้ดีเราจะอยู่ห่างๆ และพยายามแก้ไขต่อไปเพื่อสังคมของเรา คนเรานี้ถ้าตัดคำว่า อยาก ออกไปได้ก็ จบ
ทุกข์ยึดเพราะ………..อยาก
ทุกข์มากเพราะ………พลอย
ทุกข์น้อยเพราะ……..หยุด
ทุกข์หยุดเพราะ………ปล่อย
อนิจจังไม่เที่ยงแท้………..
ปัญหาทรัพยากรมนุษย์ในยุคGlobalization
ผู้เขียนได้อ่านบทความของศ.ดร. จิระ หงส์ลดารมภ์เรื่อง"สร้างการฑูตภาคประชาชนที่คุนหมิง" ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับลงวันที่ 18 มีนาคม 2549 โดยตอนหนึ่งท่านได้พูดถึงการเรียนปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีว่า ได้เน้นการวิจัยที่สะท้อนภาพความเป็นจริงในภาคอีสาน และในขณะเดียวกันผู้เขียนก็ได้อ่านบทความของสเตฟาน เทอิล ในวารสารReader's Digest ฉบับประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2549 เรื่อง "ฤายุโรปจะร้างผู้คน" ซึ่งสรุปความได้ว่า ปัจจุบันทวีปยุโรปกำลังเกิดวิกฤตด้านประชากรกล่าวคือมีพื้นที่หลายแห่งถูกทอดทิ้งจนแปรสภาพเป็นป่า ด้วยสาเหตุหลักคือ อัตราการเกิดลดลง และการอพยพจากชนบทเข้าสู่เมือง จากรายงานล่าสุดของสหประชาชาติระบุว่า ในปี2573 หรืออีก 24 ปีข้างหน้า ประชากรในยุโรปจะหายไปถึง 30 ล้านคน เฉพาะในชนบทประชากรลดลงถึง 1ใน 4 ส่วนการอพยพจากชนบทเข้าสู่เมืองจะยิ่งทำให้เลวร้ายยิ่งขึ้น สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นจะกระทบทุกด้านเช่น การท่องเที่ยว ผู้สูงอายุ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการกำหนดนโยบายด้านการเกษตร เป็นต้น ส่วนการแก้ปัญหาในแต่ละประเทศจะไม่เหมือนเช่น อังกฤษและฝรั่งเศส มีนโยบายชะลอการลดประชากร และดึงดูดประชากรกลุ่มใหม่ให้เข้าไปตั้งถิ่นฐานแทน ซึ่งได้ผลเมื่อชนชั้นกลางนิยมมีบ้านหลังที่สองท่ามกลางเลือกสวนไร่นา หรือกรณีของอิตาลีก็ส่งเสริมให้นักลงทุนซื้อที่ดินและอาคารเก่าแก่ยุคกลางเพื่อนำมาปรับปรุงเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวและนักปีนเขา เป็นต้น แต่ก็มีหลายประเทศที่ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
จากปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์ของยุโรปข้างต้น ผู้เขียนก็อดนึกถึงประเทศไทยไม่ได้ โดยเฉพาะภาคอีสาน ไม่ว่าเราจะเดินทางไปใหนในชนบทก็มีแต่ผู้สูงอายุและเด็ก เมื่อสอบถามก็ได้รับคำตอบคล้ายกันว่า คนหนุ่มสาวซึ่งเป็นลูกของคนสูงอายุและเป็นพ่อแม่ของเด็กย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมืองหลวง หรือเมืองใหญ่ คงที้งให้ปู่ย่าตายายและหลานอยู่ด้วยกันตามลำพังและส่งแต่เงินทองมาให้ใช้จ่ายเท่านั้น และคนหนุ่มสาวเหล่านั้นจะกลับมาเยี่ยมบ้านอีกครั้งหนึ่งเมื่อถึงเทศกาลที่สำคัญเช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เป็นต้นเท่านั้น
ส่วนปัญหาหรือผลกระทบแทบจะไม่มีใครรู้ว่า มีผลกระทบต่อทั้งภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยภาคเศรษฐกิจนั้นขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร ซึ่งมักจะได้ยินอยู่เสมอว่า มีการนำชาวต่างชาติซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านมาช่วยในการทำเกษตรอย่างผิดกฎหมายอยู่ทุกปี และการที่ไม่มีแรงงานภาคเกษตรดังกล่าวชาวไร่ชาวนาก็มักจะจ้างแรงงานทั้งต้องซื้อปุ๋ยด้วย จึงทำให้ชาวไร่ชาวนาเกิดภาวะยากจนซ้ำซากเพราะมีต้นทุนสูง และนอกจากนี้ยังเป็นการทำลายวัฒนธรรมการลงแขกที่มีมาแต่ดั้งเดิมของไทยด้วย และการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองก็ทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด เผาผลาญพลังงานโดยไม่ก่อให้เกิดผลทางเศษฐกิจแต่อย่างใด และยังเกิดปัญหาชุมชนแออัด ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมต่างๆตามมา
