ผมอ่านงานวิจัยของนักวิจัยร่วมญีปุ่นกับไทยหลายเรื่อง ที่ศึกษาถึง ระบบไร่หมุนเวียนแบบดั้งเดิมเชิงนิเวศวิยาในพื้นที่ภูเขาหรือบนที่สูงของชาวไทยภูเขา

ซึ่งผมว่าในสภาพปัจจุบันนี้  ระบบไร่หมุนเวียนแบบดั้งเดิมหรือ traditional shifting cultivation คงเปลี่ยนไปมากพอสมควร การทิ้งร้างพื้นที่เพราะปลูกเป็นระยะเวลานาน ตั้งแต่สิบปีขึ้นไป คงพบได้ยากในปัจจุบัน เนื่องจากความขัดแย้งด้านการใช้ทรัพยากรที่ดินมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

ระยะการทิ้งร้างในระบบ ไร่หมุนเวียน เป็นสิ่งจำเป็นมาก ทำให้ดินฟื้นฟูตัวเองในแง่ความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยใช้พืชพรรรณของ secondary foresy ป่ามาช่วยพื้นฟูสะสมธาตุอาหาร รวมทั้งช่วยระงับการแพร่กระจายของวัชพืช ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะต้องมีระยะเวลายาวนานเพียงพอ จะกี่ปี ก็ขึ้นอยุ่กับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และสภานภาพดั้งเดิมของดิน ในพื้นที่นั้น
แต่ปัจจุบันการทิ้งร้างของไร่ คงย่นระยะเวลามาเป็นไม่กี่ปี และปลูกพืชติดต่อกันยาวนานขึ้น เช่น สามถึงห้าปี ติดกัน ให้เกิด แบบ over-intensification หรือ over-cultivation อาจส่งผลถึงคุณภาพดินในแง่ของผลผลิตลดลง

ผมว่าระบบไร่เลื่อนลอยที่กระจายอยู่ในประเทศ คงมีสภาพการเปลี่ยนแปลงใกล้เคียงกัน โดยกำลังเปลี่ยนไปเป็นการเพาะปลูกพืชไร่ที่ต่อเนื่องยาวนานขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นการเพราะปลูกไม้ผลแทน การใช้ปุ๋ยและสารเคมีอย่างเข้มข้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าต้องการคงสภาพผลผลิตให้คงที่เท่าเดิม

ประเด็นคือผมสนใจและอยากได้ข้อคิดเห็น เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนสภาพระบบไร่เลื่อนลอยแบบดั้งเดิมเป็นระบบไร่เลื่อนลอยแบบปัจจุบัน ต่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยุ่ของชุมชน ถ้าทราบกรุณาแนะนำแหล่งข้อมุลด้วยนะครับ