ไม่เคยคิดว่าการศึกษาทางไกล..อย่าง มสธ.. จะทำให้มีเพื่อน และคิดถึงเพื่อนได้อย่างนี้

ดังที่ได้เล่าในบันทึกฉบับก่อน ว่ามีโอกาสได้รู้จักเพื่อนร่วมห้องเรียน มสธ. ถึง 22 คน และเพื่อนร่วมรุ่นอีกจำนวนหนึ่ง...ซึ่งก่อนที่จบตามหลักสูตรปริญญาตรีของ มสธ. นั้น กำหนดไว้ว่า นักศึกษาทุกหลักสูตรต้องเข้าร่วมการฝึกอบรมวิชาชีพเป็นเวลา  5 วัน

  • ในที่ประชุมยักษ์ที่จุคนได้มากกว่า 448 คน มีสอบถามว่าคุ้นเคยเพลง มสธ. บ้างหรือเปล่า บางคนคุ้น บางคนไม่คุ้น เพราะไม่รู้จะหาฟังที่ไหน แบบว่าตั้งแต่ลงทะเบียนมาก็ รู้จักแต่สถานสอบที่อยู่ใกล้ในภูมิลำเนาเท่านั้นเอง ....วิทยากรท่านบอกว่าโดยปกติแล้วมักจะเปิดที่สนามสอบ เปิดเป็นประจำเลย....ไม่เคยได้ยินเลยเหรอ ...เราเอง ส่ายหน้าดิก เพราะว่าเวลาไปสอบแต่ละครั้งก็ถึงเวลาเข้าห้องสอบพอดี ไม่เคยได้ทันฟังอะไรๆ หรอก แถมทุกครั้งทำข้อสอบไม่ได้ พอถึงเวลาอนุญาตให้ออกจากห้องสอบ เราเองก็เผ่นแน่บ จึงไม่เคยได้ยินเพลง มสธ. ที่สนามสอบเลย และไม่มีเพื่อนจากการไปสอบเลย ยกเว้นคนผ่านมาผ่านไปที่ต่างยิ้มให้กันเท่านั้น

 

  • ในห้องเรียน อาจารย์ที่ปรึกษาให้แนะนำตัวกัน ครั้งแรกก็กังวลว่าจะจำชื่อเพื่อนไม่ได้ เผลอแป๊บเดียว ใครไปใครมา ใครไม่มา จำได้หมด  และอาจารย์ก็มีการบ้าน....ให้เขียนเรียงความถึงแรงบันดาลใจในการมาเรียน มสธ.....ส่ง 1 หน้ากระดาษ ของคนอื่นมีอะไรเป็นแรงบันดาลใจ เราก้อไม่รู้เพราะอาจารย์ไม่ได้นำเสนอให้ฟัง แต่สำหรับตัวเอง ยังงงกับความว่าแรงบันดาลใจ แต่ได้เขียนเหตุผลสำหรับการมาเรียน มสธ. ในครั้งนี้ไปว่า

 

