น้องสาวไปเที่ยวเมืองลาว

เห็นว่าสนุกดี ก็เลยอยากนำมาแบ่งปันความประทับใจ เชิญอ่านครับ ===>

--------------------------------------------------------------------------------

ไป เบิ่ง เมืองลาวให้เห็นกะตา    

ตอน ... แรกเริ่มเดินทาง (โดย น้ำฝน)

ในเช้าวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ 2551  ... ผู้ร่วมชะตากรรมทริปนี้ทั้งหมด 8 คน   ...  เริ่มต้อนการเดินทางจากเมืองพระพิษณุโลกสองแคว สู่หัวเมืองจัตวา เมืองเชียงราย  ... การเดินทางแบบสบาย ๆ เพราะว่าคืนนี้เราจะต้องพักที่เชียงของก่อน 1 คืน  ...  เอ้อ ! ลืมบอกว่าเราเดินทางกันด้วยรถตู้ค่ะ ..ไปแวะเอ้อละเหยลอยชายกันที่แม่สายนิดหน่อย    ก่อนที่ลุงคนขับจะบอกว่า  “..ไปเถอะคับ ..เพราะทางต่อไปมันจะเป็นทางเขา  ฝนก็จะตกด้วย ..ถึงเชียงของก็เย็นมากแล้ว.... เราเข้าพักที่ เรือนโสภาพรรณมีลูกชายคนเล็กของคุณโสภาพรรณ คอยให้การต้อนรับ เรือนโสภาพรรณเป็นรีสอร์ทที่เจ้าของเค้าดัดแปลงเรือนพักเดิมให้เป็นโฮมเสตย์ ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านตัวเองเลย บรรยากาศรอบ ๆ ดีมาก ๆๆ   อยู่ติดริมโขง มองข้ามน้ำไปก็เห็นดินแดนฝั่งลาว หลังจากเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว  ... ก็ได้เวลาของอาหารเย็นพอดี ((เพราะว่าท้องเริ่มร้องโดยพร้อมเพียงกัน)) 

  ...  พออิ่มหนำแล้ว ... ก็ถึงเวลาออกสำรวจพื้นที่สักหน่อย  ออกเดินย่ำต๊อกดูบรรยากาศในเมือง  ร้านค้าเปิดกันประปราย เน้นบริการแก่นักท่องเที่ยวซะส่วนใหญ่  (( ลักษณะร้านต่าง ๆ คล้าย ๆ ปาย สมัยเมือง 5 ปีที่แล้ว ))  เช่น ร้านอาหารสไตล์อเมริกัน ร้านอาหารญวน (( ไหนว่าติดลาว ไหงมีอาหารญวน .. งงค่ะ .. ก็เลยลองเปรย ๆ ถามพี่ที่ไปด้วยกันดู  พี่เค้าบอกแบบขำ ๆ ว่าเป็นอาหารญวนสไตล์ลาวไง ..หุหุหุ ))   มีร้านหนังสือ โปสการ์ด มีบาร์เล็กๆ ติดใจอยู่ร้านหนึ่ง เป็นร้านแบบยิปซี ร้านเค้าคล้าย ๆ กระท่อม มีก่อกองไฟหน้ากระท่อมละก็มีชอปเปอร์จอดอยู่คันสองคัน   มีคนนั่งดื่มกันรอบกองไฟ เปิดเพลงที่ฟังไม่รู้เรื่อง เบา ๆๆ......  ((  อากาศเริ่มหนาวเล็กน้อย ))    ... ที่เป็นบ้านคนก็ปิดเงียบ ..  แวะเข้าไปดูร้านโปสการ์ด  ... มีสวย ๆ  ตั้งหลายใบ  อยากส่ง ... แต่ไม่รู้ว่าจะส่งให้ใครดี  ก็เลยซื้อไว้เป็นที่ระลึกให้ตัวเองซะเลย  .. เศร้า !

... วันมาฆบูชา 21 กุมภาพันธ์ 2551  ....

