รู้สึกสลด และใจนั้น กลับมาสู่ความเห็นธรรมชาติ อย่างชัดเจนทีเดียว
เปิดบันทึกอ่าน ในบล็อกเชื่อมใจฯแห่งนี้ ครั้งแรกตั้งใจจะตอบกระทู้เดิมๆ ให้หายคิดถึง ให้มีความอบอุ่นเสมือนได้พูดคุยกับญาติมิตรเหมือนก่อน แต่พอดูเวลาแล้ว ปรากฏว่า จะถึงเวลาที่ไฟฟ้าจะดับอีกแล้ว ดังนั้นจึงขออาศัยการเข้าบันทึกในช่วงนี้ เพื่อส่งข่าวคราวกันก่อนนะคะ รอจังหวะดีๆ จะรีบเขียนบันทึก ประสบการณ์ มาถ่ายทอด ให้มากกว่านี้
ถ้าจะบอกว่า มาอินเดียนี้ มาแล้วจะรู้ เหมือนบอกไว้ ที่บล็อก"เล่าสู่กันฟัง" ทุกภาพที่เห็น ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในบ้านเรา เอาแค่เรื่องความตายของคนที่นี่ เขาทำกันอย่างง่ายๆ ไม่มีโลงหรูหรา ไม่มีพิธีกรรมมากมาย มีเพียงคนหามสี่คน นำศพลงไปชำระในลำน้ำ จากนั้น จึงตั้งกองฟอนริมน้ำนั้น แล้วก็เผากันสดๆ
เสียดายผู้เขียนยังไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองในพิธีกรรมนี้ แต่ที่เห็นแล้ว ความรู้สึกเกิดแล้วในจิตก็คือ การนั่งรถไปตามทาง บริเวณริมน้ำ จะมีกองเถ้าถ่าน โครงกระดูก ที่เผาแล้ว เป็นหย่อมๆ แรกๆไม่รู้ว่าอะไร แต่เมื่อเพื่อนที่นั่งไปด้วยบอก และมองเห็นตามนั้น จึงสังเกตว่า กองเถ้าขาวๆนั้น มีระยะ ไม่ห่างกันเท่าไหร่ โครงกระดูก ก็ยังมีให้เห็นประปราย
ธรรมสังเวชที่นำมาเล่านี้ อาจเป็นข่าวแรกที่ไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไหร่ แต่ผู้เขียนถือว่า เป็นสิ่งที่กระทบใจ จนรู้สึกสลด และใจนั้น กลับมาสู่ความเห็นธรรมชาติ อย่างชัดเจนทีเดียว
ถ้าท่านใดผ่านเข้ามาอ่าน ก่อนนอนคืนนี้ เมื่อระลึกถึงความไม่เที่ยงแห่งสังขาร ความตายที่จะติดตามเป็นเงาตามตัวเราเสมอ ตั้งแต่เกิดมา และใจนั้น บังเกิดธรรมสังเวช ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว เชื่อว่าทั้งสิ้นที่เล่ามา คงทำให้ดวงใจท่านนั้น แจ่มใส ไร้กิเลสมาร และหลับฝันดีแน่นอน ผู้เขียนหวังเช่นนั้นค่ะ
โยคีน้อย
ขอแสดงความยินดีด้วย
การเกิดธรรมสังเวชไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดง่ายๆ
ความจริงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนทำให้เกิดธรรมสังเวชได้ทั้งนั้น บางครั้งอยู่ในประเทศที่เจริญ ทัยสมัย ก็เกิดธรรมสังเวชได้ เพราะความเขริญสุดขั้วนั้น
กรุงเทพฯ เองที่เจริญและทันสมัย บางครั้งเห็นสนุกสนานสุดเหวี่ยงที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย หรือความเกินพอดีของพฤติกรรมคน ก็เกิดธรรมสังเวชได้
แต่ที่อินเดียนั้นถือว่าสุดขั้ว เป็นธรรมสังเวชที่เกิดเพราะจนสุดขั้ว อยู่อย่างพอเพียงแบบติดดินและอยู่อย่างยึดมั่นในเทพเจ้าอย่างสุดชีวิต.......จึงเป็นธรรมสังเวชที่มีพลังมาก
ที่จะสร้างสมดุลย์ในสิ่งที่เรามีเกินในสังคมไทยให้เกิดในจิตใจ
