หกวันในปักกิ่ง
เมื่อปี พ.ศ. 2540 ข้าพเจ้าได้ไปเข้ารับการอบรมก่อนแต่งตั้งเป็นหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ ที่สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษาศึกษา (สถาบันวัดไร่ขิง) เป็นเวลา 23 วันทำการ หลังจบการอบรมแล้ว ทางสถาบันได้พาผู้เข้ารับการอบรมไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 3–8 มิถุนายน 2540 โดยไม่เป็นการบังคับ ให้ผู้เดินทางออกค่าใช้จ่ายเองประมาณคนละ 15,000 บาท ไม่รวมค่าหนังสือเดินทาง มีผู้เดินทางไปครั้งนี้จำนวน 30 กว่าคนจากจำนวนผู้เข้ารับการอบรม 120 คนและมีอาจารย์ พร้อมวิทยากรพี่เลี้ยงอีกจำนวนหนึ่งรวมแล้วเดินทางไปทั้งหมดจำนวน 41 คน ในระหว่าง 6 วันนี้ข้าพเจ้าได้บันทึก Diary ไว้พอเป็นสังเขปจึงต้องการสื่อออกไปเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบดังต่อไปนี้
3 มิถุนายน 2540
วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางไปไกล คือเดินทางไปกรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกจากบ้านเวลาประมาณ 11.00 น. นั่งรถ Taxi จากหน้าบ้านมาที่สนามบินดอนเมือง พบเพื่อนร่วมเดินทางจากสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา จำนวน 41 คน หลังจากติดต่อทุกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ได้ขึ้นเครื่องบินของสายการบิน Air china เครื่องบินออกจากดอนเมืองเวลาประมาณ 15.00 น. วิ่งตรงมายังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงกวางเจาเมื่อเวลา 17.00 น. เศษ มาทำ Visa ที่กวางเจา และรอเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมง ออกจากกวางเจาเวลาประมาณ 19.00 น. ตามเวลานาฬิกาเมืองไทย ถึงปักกิ่งเวลา 22.18 น. มีเจ้าหน้าที่ของบริษัททัวร์พาไปกินข้าวที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งแล้วพามาพักที่โรงแรม Olympic Hotel Beijing อยู่ห้อง 413 กับ อาจารย์มณฑล วัฒนศฤงคาร ขณะที่เขียน Diary อยู่นี้เป็นเวลา 02.00 น. ของวันใหม่ในจีนซึ่งเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่งโมง
ข้อสังเกต ข้าพเจ้าไม่ได้ขึ้นเครื่องบินมานานแล้ว ครั้งสุดท้ายขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2517 จากเชียงใหม่มากรุงเทพ ฯ มาขึ้นคราวนี้รู้สึกตื่นเต้นพอสมควร แต่พอออกจากกวางเจามาปักกิ่งความตื่นเต้นค่อยหายไป เวลาเครื่องบินตกหลุมอากาศมีความรู้สึกว่าเหมือนนั่งรถวิ่งอยู่บนถนนขรุขระ