  • 4 ปีที่ผ่านมาหลานสาวกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเกิดความกังวลใจอย่างมาก เราจะร่วมด้วยช่วยกันว่า เรียนที่ไหนก็ได้ ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็มาเรียน มสธ. มะ..ฉันจะเรียนเป็นเพื่อน...เดือน มี.ค. นี้หลานสาวก็จะจบจากมหาวิทยาลัย ตัวฉันเองหากสอบผ่าน 3 วิชา ก็คงจะจบเหมือนกัน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ครอบครัวของเราจะมีบัณฑิตพร้อมกัน 2 คน ซึ่งมาจากต่างรุ่นอายุ  จากการเรียนครั้งนี้ ทำให้ฉันทราบรูปแบบการศึกษาทางไกล ที่ฉันสามารถจะอธิบายและให้คำแนะนำในการเรียนการสอนต่อคนรุ่นลูกรุ่นหลานได้ เข้าใจถึงระบบการศึกษาของไทย ที่ต้องประกอบด้วย 1)ระบบการเรียน 2)ตัวผู้เรียน 3)ตัวผู้สอน+อุปกรณ์การเรียนการ     สอน 3 อย่างนี้บ่งชี้ถึงคุณภาพของสถานศึกษา และโยงไปถึงค่าลงทะเบียนทีถูกแพงต่างกัน เปรียบเทียบกับสถาบันที่เปิดสอนแบบเปิดและแบบปิดได้  ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสะท้อนให้ฉันทราบว่า บัณฑิตของ มสธ. นั้นเน้นหนักที่ตัวผู้เรียน ที่ต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้มาก ถึงแม้ว่าจะมีเอกสารการสอนที่ดี มีการสอนเสริม มีการสอนทางไกลผ่านระบบวิทยุโทรทัศน์ แต่ทั้งหมดทั้งมวล คือ ความรับผิดชอบต่อตนเองล้วนๆ ...ขอบอก (ความฝันในอนคตอยากเรียนทางไกลผ่านระบบ Internet กับสถาบันในต่างประเทศ...อิ อิ บอกแล้วว่าเปป็นความฝัน)
  • ประเด็นที่ 2 ที่ทำให้ฉันมาเรียน มสธ. คือ ต้องการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ เพื่อนำไปบูรณาการกับงานประจำ วิชาชีพเดิมนั้นทำให้งานมีประสิทธิภาพ  หากอยากได้ประสิทธิผลที่เป็นเลิศ ในปัจจุบันนี้ต้องนำความรู้หลากหลายมิติมาประกอบกัน อะไรที่จะให้เกิดการเรียนรู้แบบหลายมิติ นั่นคือการแสวงหาความรู้ใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าหลักสูตรการเรียนการได้ การติดตามข่าวสารบ้านเมือง การไปอมรบ ศึกษาดูงาน ก็ได้ แต่ฉันเลือกที่จะเรียน เพราะด้วยเป็นคนสบายตามใจตัวเอง จึงต้องให้มีกรอบเป็นตัวบังคับบ้าง  บางคนบอกว่าที่ฉันเรียนการจัดการ เพราะอยากเป็นผู้บริหาร...เรื่องอย่างนี้คนที่บริหารได้ดีอาจจะไม่จบทางการบริหารซักกะติ๊ด เพราะการบริหารคือเรื่องของทักษะ และสำหรับการเรียนครั้งนี้ก็ไม่ทำให้ฉันเสียใจเลย เนื่องจากได้ทบทวนความรู้บางเรื่องที่ได้เรียนมาบ้างแต่ไม่ใส่ใจ หากพอได้ทำงานแล้วกลับได้ใช้อย่างมาก และสำหรับความรู้ที่ฉันได้ทำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานที่เห็นได้ชัด คือ ทฤษฎี 4 P และการตลาด ทำให้จัดบริการเชิงรุกและนำเสนอบริการใหม่ๆ แก่ผู้ใช้ห้องสุดได้
  • ประเด็นต่อมาคือ ความแก่ค่ะ  4 ปีที่ผ่านมา (แบบว่าเรื่มแก่) เพื่อนๆ สาวๆ โสดๆ หลายคนเริ่มว่างจากสรรพสิ่งต่างๆ เริ่มฟุ้งซ่าน เอาใจไปจับกับสิ่งนั้น สิ่งนี้ จนเกินความพอดี หันกลับมาวิเคราะห์ตัวเอง...อ๋อ มันเกิดจากความว่าง ซึ่งผลของการเม้าท์ วิพากย์วิจารณ์ ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น นอกเสียไปจากถูกคนมองว่าหยุมหยิม...น่าเบื่อ...จึงชวนกันแก้เกม...หาอะไรทำ ที่เกิดประโยชน์แก่ตน...การเรียน มสธ ก็นับว่าช่วยเหลือได้นะคะ... เพราะ 1 เดือนก่อนสอบ ไม่ทำอะไ นั่งเก็งข้อสอบ อ่านหนังสือ วันๆ ก็หมดไป พอผลสอบออกก็ลุ้นระทึก...หากสอบผ่านโอโฮ้...เป็นกำลังใจที่ดีทีเดียว..แล้วเราก็ไม่แก่ค่ะ เพราะผลสอบที่ผ่าน ทำให้เราภาคภูมิใจในตนเอง (ไปอบรมวิชาชีพ...ยิ่งหน้าบาน...บอกจริงๆ ไม่คาดคิดว่าจะมีโอกาสจบกับคนอื่นเค้า) แป๊บๆ ก็ลงทะเบียนใหม่อีกแล้ว...จึงเป็นวุ่นๆ ไม่มีเวลาเหลือเฟือให้ฟุ้งซ่าน
  • ประเด็นสุดท้าย คือ หลักสูตรของ มสธ. ยืดหยุ่นค่ะ ไม่ต้องซีเรียส มีเค้าโครงหลักสูตรกว้างๆ ให้เลือกลงเรียนตามอัธยาศัย เช่น ติดงานด่วนไม่ได้ไปสอบไม่เป็นไร ไม่มีเงิน ลงทะเบียน 1 ชุดวิชาก็ไม่ว่ากัน จะเอาวิชานี้มาเรียนก่อนวิชานี้ก้ได้ (ตามใจ...หากเปิดสอนในภาคเรียนนั้น)