ส่วนปัญหาด้านสังคมนั้น ทำให้เกิดปัญหาการหย่าร้าง ปัญหาภายในครอบครัวเช่น พ่อทะเลาะกับแม่ พ่อแม่ทะเลาะกับลูกเพราะแต่ละฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้กันมุ่งแต่หาวัตุนิยมจนลืมคิดไปว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน และนอกจากนี้ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในภาคอีสานคือ ปัญหาทางทัศนคติหรือค่านิยมที่เปลี่ยนไปซึ่งได้แก่ ทัศนคติของสตรีชาวอีสาวที่นิยมมีสามีชาวต่างประเทศ ผู้เขียนพบว่ามีหลายหมู่บ้านในหลายจังหวัดในภาคอีสานมีเขยเป็นชาวต่างชาติ ถึงกับมีจังหวัดหนึ่งมีการตั้งชมรมเขยฝรั่งขึ้น จึงเป็นปัญหาที่น่าวิจัยเป็นอย่างยิ่งของนักทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้
ส่วนการแก้ปัญหานั้น ผู้เขียนยังมองไม่เห็นว่า ภาครัฐได้เอาจริงเอาจังในการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร จึงเป็นหน้าที่ของนักทรัพยากรมนุษย์ทั้งหลายที่จะต้องช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อนให้รัฐกำหนดนโยบายด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างชัดเจนต่อไป แม้จะใช้เวลานานสักเพียงใดก็ตาม
จากการได้อ่านบทความสร้างการทูตภาคประชาชนที่คุนหมิง จากหนังสือแนวหน้า วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2549 แสดงให้เห็นว่า ดร.จีระ เป็นทรัพยากรมนุษย์พันธ์แท้ แม้จะไปถึงคุนหมิง ยังเน้นการนำเสนอทฤษฎี 4 L’s 8 K’s 5 K’s 7 Habits ตลอดจนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่นำประโยชน์ทั้งชาวไทยและชาวจีนและนำไปสู่ความยั่งยืน
โดยเฉพาะ ดร.จีระ มีความฝันตั้งแต่เยาว์วัยที่จะไปเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ และในวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2549 นักศึกษาปริญญาเอกรัฐประศาสนศาสตร์ รุ่นที่
2มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จะไปศึกษานอกสถานที่ที่เขาพระวิหารจังหวัดศรีสะเกษ และเป็นการเติมฝัน ดร.จีระ ให้เป็นจริง
การศึกษานอกสถานที่ของนักศึกษา รปด. รุ่นที่1 ,2 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่เขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ พวกเราได้ศึกษาทุนทางวัฒนธรรม ที่ล้ำค่าของโลก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของประเทศไทย แต่จากสาเหตุใดก็ตามข้าพเจ้าคิดว่า ก่อนนั้นถ้าประเทศไทยเรามีทุนทางปัญญาที่ดี ประเทศไทยเราคงจะไม่เสียเขาพระวิหารไป ซึ่งเขาพระวิหารห่างจากตัวเมืองประมาณ 600 กม. และทางขึ้นก็อยู่ที่ฝั่งประเทศไทย จ้า และ ณ วันนี้ ดร.จีระ ฝึกอบรมที่จังหวัดขอนแก่น
ขอขอบพระคุณ อาจารย์ดร.จีระิ์ หงส์ลดารมภ์ ที่ให้ความกรุณาเข้าร่วมกับ ชุมชน: ศูนย์รวมความรู้องค์กรพัฒนาเอกชน
ขอบคุณที่ท่านอาจารย์ให้ความกรุณาแก่รุ่น3 habbits ล่าสุดที่ท่านอาจารย์หรือCoach ของรุ่น 3 ได้มีโอกาสให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ระดับล่าง (รปภ)ทุกคนมีความสุขและเห็นว่าตนเองสำคัญ เพราะระดับกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ยังใรบห้ความสนใจพวกเขา นอกจากนั้นพวกเรารุ่น 3 ได้ขยายเครือข่ายให้หัวหน้างานหัวหน้าหน่วยที่ยังไม่ได้รับโอกาสในการเข้าอบรม มาฟังการบรรยายเรื่อง "การ บริหารความขัดแย้งเชิงบูรณาการ" และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการติดตามขยายผล หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในรุ่น3 อยากเข้าฟังอาจารย์ทุกครั้ง ดังนั้น ผมจึงได้ขอความเห็นชอบให้ รศ.รังสรรค์ เนียมสนิท ท่านรองฯ ให้โอกาสในการที่จะให้ท่านอาจารย์ได้พูดถึงการพัฒนาภาวะผู้นำ ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 เวลา 14.00 - 16.00 น.