4 มิถุนายน 2540
ตื่นนอนตอน 04.30 น. เห็นฟ้าสางแล้ว แต่นอนต่อไปจนถึง 06.00 น. ปรากฏว่าแดดออกจ้าเลย อาบน้ำแต่งตัวลงไปข้างล่างโดยไม่มีเสื้อวอร์ม พอเดินออกไปนอกถนนรู้สึกหนาวมากจึงขึ้นมาเอาเสื้อวอร์มใส่ไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม มีข้าวต้มและข้าวผัด กับข้าวหลายชนิดแต่จืด มีกาแฟ ขนมปังด้วย คล้าย ๆ กับอาหารที่โรงแรมเมืองไทย แต่อาหารจืดเท่านั้นเอง รับประทานอาหารเช้าแล้วขึ้นรถบัส Volvo คันใหญ่ ซึ่งมีเพียง 5 คัน ในปักกิ่ง เพื่อเดินทางไปชมพระราชวังกู่กง ระหว่างเดินทางพบว่าบนถนนมีรถไฟฟ้า มีรถยนต์น้อยมาก แต่เห็นคนขี่รถจักรยานไปทำงานกันมาก ในปักกิ่งมีจักรยานประมาณ 8,000,000 คัน เมื่อไปถึงพระราชวังกู่กง ได้พบความยิ่งใหญ่ในอดีตของจักรพรรดิจีน พบที่ประทับ ที่ทรงงาน และที่สำคัญต่าง ๆ ของราชวงศ์จีน พบที่อยู่ของขันที และอื่น ๆ สุดจะบรรยายได้หมด ใช้เวลาเดินชมประมาณ 3 ชั่วโมง จึงได้ชมหมดแต่ไม่ละเอียด ต่อจากนั้นเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีแต่อาหารจืดส่วนมากเป็นผัดผักที่น่าสังเกตคือที่นี่ไม่มีน้ำดื่มโดยใช้ดื่มเบียร์ และ Coca cola แทน เบียร์ขวดละ 5 หยวนในภัตตาคารแต่ข้างนอกขายขวดละ 3 หยวน อัตราแลกเปลี่ยนหยวนละ 3.40 บาท จากนั้นได้เดินทางไปชมพระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) หรือที่รู้จักกันในนามอุทยานอี้เหอหยวน มีเนื้อที่ 1,900 ไร่ มีทะเลสาบ และสิ่งก่อสร้างสวยงามมากใช้เวลาชมอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ จึงเดินทางมาที่สถาบันวิจัยยา พบหมอคนจีนพูดภาษาไทยได้ชัดมากมีชื่อไทยว่า ทรงวิทย์ เลิศวิทยานุกูล ได้บรรยายถึงเรื่องทั่วไปของจีน เรื่องโรคและเรื่องการรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรจีน จากนั้นได้นำหมอจีนมาแนะนำประมาณ 8 คนและลงมือให้ตรวจโดยไม่คิดสตางค์ แต่พอตรวจเสร็จหมอจะบอกว่าเป็นโรคนั้น โรคนี้แล้วแนะนำให้กินยาจีนของสถาบัน ซึ่งขายในราคาค่อนข้างแพง มีคนซื้อยากันเป็นจำนวนมากรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ข้าพเจ้าเองก็ซื้อมา 500 หยวน ตรงนี้ข้าพเจ้ายังมานั่งคิดว่าถูกหลอกหรือไม่ จากนั้นจึงไปเดินห้างสรรพสินค้าต้องการซื้อสูทสักชุด มีแต่สูทราคาแพง อย่างต่ำก็ 1,380 