หนึ่งในสิ่งที่อยากเห็นก่อนตาย...

วันที่ 24 มีนาคม 2551 ก็เป็นวันที่ป้าเจี๊ยบได้จารึกซะทีว่าในบรรดาสิ่งที่อยากเห็นก่อนตายนั้น สมหวังไปแล้วอีกหนึ่ง..

ทัชมาฮาล...อนุสรณ์แห่งความรักสะท้านโลกไงคะ

จดๆจ้องๆหลายครั้ง แต่ประเทศอินเดียไม่เคยอยู่ในความคิด เคยฉิวเฉียดจะได้ไปเพราะเจ้านายสั่งให้ไปประชุมแทน แต่เจ้าภาพของดด้วยเหตุผลทางการเมือง ป้าเจี๊ยบดีใจไชโยโห่ฮิ้วที่ไม่ต้องไป... มีคนมาชวนก็หลายครั้ง ตอบปฏิเสธทุกครั้ง!  ป้าเจี๊ยบกับทัชมาฮาลก็เลยไม่ได้เจอกันตัวต่อตัวสักที

แต่ราวๆ ต้นเดือนมีนาคม ป้าแจงบอกว่าเพื่อนที่ศิลปากรมาชวนไปอินเดีย จะพานักศึกษาปริญญาโทและเอกด้านอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมไปดูงาน  ยังหาสมาชิกได้ไม่ครบจำนวน ป้าแจงไม่อยากขัดเพื่อน แต่ก็ประเภทเดียวกันกับป้าเจี๊ยบคือไม่อยากไปอินเดีย  จึงยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

พอทราบว่าสถาปัตยกรรมในรายการมีทัชมาฮาลด้วย ป้าเจี๊ยบก็ตาโตบอกว่าไปสิ จะไปด้วย... แล้วสองศรีพี่น้องก็ได้มาเดินอ้อยอิ่งชมความงามของทัชมาฮาลตั้งแต่ตะวันยังไม่ขึ้น จนกระทั่งแสงทองของรุ่งอรุณค่อยๆ สาดรังสีทาบหลังคาโดมหินอ่อนสีขาว... งามไปซะทุกมุมมอง

ความรักมีอานุภาพแต่ไหนก็เห็นจะจะกับตาวันนี้แหละค่ะ  ยิ่งใหญ่อลังการจริงๆ...

เฮ้อ..สมัยนี้ยังจะมีผู้ชายที่ไหนในโลกอีกไหมหนอที่จะรักผู้หญิงได้มากมายอย่างที่กษัตริย์ชาห์จาฮันรักพระนางมุมตัส (ซึ่งเป็นแม่ม่ายสามีตาย!)...

และเพื่อให้ครบเรื่องรักเศร้าสะเทือนใจ เราก็ต้องข้ามฝั่งแม่น้ำยมุนา ไปชมป้อมอัครา (Agra Fort) ด้วย เพราะเป็นที่ที่กษัตริย์ชาห์จาฮันถูกลูกชาย (ชื่อ Aurangzeb หนึ่งในลูก 14 คนของพระนางมุมตัส)จับมากักขังไว้  เพราะหลังจากสร้างทัชมาฮาลเสร็จก็คิดจะสร้างสุสานของตัวขึ้นมาคู่กัน แต่ลูกชาย  เห็นว่าพ่อใช้เงินจนแทบจะเกลี้ยงท้องพระคลังแล้ว ก็เลยไม่ยอม... 

ห้องที่ให้พ่อพักอยู่จะมองเห็นทัชมาฮาลได้ตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืนค่ะ (ห้องที่มีมุขสีขาวยื่นออกมาด้านหลังภาพที่ป้าเจี๊ยบโผล่แต่หน้ามาโชว์นั่นแหละค่ะ)

สถาปัตยกรรมฝั่งนี้ส่วนใหญ่เป็นหินทรายสีน้ำตาลแดง .. ยิ่งใหญ่อีกเหมือนกัน เพราะกำแพงล้อมรอบป้อมนี้ยาวตั้ง 2.4 กิโลเมตร ...