ผมมองว่าสภามหาวิทยาลัยมีหน้าที่สำคัญที่ไม่มีเขียนไว้    เป็นหน้าที่ที่น่าจะสำคัญที่สุด สำคัญกว่าหน้าที่ ๒๐ ข้อตามมาตรา ๒๔ ของ พรบ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ๒๕๕๐   คือการสร้าง mutual trust สร้าง synergy ขึ้นภายในมหาวิทยาลัย


          ดังนั้น เมื่อเกิดความขัดแย้งเรื่องการต่ออายุราชการของศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง ในคณะวิชาหนึ่ง    และอธิการบดีขอให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาตัดสิน    เราจึงจัดการประชุมสภาวาระพิเศษขึ้นเมื่อวันที่ ๓๑ มี.ค. ๕๑    เป้าหมายสำคัญในใจของผมคือการทำหน้าที่ธรรมาภิบาล    เพื่อสร้าง trust ในประชาคมมหิดลว่า    มหาวิทยาลัยเอาใจใส่ให้คุณค่าต่อคนดีมีฝีมือและมีคุณค่าต่อสังคม


          การต่ออายุราชการของอาจารย์ไม่ใช่สิทธิของบุคคล    แต่เป็นความต้องการของหน่วยงาน    และกลไกที่มีอำนาจตัดสินสุดท้ายเป็นองค์คณะบุคคล คือสภามหาวิทยาลัย 

  
          เมื่อมีความเห็นแตกต่าง ระหว่างภาควิชา คณะกรรมการประจำคณะ และคณบดี   ก็จะต้องตรวจสอบกฎเกณฑ์กติกา ซึ่งมีความซับซ้อน ตีความได้หลากหลายแนว   และเข้าใจผิดได้ง่าย   รวมทั้งสามารถมีมุมมองที่ต่างกันได้   เพราะในระดับภาควิชา ก็เป็นธรรมดาที่จะมองเฉพาะประโยชน์ของภาควิชาเป็นหลัก    แต่สภามหาวิทยาลัยจะต้องมองกว้างกว่า มองประโยชน์ในระดับคณะ มหาวิทยาลัย และระดับประเทศ

   
          สภามหาวิทยาลัยตรวจสอบข้อมูล ขั้นตอนการดำเนินการ และรับฟังความเห็นและซักถามคณบดี รักษาการหัวหน้าภาควิชา และตัวศาสตราจารย์ที่มีความประสงค์จะต่ออายุราชการ    แล้วอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ต่ออายุราชการ

 
          ในการดำเนินการหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ประธานสภาคณาจารย์ คือ รศ. ดร. กัมปนาท ภักดีกุล ได้ร่วมดำเนินการด้วย   เป็นการแสดงความกลมเกลียวกันระหว่างฝ่ายตัวแทนคณาจารย์กับฝ่ายบริหาร

 
          เหตุการณ์ครั้งนี้มี pain ในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง    และเสียเวลาของคนจำนวนมาก   แต่ก็มี gain ในประชาคมมหิดล    เพราะเป็นโอกาสแสดงให้ประชาคมมหิดลเห็นว่า กลไกการบริหารงาน และกลไกกำกับที่ทำงานเชิงรังสรรค์ (Generative Mode) จะช่วยกันจรรโลงความดีและคุณค่าของคนมีผลงาน    สร้างความเชื่อมั่นของประชาคมต่อระบบกำกับดูแล

 

วิจารณ์ พานิช
๓๑ มี.ค. ๕๑