หยวนขึ้นไปคิดเป็นเงินไทยแล้วมากกว่า 4,000 บาท จึงไม่ได้ซื้อมา จากนั้น ได้ไปทานอาหารเย็นที่ภัตตาคาร ไม่มีน้ำดื่มเช่นเคย ต้องกินเบียร์ขวดละ 4 หยวนแทน จากนั้นจึงเดินทางกลับโรงแรม Olympic Hotel อาบน้ำแล้วมานั่งเขียน Diary อยู่นี่ ตอนนี้เวลา 21.35 น. ของ China วันนี้มีเพื่อนขึ้นเครื่องบินตามมาอีกหนึ่งคน ชื่อสกุล หล้าปาวงศ์ จากเชียงใหม่ เนื่องจากเมื่อวันก่อนมาไม่ทันเครื่องบิน
ข้อสังเกต ห้างสรรพสินค้าที่นี่มี 4 ชั้น แต่ไม่มีบันไดเลื่อน อากาศที่นี่หนาวตลอดวันขนาดเป็นฤดูร้อน จะโทรศัพท์ไปเมืองไทยแต่ค่าโทรแพงมากนาทีละประมาณ 40 หยวน (136 บาท) จึงยังไม่ได้โทรไป
5 มิถุนายน 2540
ตื่นนอนตอน 05.30 น. เห็นแดดออกแล้ว อาบน้ำแต่งตัวลงไปรับประทานอาหารเช้าที่ชั้นหนึ่งของโรงแรม Olympic อาหารเช้ามีข้าวต้ม ข้าวผัด กาแฟ ขนมปังและแตงโม เป็นแบบบุฟเฟ่ช่วยตัวเอง จากนั้นขึ้นรถบัส Volvo คันเดิมไปยังร้านขายของ ของรัฐบาล ได้ซื้อโสมมา 1 ขวดเป็นโสมแดงชนิดชงกับน้ำร้อนดื่มบำรุงกำลัง ถ้าผสมเหล้าต้องใช้โสมขาวซึ่งไม่ได้ซื้อมา โสมแดงที่ซื้อมาลักษณะเป็นหัวและมีรากคล้ายหัวไชเท้า ราคา 176 หยวน จากนั้นไปร้านขายยาจีนป่าวสู้ถัง จำกัด แห่งปักกิ่ง เขาแนะนำยา 13 ชนิด แต่ที่สนใจคือหมายเลข 1 ชื่อป่าวฟูหลิง(เรียกภาษาไทยว่าบัวหิมะ) เป็นยาแก้แผลไฟลวกหรือน้ำร้อนลวก และรักษาโรคอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ที่สนใจเพราะมีเหตุจูงใจ 3 ประการคือ
1. เป็นยาที่ประเทศสาธารณประชาชนจีนส่งมารักษาผู้ที่ถูกไฟลวกเมื่อคราวรถแก๊สระเบิดที่เมืองไทย
2. ทางบริษัทผลิตยาจีนป่าวสู้ถางจำกัดแห่งปักกิ่งได้ทดลองนำโซ่มาเผาไฟจนแดงแล้วมีผู้นำมือไปลูบที่โซ่แดง ๆ นั้น 2 ครั้งจนควันขึ้นแล้วนำยาบัวหิมะมาทาปรากฏว่าไม่พองแม้แต่นิดเดียวแสดงว่ายาดี
3. สามารถรักษาฝ้าได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาริดสีดวงทวารได้อีกด้วย สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานถึง 5 ปี
จึงได้ซื้อมาในราคา 250 หยวน คิดเป็นเงินไทยก็ 800 บาทเศษ
จากนั้นได้เดินทางไปชมสุสาน 13 กษัตริย์ในสมัยราชวงศ์หมิง ชมวังใต้ดินติ้งหมิง เป็นที่เก็บพระศพและวัตถุโบราณของจักรพรรดิว่านลี่และพระมเหสี ซึ่งจักรพรรดิสมัยโบราณมีความเชื่อว่าตายแล้วร่างกายเท่านั้นที่ต้องเน่าไปแต่จิตใจจะยังอยู่จึงได้ทำวังไว้ใต้ดินเวลาตายให้นำศพและของใช้ไปไว้ใต้ดินซึ่งมีทั้งหมด 13 วัง เพราะ 13 จักรพรรดิ แต่เพิ่งขุดให้คนเข้าชมได้เพียงแห่งเดียวที่เหลืออีก 12 วังใต้ดินยังไม่ได้ขุดวังที่ไปดูอยู่ใต้ดินลึกลงไป 27 เมตรมีห้องต่าง ๆ หลายห้อง มีที่ไว้ศพจักรพรรดิและพระมเหสี 2 องค์ มีที่ประทับด้วยแต่ละห้องเป็นหินอ่อนทั้งหมด
