มองดูวิถีชีวิตของเขาแล้วนู๋ทิมก็ลองดีไซน์ชีวิตความเป็นอยู่ให้เขาไปในตัวเสร็จ ว่าน่าจะต้องทำอย่างนั้นนะ น่าจะต้องทำอย่างนี้นะ เปลี่ยนตรงนั้นมาไว้ตรงนี้ น่าจะดีกว่านะ
วันที่ 16-17 มีค.51
กลับมาเล่าเรื่องทัวร์บุญที่อินเดียต่อจากบันทึกที่แล้วที่นี่ค่ะ
เมื่อคณะทัวร์เราพร้อม วันนี้เดินทางเริ่มต้นขึ้นเครื่องที่โคลัมโบไปยังจังหวัดคยา ประเทศอินเดีย ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ถึงที่คยาเวลา 13.00น.(เวลาของประเทศอินเดีย และศรีลังกาจะเร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 1ชั่วโมงครึ่ง) เมื่อลงเครื่องเราก็เดินทางต่อโดยรสบัสที่ทางทัวร์จัดไว้ให้พร้อมไกด์ชาวอินเดียดังที่เกริ่นไว้แต่แรก เรารับประทานอาหารกลางวันกันบนรถบัส และเริ่มออกเดินทางทัวร์บุญกันเลยค่ะ ระหว่างนั่งรถเราก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวอินเดียสองฝั่งทาง มากมายหลากหลายชีวิตโลดแล่นอยู่ข้างถนน ในท้องทุ่ง บนถนนท่ามกลางความร้อนระอุ เห็นทุ่งข้าวสาลีเหลืองอร่าม และแปลงผักต่างๆมีวิถีชีวิตแบบเกษตรกรแบบเดิมๆเหมือนของไทยสมัยก่อนบ้านปลูกสร้างกันแบบง่ายๆ สังเกตเห็นคนส่วนใหญ่ปลูกบ้านเรือนอยู่ติดริมถนน ในเขตชุมชนบางแห่ง บนถนนมากมายหลากหลายไปด้วย คน รถจักยานยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ รถแท็กซี่ รถโดยสารTATA วัว แพะฯ สังเกตดูไม่เคยเห็นสัญญาณไฟเขียวไฟแดงบนถนนเลย ไม่มีการใช้สัญญาณไปเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาให้เห็น ใช้แต่แตร บีบแตรกันให้ขรมไปหมด แทบทุกวินาทีในที่ชุมชนแออัด โอ๊ย!วุ่นวายดีแท้ๆ แต่ว่าก็ว่าเถอะตั้งแต่นั่งรถไปก็ยังไม่เห็นอุบัติเหตุบนท้องถนนสักทีเลยนะ แปลกจริงๆ แค่บีบแตรเขาก็รู้กันแล้วว่าใครควรจะหลบ ใครควรจะไปซ้าย ใครควรจะมาขวา ไกด์บอกว่าถ้าคนอินเดียขับรถแล้วไม่ไม่แตรคนขับไม่สามารถจะขับรถได้เลยนะจะบอกให้ เห็นท่าจะจริงอย่างว่า มองดูวิถีชีวิตของเขาแล้วนู๋ทิมก็ลองดีไซน์ชีวิตความเป็นอยู่ให้เขาไปในตัวเสร็จ ว่าน่าจะต้องทำอย่างนั้นนะ น่าจะต้องทำอย่างนี้นะ เปลี่ยนตรงนั้นมาไว้ตรงนี้ น่าจะดีกว่านะ ไม่ได้บอกให้ใครฟังได้แต่คิดในใจ กลัวโดนฟังบรรยายหูชาอีก...อิอิ...เฮ้อ! รักเมืองไทยที่สุดในโลกเลยค่ะ รักมากกว่าเดิมเสียอีก
พูดถึงไกด์ชาวอินเดียคนนี้(รู้สึกว่าจะชื่อมาโนชหรือไงนี่แหละค่ะขออภัยที่จำได้ไม่แม่น)เขาใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับลูกทัวร์ แต่นู๋ทิมพยายามฟังอย่างตั้งใจแล้วนะแต่ไม่สามารถฟังได้ชัดเจนสักที ต้องหาๆๆ ตลอดเลยต้องให้คนแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษให้ฟังอีกที เพราะเขาพูดรัวเร็วมาก ขนาดชาวศรีลังกาบางคนเพื่อนบ้านเขายังฟังไม่ค่อยออกเลย ต้องบอกให้เขาพูดช้าๆ แต่พอพูดไปได้สักพักเขาก็กลับมาพูดเร็วอีก เฮ้อ! แต่ก็โอเค สำหรับลูกทัวร์ชาวศรีลังกาส่วนใหญ่ค่ะ
