เมื่อวานนี้ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พนักงานชั่วคราว เพื่อบรรจุเป็นพนักงานสัญญาจ้างของวลัยลักษณ์เรา ซึ่งมีพนักงานที่เข้ารับการสัมภาษณ์จำนวน 2 คน และทั้ง 2 คนก็เป็นศิษย์เก่าของวลัยลักษณ์เอง โดยสรุปทั้งคู่ก็เป็นพนักงานที่ดีครับ มีความตั้งใจในการทำงาน มีความรับผิดชอบ มีความภูมิใจในงานที่ทำ ทุ่มเทอย่างมาก เงื่อนใขที่จะทำให้ไม่อยากทำงานแทบจะไม่มีเลย แม้กระทั่งการทำงานในตำแหน่งพนักงานชั่วคราวมาเกือบ 3 ปี ก็ไม่เคยมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงการทำงานไปจากวลัยลักษณ์ เพราะทั้งคู่พูดในทำนองเดียวกันว่า "ผมรักวลัยลักษณ์และผูกพันกับวลัยลักษณ์ครับ" ผมฟังแล้วรู้สึกประทับใจมาก เพราะสิ่งที่ทั้งคู่พูดมาไม่ได้พูดเพื่อให้ได้รับการ บรรจุ แต่ผมเชื่อว่าทั้งคู่พูดจากใจจริง ๆ

จากการที่ผมได้พูดคุยกับทั้งคู่ถึงความเป็นอยู่ วิธีคิดในการทำงานทำให้ผมเองก็ได้ข้อคิดบางอย่างเกิดขึ้น นั่นก็คือ เรื่อง ความสมดุลระหว่าง ความภูมิใจในการทำงาน กับความต้องการด้านวัตถุ ของคนทำงานโดยทั่วไป ก็เลยอยากที่จะบันทึกไว้เพื่อเป็นข้อคิดในการพัฒนาการทำงานของพวกเราบางคนที่สนใจต่อไป  ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรที่คนเราทุกคนจะมีความต้องการด้านวัตถุที่จะนำมาซึ่งความสะดวกสบายและการปรับเปลี่ยนสถานะทางสังคมในชีวิต  แต่สิ่งที่สำคัญที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ ในประเด็นของความรู้สึกเพียงพอและระดับความต้องการในความสุขสบายเหล่านั้น เพราะประเด็นเหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันที่ทำให้เกิดความต้องการในปริมาณวัตถุ และแน่นอนการได้มาซึ่งปริมาณวัตถุก็จะต้องได้มาจากการทำงาน (แต่ต้องระวังนะครับหากความต้องการในปริมาณวัตถุมากเกินไปก็จะนำไปสู่การทำงานที่ไม่สุจริตได้) สิ่งที่น่าห่วงอยู่ที่ว่า หากความต้องการในวัตถุมีมากเกินไปหรือเกินกว่าจุดที่เหมาะสมที่จะได้รับจากการทำงานด้วยความภาคภูมิใจ ความภูมิใจในการงานที่ทำก็จะเริ่มลดลงกลายเป็นความจำใจในการทำงานแทน ถึงตอนนี้ผมนึกถึงคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง ของพระเจ้าอยู่หัว ครับ ผมคิดว่า การที่คนเราจะทำงานให้มีความสุขและทำให้งานที่เราทำเป็นงานที่มีคุณภาพ เราควรที่จะต้องรักษา ความสมดุลระหว่างความภูมิใจในการทำงานและความต้องการด้านวัตถุของเราไว้ให้ดีครับ มิฉะนั้นเราก็ไม่มีวันที่จะได้พบกับคำว่า แท้ที่จริงความสุขของชีวิตก็คือการได้ทำงาน