จากนั้นไปรับประทานอาหารกลางวันที่ Golden Palace Friendship เป็นภัตตาคารที่ใหญ่มากมีอาหารจีนเหมือนเดิม จากนั้นไปชมกำแพงเมืองจีนสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก เป็นกำแพงกว้างประมาณ 3 เมตร ยาว 6,000 กิโลเมตรหรือ 1,000 ลี้ สามารถมองเห็นได้จากยานอวกาศนอกโลก สร้างด้วยแรงคนลักษณะเป็นหินมีบันไดอยู่ข้างบน มีความลาดชันก็มี มีพื้นฐานเสมอกันก็มี มีป้อมอยู่เป็นระยะ ๆ สร้างขึ้นบนเขา สร้างสมัยจักรพรรดิ จิ๋นซี เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ได้ปีนขึ้นไปเดินได้ไม่ไกลก็กลับลงมาข้างล่าง มีของที่ระลึกขายมาก แต่คนขายค่อนข้างตื้นมาก ๆ ได้ซื้อที่ทับกระดาษรูปกำแพงเมืองจีนมา 20 อัน
จากนั้นกลับมารับประทานอาหารที่ภัตตาคาร อาหารจีนเช่นเคย มีพิเศษคือเป็ดปักกิ่ง มีเนื้อเป็ดเป็นชิ้นเล็ก ๆ มีแป้งเป็นแผ่นเหมือนแผ่นห่อโรตีสายไหม มีผัก มีแตงกวาและมีน้ำจิ้มเมี่ยงคำ ลองกินไปหนึ่งคำอร่อยดีแต่คำที่ 2 ไม่ได้กินเพราะหมดก่อน ตั้งแต่มาอยู่เมืองจีน 2 -3 วัน เวลากินข้าวยังไม่เคยมีน้ำมาเสริ์ฟเลยเพราะคนจีนเขาไม่ชอบดื่มน้ำอาจเป็นเพราะที่เมืองจีนอากาศหนาวมากก็เป็นได้ อนึ่งก่อนมาทานข้าวเย็นได้แวะร้านขายชาใหญ่ของจีน ทั้งขายและผลิตเองแต่แพงมากจึงไม่ได้ซื้อมา จากนั้นก็กลับโรงแรมอาบน้ำแล้วมานั่งเขียน Diary อยู่นี้ ขณะนี้เวลา 23.00 น. ของประเทศจีน
6 มิถุนายน 2540
ตื่นนอนตอน 06.00 น. ของ China อาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปทานอาหาร เสร็จแล้วขึ้นรถไปดูงานที่โรงเรียน Beijing Fuxue Hu Tong Primary School ทางโรงเรียนได้จัดให้มีกายบริหารตอนเช้าโดยทำกิจกรรมเข้าจังหวะท่ามวยจีนเหมือนแม่ไม้มวยไทยของเมืองไทยแต่เด็กที่นี่มีระเบียบมากไม่มีการเล่นกันเลย ข้าพเจ้าปวดปัสสาวะจึงเดินไปห้องน้ำนักเรียนชาย พอไปเห็นถึงต้องเดินหนีออกมาเพราะไม่เคยเห็นส้วมอะไรเป็นแบบนี้ คือเป็นห้องกว้างและมีหลุมเป็นระยะ ๆ ไม่มีฝาห้องกั้น พบนักเรียนนั่งถ่ายเรียงกันเป็นตลับอยู่หลายคน พอข้าพเจ้าเดินไปห้องน้ำหญิงก็พบสภาพเช่นเดิมจึงตัดสินใจไม่เข้าดีกว่า (ใน Diary ตัวจริงได้วาดรูปไว้ด้วย) จากนั้นไปดูห้อง Computer มีเด็กกำลังเรียน computer อยู่หลายสิบคน แปลกคือเมื่อกด key board ภาษาอังกฤษตัวหนังสือจะขึ้นหน้าจอเป็นภาษาจีน จากนั้น ไปดูห้องดนตรีมีครูกำลังเล่น Piano เด็กร้องเพลงน่ารักมากดูยิ้มแย้มสดใสทั้งครูและนักเรียน ยังปวดปัสสาวะอยู่เลยเดินไปเข้าห้องน้ำครู ไม่มีน้ำราดเช่นเคยแต่มีฝากั้นสูงประมาณ 1 เมตร ไม่มีประตูส้วม ข้าพเจ้าเข้าไปมีครูผู้หญิงนั่งอยู่ 1 คน และรีบลุกหนีไป ข้าพเจ้าเลยแข็งใจถ่ายปัสสาวะที่นี่ทั้ง ๆ ที่เหม็นมากแต่ปวดทนไม่ไหว (ใน Diary ตัวจริงได้วาดรูปไว้ด้วยเช่นกัน) จากนั้นไปห้องบรรยายสรุปทำเป็นห้องโถงมีไฟ Disco ด้วยแต่ไม่ได้เปิด ครูใหญ่มาบรรยายให้ฟังโดยผ่านล่ามว่าที่ตั้งโรงเรียนเดิมเป็นวัดเก่าแต่จีนห้ามคนนับถือศาสนาวัดจึงถูกนำมาใช้เป็นโรงเรียน มีนักเรียนประมาณ 1,800 คน มีครู 110 คน จากนั้นได้นำเด็ก ป. 3 -4 ประมาณ 50 คนมาบรรเลงดนตรีแบบวงโยธวาทิต 4-5 เพลง มีเพลงลอยกระทงด้วย พวกเราเลยออกรำวงกันโดยชวนคนจีนรำวงด้วย เสร็จพิธีมอบของที่ระลึกแล้วจึงกลับ โรงเรียนนี้คนดูงานต้องเสียค่าดูคนละ 20 หยวน เด็กไม่ใส่เครื่องแบบ เด็กเรียนวันละ 7 ชั่วโมง 07.00 – 11.00 น. 12.00 – 15.00 น. มีชั่วโมงกายบริหารวันละ 1 ชั่วโมง อากาศไม่ร้อนเพราะหนาวตลอดวัน ครูแต่งตัวตามสบาย ครูสตรีนุ่งกางเกงก็ได้ ครูใหญ่แต่งตัวเหมือนภารโรงมาต้อนรับพวกเราที่ผูกเน็คไท ใส่สูท โรงเรียนไม่เป็นปัจจุบัน
จากนั้นได้เดินทางไปดูโรงงานทำเซรามิกใหญ่มาก มีของเซรามิกและกังใสขายมากแต่แพง เราขอไกด์ไปหาซื้อของตามตลาดบ้างแต่ไกด์ไม่ยอมพาไป ชอบพาไปตามโรงงานแบบนี้ทุกวันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ต่อมาได้ไปชมวัดลามะ ทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคาร จากนั้นไปดูหอเทียนถานเป็นสถานที่จักรพรรดิขอฝนจากฟ้า หาซื้อของแล้วไกด์พามาโรงงานทำหยกอีก สงสัยได้ค่า Tip มั๊ง จากนั้นไปทานข้าวเย็นที่ภัตตาคาร มีคนนำน้ำพริกนรกใส่ถ้วยมาให้จึงพอกินข้าวได้บ้าง จากนั้นจะไปดูกายกรรมปักกิ่งแต่พอไปถึงตั๋วหมดไกด์รับปากว่าพรุ่งนี้จะพาไปดูตอนเย็น จึงเดินทางกลับ
โรงแรม ไกด์นำเห็ดหอมและเห็ดต่าง ๆ มาขายอีกราคาแพงมากจึงยังไม่ซื้อกลับมาอาบน้ำแล้วมาเขียนบันทึกอยู่ขณะนี้เวลา 22.12 น. ของ China