มาเล่าเรื่องทัวร์ต่อดีกว่าค่ะ แห่งแรกที่เราไปเยี่ยมชมหลังจากเดินทางประมาณ 3ชั่วโมงกว่าๆจากคยาคือ นาลันทา(Nalanda) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของพุทธศาสนาและเคยมีอดีตที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก ซึ่งปัจุบันเหลือแต่ซาก ปรักหักพัง อยู่ในรัฐอุตตรประเทศในปัจจุบัน อยู่ห่างจากเมืองราชคฤห์ ประมาณ 10กว่ากิโลเมตร นาลันทาเป็นสถานที่สำหรับการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาในอดีต สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สร้างไว้เพื่อเป็นที่ศึกษาธรรมะ และเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับพระโมคัลละ และพระสารีบุตรซึ่งเป็นสาวกซ้าย-ขวาของพระพุทธเจ้า เมื่อกล่าวถึงพระเจ้าอโศกมหาราชเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธประวัติแล้ว พระองค์ท่านจะก่อสร้าง เสาหินพระเจ้าอโศกไว้ทุกแห่งหนที่พระองค์เสด็จไปทำนุบำรุงพุทธศาสนา เนื่องจากพระองค์ทรงตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้ว่าจะเป็นผู้ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาและปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุที่กำลังเสื่อมโทรม พร้อมจัดสร้างสถูปมากมาย และนำพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้ในสถูปเหล่านั้นด้วย สำหรับนาลันทาที่ได้ไปเยี่ยมชมแห่งนี้ได้เห็นร่องรอยที่เป็นห้องต่างๆ เช่น ห้องเรียน ห้องสมุด ห้องพักนักศึกษา หอสวดมนต์ บ่อน้ำอาบ โรงครัวต่างๆ ตามที่ไกด์บรรยายให้ฟัง รวมเนื้อที่ของนาลันทาแห่งนี้ประมาณ 200 ไร่กว่า นู๋ทิมก็เก็บภาพมาได้เป็นบางส่วนให้ชมข้างล่างค่ะ ไม่สามารถเดินชมได้ทั่ว ไกด์ก็เร่งให้ทำเวลาจังเลย
หลังจากนั้นเราก็เกินทางต่อผ่านไปยังเมืองพัทนา(Patna)ไม่ทราบว่าภาษาไทยเขียนอย่างนี้หรือเปล่า เพื่อเดินทางไปเมืองไวสาลี(Vaishali) หรือในสมัยเรียนพุทธประวัติก็คือเมืองไพศาลีนั่นเองค่ะ (ไกด์บอกว่าเมืองพัทนาในปัจจุบันก็คือเมืองปาฏลีบุตรในอดีต ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐพิหารในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช) ระหว่างเดินทางเราได้ข้ามสะพานมหาตะมาคานธีเสตุ(Mahatama Ghandhi Setu) ซึ่งเป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำคงคาจากเมืองพัทนาไปยังเมืองไวสาลี ไกด์บอกว่าเป็นสะพานที่ยาวที่สุดประมาณ 12 กิโลเมตร ระหว่างข้ามสะพานมองไม่เห็นน้ำในแม่น้ำเพราะว่าน้ำแห้งขอด ตื้นเขินเป็นส่วนใหญ่มองเห็นประปรายซึ่งดูแล้วไม่น่าจะสะอาดเท่าที่ควร แต่มีบางช่วงที่ปัจจุบันยังใช้ทำพิธีต่างๆของชาวอินเดียเขาซึ่งจะนำมาเล่าตอนต่อไปค่ะ