ตื่นมาด้วยความสดชื่น (( มีคนแอบมากระซิบว่า เมื่อคืนฝนตกด้วย หุหุ ไม่ เห็นรู้เลยอะ  ))    รีบจัดการกะอาหารเช้าที่เจ้าบ้านเค้าเตรียมไว้ให้    .... น้องบอย  ไกด์ท้องถิ่นก็เข้ามาแนะนำตัวพร้อมกับจัดการเรื่องเอกสาร   หลังจากอิ่มหนำกับมื้อเช้า      พวกเราก็ร่ำลาเรือนโสภาพรรณ  มุ่งหน้าสู่ท่าเรือ  เพื่อลงเรือเล็กข้ามไปยังเมืองห้วยทราย  สปป.ลาว   จากนั้นก็ลงเรือใหญ่ที่ท่าเรือห้วยทราย   นั่งเรือจากเมืองห้วยทราย ล่องลำน้ำโขง ลงใต้ ก็จะเข้าสู่     บ้านท่าด่าน   ( เรียกตามชาวเรือ เพราะว่าเป็นจุดตรวจเช็คเรือ ที่แล่นขึ้น-ลง ในลำน้ำโขงตอนบน ของประเทศลาว )                                          

 

น้องบอย บอกกับพวกเราว่าจริง ๆ แล้วหมู่บ้านนี้ชื่อว่า บ้านปากทา เป็น จุดเชื่อมบรรจบระหว่าง ลำน้ำโขง และลำน้ำทาที่ไหลลงจากเมืองหลวงน้ำทา   การเดินทางทางเรือ ถ้าข้ามเขต  แขวง  จะต้องเสียค่าผ่านเมืองด้วย  ยกเว้นเรือท่องเที่ยว   พอขึ้นเรือใหญ่ได้  ...  การเดินทางอันยาวนานของเราก็เริ่มขึ้น  จริง ๆ แล้วการล่องเรือชมโขงนี้  มีให้เลือกอยู่ 2 แบบ คือ      นั่งเรือใหญ่  แบบที่เราเลือก  ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 9 ชม.  และอีกแบบคือนั่งเรือด่วน ใช้เวลา ประมาณ 7 ชม.  น้องบอย ก็บอกว่า  เป็นการนั่งเรือที่ทรหดมาก ถึงมากที่สุด  ผู้โดยสารจะต้องสวมหมวกกันน๊อคด้วย    ((  พร้อมกับบรรยายสรรพคุณของเรือ ))  ไม่เห็นภาพคับพี่น้อง  ...  สักพักก็มีตัวอย่างจริง ๆ ให้เห็น  ทุกคนชักภาพกันแทบไม่ทันด้วยความตื่นเต้น !  …. มันเป็นเรือเล็กจริง ๆ คล้าย ๆ เรือหางยาวติดเครื่อง  นั่งต่อ ๆ กันเหมือนกับเข้าแถว  ดูแล้วเมื่อยแทน  เพราะว่าคงขยับไม่ได้  นอกจากจะสวมหมวกกันน๊อคแล้ว บางลำมีผ้ายางคลุมขาให้ด้วย  ที่สำคัญที่สุด  คือ ความเร็วที่แบบว่าไปแข่งเจสกีได้เลยอะค่ะ  ... แฟ้วววววววววววววววว  หายใจแทบไม่ทัน  ..คิด ๆ แล้วก็น่าลองสักที  หุหุ        

เรือออกแรก ๆ ตื่นเต้นกันใหญ่  วิ่งกันหัวเรือ ท้ายเรือ  สำรวจกันใหญ่    30 นาทีผ่านไป  หมดฤทธิ์    เรือลำนี้มีลุง 2 คน ผลัดกันขับ  ละก็มีพี่อีก 2 คน คอยดูแลเรื่องอื่น ๆ  เช่นอาหารการกินของเรา  มื้อแรกบนเรือ  เป็นอาหารเช้าที่เสริมหลังเรือออกได้นิดเดียว (( มื้อเช้าที่กินไปไม่ช่วยอะไรเล้ย  .. ขึ้นเรือได้สักพักกินอีก ))   ….ไข่เจียวใส่ถาด  กะข้าวต้มอีกหม้อเบ้อเร่อ  ((  ไม่ได้พิมพ์ผิดน๊ะ  ...  เค้าใส่ถาดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ศอก ))  .. ที่น่าสนอีกอย่างก็คือ  เครื่องปรุงรส  นอกจากเกลือ กระเทียมเจียว  มะนาว  และมีหน้าตาแปลก ๆ   คล้าย ๆ  พริกคั่วน้ำมันที่ใส่กะข้าวซอย  ... เผ็ดม๊ากมาก     อิ่มหนำรอบสอง  ... แต่ละคนเริ่มจับจองมุมต่าง ๆ ตามใจชอบ  ที่นั่งบนเรือเค้าเอาเบาะรถตู้มาติดขาด้วยท่อนไม้แล้วเอาผ้าพัน ๆๆ เลื่อนได้ แต่ไม่ง่ายนัก   ...  น้องบอยก็สรรหาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเล่าสู่กันฟัง  จริงบ้าง  เกินจริงบ้าง  ฟังไปก็ขำไป  (( แต่จำไม่ได้แร้ววว ))    