ถ้าในตัวเราคือห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ก็ต้องลองดูว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงในจิตของคนที่ไปผ่านธรรมสังเวชที่อินเดียจะเป็นอย่างไร
ติดตามกันต่อไปครับ
สวัสดีค่ะพี่โยคี
ความรู้สึกในการผ่านธรรมสังเวชนั้น ที่จริงโยคีน้อย เคยถามความหมายของคำนี้จากพี่โยคีครั้งหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่โยคีน้อยจะบอกนี้ ไม่ทราบว่าใช่หรือไม่อย่างไร ลองดูนะคะ
การที่ได้ฟัง ได้รับรู้กับสิ่งต่างๆในอินเดียนั้น แม้แต่เรื่องความเป็นอยู่ จนถึงการแตกดับ โยคีน้อยเองมีความรู้สึกว่า เหมือนการฟังนักเล่านิทาน ซึ่งแต่ละท่าน แต่ละคน จะพาไปตามเทคนิกของเขา เราอาจจะเศร้า ดีใจ หรืออะไรก็ตาม แล้วก็จบไป จำได้แต่เรื่องราวนั้นๆ และเมื่อจะนำมาถ่ายทอดต่อ ก็มักจะเอาอารมณ์ที่เราเข้าใจ ว่าเป็นอย่างนั้นๆ มาใส่เข้าไป นิทานเรื่องหนึ่งจึงมี จึงมีหลายอรรรถรส
แต่การได้มาเห็น มาประสบสิ่งต่างๆ ด้วยประสาทสัมผัสของตนเอง เช่นที่โยคีน้อยเล่าเรื่องการรักษาคนไข้ แล้วเมื่อได้สัมผัส จึงรู้ว่าเขาเจ็บป่วยจริง ทุกข์จริง แม้ใจจะเมตตาปราณีสักเท่าไร เมื่อพ้นมือเรา เขาก็ต้อง เป็นเช่นนั้นต่อไปอีก ตามแรงของกรรม การได้เห็นกองฟอน กองกระดูก ที่ถูกทอดทิ้งเดียวดาย และย่อยสลายไปในที่สุด(เปรียบเทียบแต่ละกอง) ความรู้สึกที่เป็นเขาเป็นเราหมดไปทันที ไม่เหลืออะไรอีกต่อไป รวมถึงเราด้วย แต่ใจมันกลับคิดทบทวนว่า พระพุทธเจ้าสอนให้ทำดี เป็นบุญติดตัวไป เราทำหรือยัง ใจจึงเหลือเพียงการคิดเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ ติดตัวไป ทีละเวลาๆ
จิตมีอาการเหมือนก่อนนี้เราวิ่งหนีฝน เพราะกลัวหนาวจาก การเปียกฝน แต่บางครั้งเรายอมเปียก แล้วกลับมาอยู่กับตนเอง กับความอบอุ่นภายใน เราก็จะลืมหนาวภายนอก โดยไม่ต้องทน ไม่ต้องหนีค่ะ "ความอบอุ่น ในความหนาว"
เขียนวกวนไปหรือเปล่า อธิบายยาก ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะคะพี่โยคี
โยคีน้อย
ใช้เวลาที่เหลือ บ่มเพาะ และหาประสบการณ์ในแดนพุทธภูมิให้เต็มที่เพราะ....ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย...
ที่เล่ามานี้ถูกแล้ว จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
ถ้าคุมจิตได้ โลกก็เป็นของเรา
เพราะจิตเป็นอย่างใด โลกก็เป็นเช่นนั้น
ในการปฏิบัติธรรม ขณะที่ปฏิบัติ ต้องลืมให้หมดทั้งอดีตและอนาคต มีอยู่แต่ปัจจุบันขณะ
สาธุ
พี่โยคี
การมาอินเดียครั้งนี้ เป็นการมาตามรอยบุญจริงๆ และได้รู้สภาพจิตที่แท้จริงของเราด้วย ใครจะว่าอย่างไร แต่จิตเราจะตัดสินเอง คือมีกำลัง พอที่จะพิจารณาได้ เช่นคนเขารังเกียจ ว่าคนอินเดียสกปรก แต่เมื่อเราได้ไปรู้เห็นตัวตนที่แท้จริงแล้ว ความเป็นเขา ทำไมต้องเทียบกับเรา เท่านั้นหรือ รังเกียจว่าขี้ขอ นั่นก็เรื่องของเขา เราคือให้หรือไม่ให้เท่านั้นต่างหาก
มีสิ่งให้เรียนรู้ ในเหตุการณ์ และสิ่งที่พบเห็นตลอดเวลาเลยค่ะ