เมื่อมาถึงไวสาลี ในพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าเคยมาจำพรรษาที่นี้ด้วย ในหน้าฝน เพราะถ้าออกจาริกไปในที่ต่างๆในหน้าฝนก็จะไปเหยียบย่ำไร่นา ของราษฎรเสียหายได้ และยังเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าจำพรรษา ก่อนที่พระองค์จะเสด็จไปปรินิพพาน ที่เมืองกุสินาราอีกด้วย ได้แวะกราบนมัสการ พระสถูปเจดีย์สารีริกธาตุ เสาหินพระเจ้าอโศกที่บอกว่ายังสมบูรณ์ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ และสถานที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศจะละสังขารในเวลาอีก3เดือน ก่อนที่พระองค์จะทรงเสด็จที่กรุงกุสินารา เรียกสถานนี้ว่า ปาวาลเจดีย์

หลังจากนั้นพวกเราตั้งใจจะไปชมเขาคิชกูฎ ที่เมืองราชคฤห์กันแต่ใกล้เวลาพลบค่ำแล้วพวกเราก็เตรียมตัวจะกลับ นู๋ทิมเห็นพระภิกษุเดินลงมาพร้อมกับกลุ่มทัวร์5-6 คน และได้ยินท่านพูดภาษาไทย ก็ดีใจ นู๋ทิมก็ตรงเข้าไปนมัสการหลวงพ่อท่านก็พูดคุยทักทายด้วย ตอนนั้นไม่ได้สังเกตคนในกลุ่มของหลวงพ่อแต่พอดีหันไปเห็นอดีตท่านนายกชวน หลีกภัย แหม! เกือบยกมือไหว้แทบไม่ทันเลยค่ะ ท่านทักทายด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีเยี่ยมไม่มีทีท่าถือเนื้อถือตัวเลยค่ะ มัวแต่ตื่นเต้นเลยลืมถ่ายรูปไปเลย เสียดายจริงๆ ดีใจค่ะที่ทริปนี้เจอคนไทยน่ารักๆทุกที่ที่ไปทัวร์เลยค่ะ...รักเมืองไทยอีกแล้วค่ะ .... หลังจากนั้นเราก็นั่งรถตรงไปยังกุสินารา(Kushimagar) เช็คอินเข้าพักในโรงแรมพักผ่อนเอาแรงไว้เพื่อพรุ่งนี้เที่ยวเมืองกุสินาราต่อค่ะ....ติดตามตอนต่อไปตกรถเพราะตื่นสาย...อิอิ งานประจำค่ะ
เพิ่มเพลงบรรเลง 5ตค.51


สวัสดีคะพี่นู๋ทิม
อยากบอกว่าคิดถึงมากๆๆๆ อิอิ มาอวยพรผ่านบล๊อกนะคะ
สวัสดีปีใหม่สงกรานต์ไทยจ้ะ นู๋ทิม ขอให้มีความสุขมากๆ นะจ้ะ หยุดหลายวันคิดถึงจัง 555
· วันสงกรานต์ ชวนให้ สำราญจิต
· ชวนลิขิต ให้มวลมิตร คิดสร้างสรรค์
· สงกรานต์นี้ ชวนทำดี ดีทุกวัน
· ร่วมสร้างสรรค์ ร่วมกันสร้าง พลังใจ
· สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ
สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ
คิดถึงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และคิดถึง
ขอให้พี่นู๋ทิมและครอบครัวมีความสุขมากๆในเทศกาลสงกรานต์ค่ะ
หนูเก็บรายละเอียดได้ดีทีเดียว อ่านแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวอินเดียด้วย เล่าต่อด้วยนะหนูนะ