มีเรื่องตื่นเต้นเกิดขึ้นเล็กน้อย   ขณะที่คุณน้องบอยเล่าถึงสัญญาณโทรศัพท์  ว่าถ้าใครใช้ระบบ GSM  ถ้าเข้าสู่เมืองลาวแล้ว  จะเปลี่ยนสัญญาณเป็น GSM LAOS ที่ลาวจะมีระบบสัญญาณโทรศัพท์แค่เจ้าเดียว   พูดแล้วก็ชี้ไปที่คุ้งน้ำข้างหน้า  ว่า  ...  พอผ่านคุ้งน้ำข้างหน้าก็จะสุดเขตแดนประเทศไทย  โทรศัพท์ระบบอื่นจะใช้ไม่ได้   ...  เท่านั้นแหละ  โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้น  ....  มีปัญหาเรื่องงานตามมาหลอกหลอนเล็กน้อย  ...  สัญญาณโทรศัพท์ก็จะหมด (( ใช้ DTAC ))   ...  รีบสั่งโน่นนี่  ...  @!#@$%#!^&*&$!#$   ..  (( ในใจก็นึกไป  ..  ลุงขับช้า ๆ หน่อยก็ได้  จะถึงคุ้งหน้าอยู่แร้ววว  ...  แง้ ๆๆ  ))  ....  กรรมจิง ๆๆ   ประมาณว่าพูดถึงผี  ผีก็มา  เฮ้อ !

               

ด่านตรวจเมืองปากแบง  เป็นจุดพักอีกที่หนึ่งของเรือทุกลำ  เป็นที่พักแรมของเรือโดยสารประจำทาง  เพราะการเดินทางปกติ  จากห้วยทราย  จนถึงหลวงพระบาง  จะใช้เวลา 2 วัน  พักนอนที่ปากแบง 1 คืน แล้วค่อยเดินทางต่อ   เรือทุกลำไม่ว่าจะเป็นเรือโดยสารประจำทาง  เรือท่องเที่ยว  เรือบรรทุกสินค้า  จะไม่เดินทางตอนกลางคืน  เพราะว่ามันอันตรายมาก  คนขับเรือจะอาศัยการดูโขดหินใต้น้ำจากลักษณะของร่องน้ำ  และใช้ความชำนาญเฉพาะคน     การแวะจอดที่ด่านตรวจเมืองปากแบงทำให้เราเจอกะเรือลำหนึ่ง  เป็นเรือท่องเที่ยวเหมือนเรา  เกิดอุบัติเหตุมา  สภาพเรือพังยับเยิน  ถามไถ่กันไปมาได้ความว่า  โพล้เพล้เมื่อสองวันก่อน  เรือลำนี้ล่องตามน้ำลงมา มีเรืออีกลำทวนน้ำขึ้นมาถึงจุดหักมุมโขดหิน  ... ก็เลยเฉี่ยวกันทำให้เรือไปชนโขดหิน  บนเรือมีนักท่องเที่ยวอยู่เต็มลำ  (( ลืมบอกไปค่ะว่า  เรือลำที่มากันนั้นถ้าบรรจุกันเต็มอัตราศึก  จะจุได้ประมาณ 40 50 คน  แบบไม่ต้องลุกไปไหนกันเลย   แต่ที่ไปกันแค่ 8 คนรวมไกด์อีก 2  เป็น 10 คน  ทั้งเรือมี 14 คน  หุหุหุ  ซะแน่นเลย  ))    ... จากอุบัติเหตุนั้นมีนักท่องเที่ยวบาดเจ็บหลายคน  แต่ไม่มีเสียชีวิต  ...  คุณน้องบอย บอกว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางเรือเกิดขึ้นอย่างนี้  เรือลำที่ล่องทวนน้ำขึ้นมาจะผิดเสมอ  ไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น  ... 

