นายเปรมประชา ศุภสมุทร อดีตผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 25 มี.ค. อนุมัติให้ปล่อยเงินกู้แก่กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ในปีการศึกษา 2551 อีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลชุดที่แล้ว ได้สั่งให้ยกเลิก กรอ.ว่า อาจจะสร้างความสับสนขึ้นในหมู่นักเรียน และนักศึกษาอีก เพราะเงื่อนไขและหลักการตามมติดังกล่าวเท่ากับแบ่งแยกนักเรียนนักศึกษาออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ในสาขาที่ขาดแคลน เช่น แพทย์ วิศวกรรม หรือสถาปัตยกรรมสามารถ      กู้ กรอ.ได้ 100% โดยไม่ต้องยึดหลักว่าผู้กู้ เป็นเด็กที่พ่อแม่ยากจนหรือไม่    นักเรียนกลุ่มนี้ หากเลือกเรียนในสาขาอาชีพที่รัฐบาลสนับสนุน ก็ได้รับเงินกู้เท่ากับค่าเล่าเรียนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินเพดานที่ กรอ.กำหนด เช่น สาขาแพทย์      เบิกค่าเล่าเรียนได้สูงสุด 150,000 บาทต่อปี  วิศวะสูงสุดไม่เกิน 70,000 บาท ทำให้เด็กที่มาจากฐานะร่ำรวย หรือยากจน มีสิทธิในการเลือกเรียนเท่ากันหมด ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่มีเส้นแบ่งฐานะด้านการศึกษาอีกต่อไป

ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่ระบุว่า หากนักเรียนเลือกเรียนในสาขาวิชาชีพที่รัฐไม่สนับสนุน เพราะเมื่อเรียนจบแล้วมีโอกาสตกงาน เช่น สาขานิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ เป็นต้น  นักเรียน-นักศึกษาเหล่านี้มีสิทธิกู้เงินจาก กยศ. ได้เท่านั้น จึงถือเป็นการแบ่งแยกนักเรียนออกเป็น 2 ระดับ ที่สำคัญผู้ที่มีสิทธิกู้เงินจาก กยศ.ได้นั้น จะพิจารณาจากรายได้ของครอบครัวต้องไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี  หากครอบครัวใดมีรายได้เกินกว่า 150,000 บาท เช่น 170,000 บาท ก็จะหมดสิทธิในการกู้เงินทันที   ทั้งนี้ หมายความว่า นักเรียนที่มาจากครอบครัว ที่มีรายได้น้อยเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเรียนต่อได้  ส่วนนักเรียนที่มาจากฐานะปานกลาง จะหมดสิทธิในการกู้ทุกหนทาง เพราะ กรอ.ให้กู้เฉพาะวิชาชีพ        ที่รัฐสนับสนุน จะไปกู้เงินจาก กยศ.ก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์ หรือกติกาที่วางไว้ขณะนี้เด็กกำลังงงกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่เรียนจบ ม.6 และจะศึกษาต่อปริญญาตรีที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง ไม่แน่ใจว่า ตัวเองจะกู้เงินจากแหล่งใดได้ หากทางบ้านไม่ส่ง” 

นายเปรมประชากล่าวด้วยว่า จากการเก็บสถิตินักเรียนที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 และ ปวส. ในแต่ละปี มีประมาณ 1 ล้านคน ในจำนวนนี้ มี 30% ที่มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง หรือราว 300,000 คน       อีก 70% ที่เหลือมาจากครอบครัว  ที่ยากจน 50% หรือประมาณ 500,000 คน แต่ในจำนวนนี้ก็ไม่ได้กู้ทุกคน เนื่องจาก กยศ.มีขีดจำกัด และให้กู้เงินแต่ละปีเพียง 100,000 คนเท่านั้น ส่วนอีก 20% ที่เหลือมาจากครอบครัวที่ฐานะดี 

สำหรับทางออกในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ นายเปรมประชาเสนอว่า รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการคลังควรใช้นโยบายการเงินนำหน้าการศึกษา หมายความว่า รัฐบาลต้องการสนับสนุนในวิชาชีพ
สาขาใด ก็ควรให้เงินกู้ ทั้ง
100%  แต่หากวิชาชีพใดไม่สนับสนุน เพราะหางานทำยาก อาจจะให้การสนับสนุนน้อยลงเช่นให้เพียง 70% หรือ 80% ของค่าเล่าเรียนที่จ่ายจริง แต่วิธีการนี้ต้องยกเลิก กยศ.แล้วปล่อยกู้แบบ กรอ.แทน ซึ่ง      จะทำให้นักเรียนทั้งหมดไม่ว่าฐานะยากจน ปานกลาง หรือร่ำรวย มีสิทธิในการกู้โดยเสียอัตราดอกเบี้ยกู้ตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยและวงเงินกู้ดังกล่าว จะเป็นแรงบีบรัดตัวนักเรียนในการเลือกเรียนในสาขาวิชาชีพซึ่งเป็นที่ต้องการ

ขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาที่เน้นเปิดสอนในสาขาวิชาสังคม หรืออื่น ๆ โดยมุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพก็จะไม่กล้าเปิดสอนเพราะนักเรียนจะต้องตัดสินใจให้ดีว่า จะเลือกเรียนในสาขาที่รัฐให้การสนับสนุนหรือไม่  ไม่เช่นนั้น ค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษา จะตกเป็นภาระที่หนักมากแก่ตัวนักเรียนเอง 

นายเปรมประชากล่าวว่า การกู้เงินแบบกรอ.ในปีการศึกษา 2549 นั้น  แรกเลย คาดว่าจะมีนักเรียนมากู้ราว 80% จากจำนวนทั้งสิ้น 1 ล้านคน แต่ปรากฏมียอดกู้เงินจริงเพียง 45% และมียอดกู้เงินจาก กยศ. เพียง 20% เท่านั้น แสดงให้ เห็นว่าผู้ปกครองของเด็กที่มีฐานะดี ไม่ต้องการให้เด็กมีภาระหนี้ติดตัวเมื่อสำเร็จการศึกษา ยกเว้นครอบครัว ที่มีปัญหาเรื่องรายได้จริง ๆ ซึ่งในแต่ละปี รัฐบาลให้การสนับสนุนเงินกู้ผ่าน กยศ.ปีละ 30,000 ล้านบาท หากปีการศึกษา 2551 นี้ ให้นักเรียนกู้เงินจาก กรอ.เพียงอย่างเดียว จะใช้เงินเพิ่มขึ้นอีก 3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 10% เท่านั้น จะครอบคลุมนักเรียนถึง 65% ของจำนวนนักเรียน 1 ล้านคนที่เข้าชั้นปีที่ 1 ในระดับปริญญาตรี และ ปวส. และเมื่อขึ้นสู่ชั้นปีที่ 2 ก็กู้เงินจาก กรอ. ไปจนสำเร็จการศึกษา  ส่วนนักเรียนที่กู้เงินจาก กยศ.เดิมที่จะขึ้นชั้นปีที่ 2 ในปีการศึกษา 2551 ก็กู้ กยศ.ไปจนสำเร็จการศึกษา ซึ่งจะทำให้การกู้เงินแบบ กยศ.ถูกยกเลิกไปโดยอัตโนมัติ และ     ไม่สร้างความสับสนแก่นักเรียนนักศึกษาด้วย

ไทยรัฐ  28  มี.ค.  51