ตอนนั่งรถกลับมาเห็นสองข้างทางมีคนเต้นรำกันเป็นจำนวนมากเพื่อออกกำลังกายตอนเย็นซึ่งเขาทำกันเป็นประจำหลังเลิกงาน คนจีนจึงมีสุขภาพดีเพราะได้ออกกำลังกายมากทั้งขี่รถจักรยานไปทำงานและออกกำลังกายตอนเย็นแถมยังกินผักมากอีกต่างหาก
วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้กินน้ำเลยแต่ไม่ค่อยหิวเพราะกินเบียร์แทนและอากาศหนาว ที่นี่ฟ้าสางตั้งแต่ 04.30 น. และมืดเวลา 20.00 น. ไฟฟ้าตามถนนจะเปิดเวลา 20.00 น. แปลกมาก ๆ
7 มิถุนายน 2540
วันนี้ตื่นนอนตอน 08.00 น. อาบน้ำทานอาหารแล้วออกไปดูสวนสัตว์ปักกิ่ง ดูหมีแพนด้าแล้วซื้อหมีแพนด้าแบบใส่ถ่านตบมือจึงจะเดิน มา 1 ตัว ราคา 23 หยวน จากนั้นไปดูเขาทำมุกที่โรงงานผลิตและเพาะมุกแห่งหนึ่งในปักกิ่ง จากนั้นไปกินข้าวที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ตอนบ่ายไปถ่ายรูปที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน แวะซื้อสูทราคา 100 หยวน ต่อจากนั้นไปเข้าห้างซื้อของฝากและไปดูกายกรรมปักกิ่งที่โรงแสดงกายกรรม จากนั้นกลับที่พักเพื่อเตรียมตัวกลับเมืองไทยต่อไป
8 มิถุนายน 2540
ตื่นนอนตอน 05.00 น. อาบน้ำแต่งตัวแล้วลงมาข้างล่างเพื่อขึ้นรถไปสนามบินปักกิ่ง ทางโรงแรมได้จัดอาหารใส่กล่องให้คนละหนึ่งกล่องรับประทานกันบนรถ พอถึงสนามบินก็ต้องขนของไปไว้ที่ช่องที่ตรงกับเที่ยวบินของตนเอง คือ CA 979 จากนั้นไปตรวจ VISA แล้วไปนั่งรอที่ห้องรอ ที่นี่ห้องน้ำก็ไม่ดีมีเพียง 2 ที่ปัสสาวะชาย และห้องมีประตูปิดอีก 2 ห้อง คนเข้าคิวกันมาก จากนั้นได้ขึ้นรถของสนามบินไปขึ้นเครื่องบิน เครื่องบินออกเวลา 09.47 น. ของจีน ได้ที่นั่งที่ 29 A อยู่ช่วงหลังและอยู่ริมหน้าต่างจึงนั่งดูทิวทัศน์มาเรื่อย ๆ เครื่องบินบินสูงกว่าระดับน้ำทะเล 35,000 Feet ประมาณ 10 กิโลเมตร เห็นภูเขาเหมือนสวนหย่อม ดูทิวทัศน์ของจีน เวียตนามและลาวมีสีเขียวดีแต่พอมาถึงไทยมีแต่สีแดงสีเหลืองแสดงให้เห็นว่าต้นไม้ของไทยโดนตัดไปมาก พอเครื่องบินมาถึงดอนเมืองตรวจอะไรต่าง ๆ แล้ว ก็นั่ง Taxi กลับบ้าน 180 บาท
6 วันในปักกิ่งก็จบลงเพียงนี้ นี่คือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาถ้าท่านไปปักกิ่งในช่วงเวลานี้ท่านอาจจะไม่เห็นเหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าเห็นก็เป็นได้ลองเปรียบเทียบกันดู
โรงแรม ไกด์นำเห็ดหอมและเห็ดต่าง ๆ มาขายอีกราคาแพงมากจึงยังไม่ซื้อกลับมาอาบน้ำแล้วมาเขียนบันทึกอยู่ขณะนี้เวลา 22.12 น. ของ China