 

อาหารมื้อที่สอง  เป็นผัดผักรวม  (( ใส่ถาดอีกแล้ว )) ต้มจืดมะระแม้วใส่วุ้นเส้น  หมูผัดขิง  และที่โปรดมากที่สุด  .... ซี่โครงหมูทอด   ที่มีความพิเศษก็คือ  มันมีขนาดเท่ากับ 1 คืบ  และที่สำคัญ   ....  เหนียวมาก ๆๆๆ   กินไปเม้าส์กันไป  บ้างก็สันนิษฐานว่า   มันเป็นหมูป่า , หมูแก่, หมูที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหาร  ฯลฯ

 

พอบ่ายสองโมงเป๊ะ  คุณพี่ก็ยกส้มตำ   พร้อมกระติ๊บข้าวเหนียวออกมาวาง   ...  เพิ่งอิ่มไปแหม๊บ ๆ แต่จะไม่กินเดี๋ยวเค้าจะเสียใจ   ...  หุหุหุ  ลองส้มตำลาวดูสักหน่อยซิ   หน้าตาดูจืด ๆ  แต่เผ็ดใช้ได้เลย  แยกไม่ออกเลยระหว่างจานที่ใส่ปลาร้า  กับที่ไม่ใส่ปลาร้า  555 ++  เพราะว่าเผ็ดเหมือนกัน .. มองหน้ากันละก็สรุปว่า  อร่อย  แต่เผ็ด !   

ทิวทัศน์สองข้างทาง นอกจากธรรมชาติที่สวยงามแล้ว  มีอะไรที่แปลก ๆ ให้ดู ...หาดทรายริมน้ำโขงเป็นทรายขาวนวลตา .. มองไปมองมาก็สวยดีตัดกับสีเขียวของภูเขา  และสีดำของโขดหิน ..แต่ .... เอ๊ะ !!!!! .นั่นมันฝูงน้องควาย  ....

   

 

 โอ้แม่เจ้า !  ฝูงน้องควาย  8 10 ตัว  มานอนอาบแดดกันอยู่ตามริมหาด  ประหนึ่งจะให้ผิวเป็นสีแทน  555++  มีหลายตัวที่เป็นควายเผือก   ....   หุหุหุ   มองไปก็ยิ้มไป   เป็นสิ่งที่ไม่มีให้เห็นแน่ ๆ ตามหาดทรายริมน้ำแถวบ้านเรา  ...      ถ้าถึงฤดูน้ำหลาก  น้ำจะขึ้นสูงท่วมเรือของเราเลยทีเดียว   ดูจากรอยน้ำตามโขดหิน  ... 

               

9 ชม.ก็ผ่านไป  ... แต่พวกเราก็ยังไม่ถึงเมืองหลวงพระบางซะที  เริ่มจะมืดแล้วด้วย  ใจหนึ่งก็นึกถึงอุบัติเหตุขึ้นมา  ช่วยลุงเพ่งเล็งทางข้างหน้ากันใหญ่   นึก ๆๆ อยู่ว่ามืดก็มืด  ทำไมลุงไม่เปิดไฟหล่ะ   มาถึงบางอ้อ ก็ตอนที่คุณน้องบอยบอกว่า  เค้าจะไม่เปิดไฟเพราะว่าแสงไฟจะสะท้อนผิวน้ำเข้าตาคนขับ  ...  ทำให้มองไม่เป็นร่องน้ำ  .. ข้างทางยังมืดอยู่เลย   น้องเค้าก็คงเห็นว่าแต่ละคนเริ่มใจเสียกัน   ก็พยายามอธิบายข้างทางที่พอจะเห็นเป็นเงาตะคุ่ม ๆ  ว่าอีกประมาณ 5 กม.ก็จะถึงเมืองหลวงพระบาง  ให้สังเกตไปสีม่วง ๆ ที่อยู่บนยอดเขา  เป็นไฟบนยอดเขาภูสี   ที่ประดิษฐานพระธาตุภูสี  ... ว่าแล้วแต่ละคนก็ช่วยกันเล็งกันใหญ่    แต่ที่เห็นกันจะ ๆๆ   ก็คือ  พระจันทร์เต็มดวง  ที่สวยมาก ๆ  

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า !