นอกจากสาเหตุที่ทำให้มาเรียน มสธ. แล้ว ยังมีผลพลอยได้จาการมีเพื่อนหลากหลายวันเอ๊าะๆ ประมาณ 23-29 ปี เช่น พนม ซัน ปุ่น อ้อม ฯลฯ นำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แล้วนำไปใช้กับลูกๆ หลานๆ ที่บ้านได้อีก และรู้สึกตัวว่าตัวเองสาวขึ้นๆ

เริ่มเข้าประเด็นแล้วค่ะ  ทำไมคิดถึงเพื่อน... เพราะจากการทบทวนความรู้ด้วย Case ต่างๆในห้องเรียนทำให้เรารู้ว่า การเรียนด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีระบบสอนเสริม แต่บางครั้งด้วยภารกิจการงาน ทำให้เราไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนั้น องค์ความรู้ของเราจึงไม่ครบถ้วน (แบบว่าเหรอๆ ก๊าบๆ) แต่การอบรม 5 วัน ก่อนที่อาจารย์จะให้คำแนะนำในเรื่องที่ยากของหลักสูตร เช่น การจัดการทั่วไป จะเน้นเรื่องบัญชี ภาวะวิกฤติ เป็นต้น อาจารย์จะให้โจทย์ซึ่งเป็นเครื่องมือสกัดความรู้ที่นักศึกษามี ทำให้อาจารย์ทราบว่าจะป้อนอะไรให้ในส่วนที่นักศึกษาขาด...ตรงนี้แหละค่ะ เพื่อนที่มาจากต่างที่ ต่างอายุ ต่างความรู้ความสามารถ ได้ร่วมด้วยช่วยกัน รู้มาก บอกมา มีการแชร์ความรู้ซึ่งกันและกัน....จะไม่ให้คิดถึงเพื่อนได้ยังงัย

ปล. ฝากถึงเพื่อน

  • น้องแหม่ม ได้รับ CD แล้ว ฝากมาบอกว่ามีความสุข
  • น้อง Red ให้ส่ง CD ไปสุรินทร์ แต่ตัวเองไปเป็นเถ้าแก่เนี๊ยร้านกาแฟสดที่ศรีสะเกษ อยากดูรูปมาก โทร.ให้แม่ส่งรูปไปให้ ด่วน
  • น้องเดือน mail ข้อคิดและเกม มาให้เล่นอยู่เสมอ และอ้อนว่าอยากเห็นรูปจัง...ม่ายรุ ได้รับหรือยัง
  • น้องกอล์ฟ คงวุ่นกับการดูแลกิจการ เดี๋ยวคงจะดำเนินการส่ง CD ฉบับที่ 2 มาให้
  • น้องอ้อม โทรมาคุยหะแรกที่กลับมาจากการอบรม ตอนนี้คงวุ่นกับงาน
  • พี่อี๊ด ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเอามือถือจากลูกคืนไปหรือยัง เห็นว่าลืมไว้ที่ กทม.
  • น้องเจตน์ ก็คุยกันบ้าง...เห็นว่า หากมาประตุน้ำขอนแก่น จะดทรหา...อย่าลืมเด้อ

คนอื่นๆ ส่งข่าวบ้างนะคะ  ถ้าแวะเข้ามาอ่านบันทึก ฝากร่องรอยทักทายไว้ส่วนความคิดเห็นท้ายบันทึกด้วย จะได้หายคิดถึงกัน