ชีวิตของผมเป็นหนี้หนังสือทางเลือก หรือหนังสือที่เผยแพร่ความคิดที่ไม่ใช่กระแสหลัก    โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขียนและส่งเสริมกิจการโดย อ. สุลักษณ์ ศิวรักษ์   ผมอ่านหนังสือเหล่านี้มาตั้งแต่หนุ่มๆ ทำให้มีความคิดหลายอย่างไม่ลงรอยกับความคิดกระแสหลัก   ผมคิดว่าความรู้ที่ยึดพื้นที่สังคมไทย เสนอมุมมองที่ไม่หลากหลายพอ    ทำให้คนของเรามีความคิดที่แคบ    ตอนเป็น ผอ. สกว. ผมจึงคิดหาทางส่งเสริมให้เกิดสำนักพิมพ์หนังสือกระแสทางเลือกอีกสัก ๑ – ๒ สำนัก
          จนกระทั่งได้มารู้จักและพูดคุยกับ ดร. เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ (ยุค ศรีอารยะ)  และคุณพิทยา ว่องกุล ในประมาณปี ๒๕๓๘ – ๒๕๓๙   โดยการแนะนำของ รศ. ดร. บุญรักษ์ บุญญะเขตมาลา ผอ. ฝ่าย ๑  ของ สกว. ในขณะนั้น
          โครงการวิถีทรรศน์ สนับสนุนโดย สกว. และมูลนิธิภูมิปัญญา  สำนักพิมพ์อมรินทร์พริ้นติ้งเอื้อเฟื้อสถานที่    หนังสือเล่มแรกชื่อ “กลียุคกับหายนะเศรษฐกิจไทย” ส.ค. ๒๕๔๐  ในคำนำผมเขียนไว้ดังนี้ “… สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้การสนับสนุนโดยมีเจตนารมณ์ที่การส่งเสริมให้มีการเผยแพร่องค์ความรู้ วิสัยทัศน์ และทางเลือกต่างๆ ต่อสังคมไทย  ทั้งที่ผลิตขึ้นจากภายในและนอกประเทศ  อันจะนำไปสู่วงจรการศึกษา ถกเถียง แลกเปลี่ยน เรียนรู้ วิจารณ์ วิจัย และพัฒนาความคิดและปัญญาใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์องค์ความรู้ที่หลากหลายและเป็นองค์รวมต่อการพัฒนาสังคมของเราในด้านต่างๆ อย่างไม่สิ้นสุด   ดังอุดมการณ์ สกว. ที่ว่า ‘สร้างสรรค์ปัญญา เพื่อพัฒนาประเทศ’”
          หนังสือเล่มนี้ และเล่มต่อๆ มา ดังระเบิด    เพราะออกมาในช่วงที่คนต้องการความรู้ที่ลึกซึ้ง ในแนวกระแสทางเลือก หรือเสนอมุมมองที่แปลกออกไป อยู่พอดี    เพราะเป็นช่วงที่สังคมไทยกำลังสับสนหลังเศรษฐกิจล่ม    ศ. นพ. ธารา ตริตระการ แห่งภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บอกผมว่า ท่านได้ซื้อหนังสือในชุดของโครงการวิถีทรรศน์หลายเล่ม นำไปทูลเกล้าฯ ถวายในหลวง  
          หนังสือของโครงการวิถีทรรศน์ช่วงแรกมี ๒ ชุด คือชุดโลกาภิวัตน์ กับชุดภูมิปัญญา   ต่อมาจึงมีชุดเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไทย  กับชุดประวัติศาสตร์วัฒนธรรมชนชาติไท (http://rescom2006.trf.or.th/display/show_colum_print.php?id_colum=1099)  ที่ร่วมมือกับโครงการวิจัยของ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ร่วมกันจัดพิมพ์เผยแพร่
          ในคำนำของหนังสือเล่มแรกที่อ้างข้างต้น อีกตอนหนึ่งผมเขียนไว้ว่า “การสนับสนุนของ สกว. จะเป็นไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง  โดยมีเป้าหมายที่จะให้นิตยสาร/ชุดหนังสือ “วิถีทรรศน์” สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในที่สุด …”    จึงได้มีการจัดตั้งมูลนิธิวิถีทรรศน์ ขึ้นมาเป็นนิติบุคคลดูแลโครงการนี้ หลังจากสิ้นสุดการสนับสนุนทางการเงินจาก สกว.   แต่ผมก็ยังสนับสนุนทางใจ และเป็นกรรมการของมูลนิธิด้วย  
          ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) ที่ผมเป็นผู้อำนวยการ ได้ร่วมมือกับ สถาบันวิถีทรรศน์ จัดพิมพ์หนังสือ “เครือข่ายชุมชนพอเพียง” เป็นหนังสือในชุดภูมิปัญญา ลำดับที่ ๔๘   โดยทาง สคส. มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับประเทศ ให้เห็นว่าหากชุมชนรู้จักจัดการความรู้ของตนเอง ชุมชนก็จะเข้มแข็ง    ผมมีความสุขใจมาก ที่ได้ร่วมมือกับสถาบันวิถีทรรศน์ อย่างใกล้ชิดอีกครั้งหนึ่ง
          เมื่อต้นปี ๒๕๕๑ คุณพิทยา ว่องกุล ไปเยี่ยมผมที่ สคส.    ได้พูดคุยกันในฐานะคนรักใคร่นับถือกัน   ได้ทราบว่าคนเก่าๆ ที่เคยทำหนังสือในโครงการวิถีทรรศน์ ได้โยกย้ายออกไปทำงานอื่น   คุณพิทยา ซึ่งออกไปทำกิจกรรมอื่นอยู่ช่วงหนึ่งได้กลับมาดูแลกิจการของสถาบันวิถีทรรศน์ ต่อ    โดยที่สถาบันมีฐานะทางการเงินไม่ดีนัก เพราะตลาดหนังสือแนวนี้ไม่ดี   ผมมองว่าการแข่งขันในตลาดหนังสือเข้มข้นมาก   สถาบันวิถีทรรศน์เก่งด้านจัดทำหนังสือ แต่ไม่เก่งด้านการตลาด   จึงลุ่มๆ ดอนๆ ด้านการเงิน
          ทุกอย่างในโลกล้วนอนิจจัง    แต่ผมก็มีความสุขใจทุกครั้งที่นึกถึงโครงการวิถีทรรศน์   ว่าเป็นกิจกรรมที่ได้ก่อคุณูปการแก่สังคมไทยอย่างมาก    ในการเสนอความรู้บูรณาการที่เป็นมุมมองที่ฉีกแนวไปจากกระแสหลัก   ทำให้สังคมไทยได้รับความรู้ที่หลากหลายมุมมอง

 

วิจารณ์ พานิช
๙ เม.ย. ๕๑