ภาษาประดุจดังอาวุธ ประจำกายและใจ

 

   ในสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เยาวชนรุ่นใหม่คงต้องปรับตัวตามให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อกล่าวถึงเด็กรุ่นใหม่แล้ว ผมคิดว่านักเรียนยุคสมัยนี้  ควรต้องเรียนภาษาอย่างน้อยที่สุด 3 ภาษา จึงจะอยู่รอดในสังคมที่แข็งขันกันอย่างรุนแรงนี้ได้และไม่เสียเปรียบทางภาษา โดยใช้ภาษาแม่และภาษาต่างประเทศอีก 2 ภาษา ส่วนเมืองไทย ภาษาอังกฤษได้รับการยอมรับมานาน  ส่วนภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่น เหล่านี้ถือเป็นภาษาต่างประเทศภาษาที่สอง ในบรรดาภาษาต่างประเทศที่สอง ถึงแม้ภาษาเกาหลีจะมาแรงก็ตามเถอะนะครับ แต่ยังไงภาษาญี่ปุ่นยังได้รับความนิยมสูงและต่อเนื่องในสังคมไทย สมัยเมื่อผมเรียนมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนภาษาญี่ปุ่นกันมากจริงๆจนทำให้ทางคณะศิลปศาสตร์ ต้องจำกัดโควต้าการลงทะเบียนเรียนภาษาญี่ปุ่น กันครับ

   นอกจากนี้ในสมัยผมที่เน้นการสอนไวยากรณ์เป็นหลัก คงจะต้องปรับเปลี่ยนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสารเพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้เกิดการเรียนการสอนแบบดังกล่าว ปัจจัยหลักน่าจะมีการพัฒนาครูผู้สอนให้มีความรู้ความสามารถในระดับสูง  เพิ่มครูผู้สอนประจำชาวญี่ปุ่น  จัดให้มีสื่อการสอนที่เน้นการพูดสนทนา เช่น รายการสอนภาษาญี่ปุ่นของ NHK ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมาก  และจัดวิชาวัฒนธรรมญี่ปุ่นและวิชาญี่ปุ่นปัจจุบันให้เป็นวิชาบังคับ เนื่องจากแม้ว่าผู้เรียนจะมีความสามารถทางภาษามากเพียงใด แต่ถ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับญื่ปุ่นเลยการสนทนาจะไปไม่ได้ราบรื่น  ครับ
             
ในปัจจุบันอัตราการแข่งขันหางานของผู้ที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นนั้นยังไม่สูงมาก แม้ว่าภาษาญี่ปุ่นไม่คล่องเท่าใดนัก แต่ก็พอหางานได้ แต่กระนั้นก็ตาม ความสามารถทางภาษาเพียงอย่างเดียวดูเหมือนจะไม่เพียงพอเสียแล้ว การที่จะพัฒนาตนไปสู่คนของสังคมนานชาติได้นั้น จึงควรต้องมีความสามารถในการสื่อสารที่ดีอีกด้วย ความสามารถดังกล่าวที่ควรคำนึงถึง คือ มีเนื้อหาที่จะพูด มีความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร มีท่าทีเคารพคู่สนทนาในฐานะที่เท่าเทียมกัน จึงจะประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศนั้นเอง ครับ ไม่เชื่อ ต้องลองดู ช่วยบอกลูกๆ หลานๆ ด้วยนะครับ เดียวจะหาว่าไม่เตือนกัน