วันที่สาม วันสุดท้ายของการอยู่ที่กลันตันครับ เริ่มต้นด้วยการไปหาที่ทานอาหารช้าวครับ สุดท้ายเราเลือกทานนาสิดาแฆ ครับ ร้านนี้ทำทีมเราเอออยู่นานครับจึงจะได้ทานกัน เขาไม่มีข้าวใส่จานครับ จะห่อกระดาษและใบตองมาเสริพเท่านั้น ตอนไปสั่งเขาก็ถามว่าจะทานที่ร้านหรือที่อื่นๆ เราก็ตอบว่า ทานที่ร้าน แต่ทั้งหมดก็ไม่ใส่จานครับ ห่อใบตองมาเสริฟเหมือกัน

(บริเวณด้านในที่ว่าการรัฐ จัดได้สวยมากครับ)
เจ้าหน้าที่รัฐมารับเราจากที่พักไปที่ว่าการรัฐ เก้าโมงกว่าครับ จริงๆ เขานัดเราเก้าโมง มาช้าเกือบครึ่งชั่วโมง แต่แล้วก็ไม่ได้เจอกับรัฐมนตรีแห่งรัฐครับ เนื่องจากท่านติดภารกิจกลับมาไม่ทัน เพราะเมื่อวานเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคบาสมีประชุมกันที่รัฐเปรัค แต่เราได้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมาแทน ซึ่งก็อาจจะดีกว่าการสัมภาษณ์รัฐมนตรีครับ เพราะที่ได้สัมภาษณ์เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้ข้อมูลเยอะมากครับ และก็ได้หนังสือมีอีกชุดใหญ่ แต่อันนี้ต้องรออยู่นานเหมือนกัน เพราะทีแรกเจ้าหน้าที่เขาคิดว่าเราน่าจะอ่านภาษามลายูไม่ออก และคิดว่าเราคงสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ เขาจึงไม่ได้เตรียมเอกสารหนังสือไว้ให้ ที่ไหนได้เราคุยเป็นภาษามลายู ดังนั้นพอเราบอกว่า เราอยากได้หนังสืออ้างอิงบ้าง เขาเลยบอกว่า มีเยอะ ขอเวลาไปเตรียมให้ก่อน (ทั้งหมดเป็นภาษามลายูครับ)

(สองท่านนี้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงรองจากรัฐมนตรีครับ ดูแลงานด้านกลุ่มชนและวัฒนธรรม)
จากนั้นก็เดินทางต่อไปที่ที่ทำการพรรคบาสครับ เพื่อสัมภาษณ์อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ที่ทำการพรรคอยู่ในชั้นที่สองของอาคารที่ชั้นหนึ่งเป็นร้านขายหนังสือนั่นแหละครับ ที่ผมสังเกตเห็นคือทั้งที่ว่าการรัฐและที่ทำการพรรค มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงมากครับ มีกล้องวงจรปิดทุกจุดสำคัญ มีการใช้การ์ดสำหรับเข้าประตูแต่ละชั้น

(ท่านนี้ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านดูแลงานด้านแผนยุทธศาสตร์ของพรรคบาส)

(ท่านนี้เป็นอีกท่านหนึ่งที่ดูแลงานด้านวัฒนธรรมของรัฐบาลกลันตัน)
อดีตรัฐมนตรีท่านนี้ท่านเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับดร.ดลวนะครับ สัมภาษณ์เสร็จก็เที่ยงกว่า ท่านก็เลี้ยงข้าวห่อครับ ฮิฮิ เห็นข้าวห่อแล้วตกใจครับ ปกติบ้านเราถ้าเป็นข้าวห่อ มักจะใช้กล่องโฟม แต่ที่นี้ไม่เห็นว่ามีการใช้กล่องโฟมเลยครับ ห่อใบตองอีกเช่นกัน แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นที่ทำให้ผมต้องถ่ายรูป คือ เขาไม่ได้ใช้ไม้กลัดห่อข้าวครับ แต่ใช้ตะปูสองนิ้วกลัดแทน อดที่จะหัวเราะไม่ได้จริงๆ

(อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของบาสครับ)
หลังจากนั้นท่านรัฐมนตรีก็โทรหาเพื่อนร่วมรุ่นกับท่านดร.ดลวนะครับ เพื่อให้ได้ทักทายกัน สุดท้ายก็น้องชายของท่านเองซึ่งสนิทกับดร.ดลวนะมากเหมือนกัน ปรากฏเมื่อน้องชายท่านทราบว่า ดร. อยู่ที่กลันตัน จึงขอให้รอจะมาพบ (ทั้งๆ ที่อยู่ไกลกันมากพอสมควร) และแล้วก็ได้เจอกันครับ ดร.แนะนำว่า ท่านนี้ปัจจุบันเป็นครูสอนอยู่ที่ปอเนาะโมเดิร์น (ชื่อปอเนาะครับ) เนื่องจากปัจจุบันปอเนาะส่วนใหญ่ถูกยกเลิกไปแล้ว และปอเนาะแห่งนี้ก็ปรับกระบวนการสอนให้เป็นระบบที่ทันสมัยขึ้น แต่เนื้อหายังคงใช้เนื้อหาเดิม และคนที่จบจากที่นี้สามารถเรียนต่อต่างประเทศได้ครับ

(ตะปูขนาดสองนิ้วทำหน้าที่อย่างแข่งขัน)

(สภาพร้านขายหนังสือใต้พรรคบาส)
จากนั้นเราก็เดินทางกลับปัตตานีครับ ถึงมาบ้านสองทุ่มพอดีพอดีครับ
ผมอ่านการลงพื้นที่มาเลย์ของอาจารย์ทั้ง 3 บล็อค แล้วอดอยากมีส่วนร่วมไม่ได้ คือว่า ถ้าหากไปลงพื้นที่อีก ถ้าจะให้ช่วยเรื่องเพื่อนที่เป็นไทยพุทธ ผมแนะนำให้เอาคนที่นั่นครับ เพราะผมไปลงพื้นที่กับ ม.ทักษิณ วันก่อนก็ไปเก็บข้อมูลลักษณะนี้แหละครับ ผมมีเพื่อนที่เขาจะพาเราไปยังวัดและสถานที่ต่างๆได้ และศูนย์สอนภาษาไทยทั้ง 9 แห่งที่มาเลย์ผมก็ไปมาแล้ว ไปดูหลักสูตรแล้วด้วยครับ เพราะศูนย์ใหญ่เข้าใจว่าอยู่ที่วัดโพธิญาณพุทธธรรมครับ...ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ทำวิจัยอะไร แต่ตอนนี้หลายสถาบันสนใจ คนไทยในรัฐกลันตันมาก ไม่ว่าจะเป็น ม.ทักษิณ มศว.ประสานมิตร มีนิสิต ป.โทของเขากำลังทำวิจัยเรื่องนี้ซึ่งผมประสานให้อยู่คนนึงครับ...มีอะไรจะให้ช่วยก็บอกนะครับ ผมไปเก็บข้อมูลด้านเสียง และวัฒนธรรม วรรณกรรมท้องถิ่นมาครับ
ขอบคุณมากครับอ.เสียงเล็กๆ ลงสนามคราวหน้าขอเชิญอาจารย์ล่วงหน้าเลยครับ ประมาณการเบื้องต้นว่าเป็นวันที่ 2 พ.ค. ครับ
กลันต้นมีความน่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะความสำเร็จของการสร้างเอกภาพบนความหลากหลายทางวัฒนธรรมครับ