ผมในฐานะประธานรุ่น จำคำพูดของCOach ได้เสมอให้รักษาสุขภาพ ผมทำตามที่ท่านแนะนำตลอดเพราะผมอยากมีโอกาสร่วมกิจกรรมดีๆกับท่านนานๆ
และผมได้เสนอ รองฯรังสรรค์ เนียมสนิท ไปว่า หากกรรมการสภามหาวิทยาลัยฯ มีโอกาสทำแบบท่าน คือ เช้าประชุมสภาฯ และช่วงบ่ายใช้เวลาลงไปติดตามและสัมผัสกับหน่วยงาน/คณะวิชา ตามภาระกิจที่รับผิดชอบเพื่อได้ข้อมูลที่เท็จจริง ตามทฤษฎี 2 R's คือ ความจริง(Reality) และตรงประเด็น(Relevance) ผมว่าจะดีมาก
สำหรับการบริหารความขัดแย้งเชิงบูรณาการ มีความชัดเจน คือ การขัดแย้งส่วนตัว และความขัดแย้งส่วนรวม ดังนั้นการแก้ไข ตามที่ท่านแนะนำไว้ 3 State โดย Stateที่ 1 ให้มีการสำรวจปัญหาและพยายาหาทางแก้ไขโดยใช้ทฤษฎีต่างๆมาเป็นแนวทางแก้ไข State ที่ 2 หากแก้ไขใน State แรกไม่สำเร็จต้องหาพี่เลี้ยงหรือตัวช่วยที่มีตำแหน่งที่สูงกว่าหรือมีประสบการณ์มากว่ามาช่วยแก้ไข และ State ที่ 3 หากผ่านมาถึงจุดนี้ หากแก้ไขไม่ได้ คือ ความล้มเหลว และสู่ความหายนะ บทสรุปอย่าให้เกิดกับสังคมไทยหรือหน่วยงานไหนดีที่สุด
ขอบคุณที่ท่านอาจารย์ให้ความกรุณาแก่รุ่น3 habbits ล่าสุดที่ท่านอาจารย์หรือCoach ของรุ่น 3 ได้มีโอกาสให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ระดับล่าง (รปภ)ทุกคนมีความสุขและเห็นว่าตนเองสำคัญ เพราะระดับกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ยังใรบห้ความสนใจพวกเขา นอกจากนั้นพวกเรารุ่น 3 ได้ขยายเครือข่ายให้หัวหน้างานหัวหน้าหน่วยที่ยังไม่ได้รับโอกาสในการเข้าอบรม มาฟังการบรรยายเรื่อง "การ บริหารความขัดแย้งเชิงบูรณาการ" และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการติดตามขยายผล หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในรุ่น3 อยากเข้าฟังอาจารย์ทุกครั้ง ดังนั้น ผมจึงได้ขอความเห็นชอบให้ รศ.รังสรรค์ เนียมสนิท ท่านรองฯ ให้โอกาสในการที่จะให้ท่านอาจารย์ได้พูดถึงการพัฒนาภาวะผู้นำ ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 เวลา 14.00 - 16.00 น.
ผมในฐานะประธานรุ่น จำคำพูดของCoach ได้เสมอให้รักษาสุขภาพ ผมทำตามที่ท่านแนะนำตลอดเพราะผมอยากมีโอกาสร่วมกิจกรรมดีๆกับท่านนานๆ
และผมได้เสนอ รองฯรังสรรค์ เนียมสนิท ไปว่า หากกรรมการสภามหาวิทยาลัยฯ มีโอกาสทำแบบท่าน คือ เช้าประชุมสภาฯ และช่วงบ่ายใช้เวลาลงไปติดตามและสัมผัสกับหน่วยงาน/คณะวิชา ตามภาระกิจที่รับผิดชอบเพื่อได้ข้อมูลที่เท็จจริง ตามทฤษฎี 2 R's คือ ความจริง(Reality) และตรงประเด็น(Relevance) ผมว่าจะดีมาก
สำหรับการบริหารความขัดแย้งเชิงบูรณาการ มีความชัดเจน คือ การขัดแย้งส่วนตัว และความขัดแย้งส่วนรวม ดังนั้นการแก้ไข ตามที่ท่านแนะนำไว้ 3 State โดย Stateที่ 1 ให้มีการสำรวจปัญหาและพยายาหาทางแก้ไขโดยใช้ทฤษฎีต่างๆมาเป็นแนวทางแก้ไข State ที่ 2 หากแก้ไขใน State แรกไม่สำเร็จต้องหาพี่เลี้ยงหรือตัวช่วยที่มีตำแหน่งที่สูงกว่าหรือมีประสบการณ์มากว่ามาช่วยแก้ไข และ State ที่ 3 หากผ่านมาถึงจุดนี้ หากแก้ไขไม่ได้ คือ ความล้มเหลว และสู่ความหายนะ บทสรุปอย่าให้เกิดกับสังคมไทยหรือหน่วยงานไหนดีที่สุด