หอการค้าไทยคาดเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว5.5%ตามประมาณการ สศช.พร้อมเผยธุรกิจเด่น   ได้มาตรการรัฐหนุน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2551 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4.5-5% เป็น 5-5.5%         ซึ่งเป็นไปตาม ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการไว้ เนื่องจากเชื่อว่าจะมีปัจจัยหลายด้านส่งผลดีในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่อัดฉีดลงไป     ในระบบ  อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและโครงการเมกะโปรเจกต์ที่จะทำให้ภาคการประชาชนปรับตัวดีขึ้นสำหรับปัจจัยแรกที่จะส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ คือ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากและความยากจน เช่น โครงการเอสเอ็มแอล 2 หมื่นล้าน บาท ธนาคารรัฐปล่อยกู้อีก 4 หมื่นล้านบาท ทำให้เงินเข้าสู่ระบบ 6 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2551 ให้เบิกจ่าย 94% และเร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งแนวโน้มการลงทุนของภาครัฐและเอกชนดีขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 4.5% ขณะที่ภาคส่งออก      ยังขยายตัวถึง 12.5%  คาดว่าค่าเงินบาทจะเฉลี่ยอยู่ที่ 30-31 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยปีนี้ จะทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และไม่น่ามีแรงกดดันที่จะต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง ส่วนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น  ทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากเริ่มติดลบเล็กน้อยนายธนวรรธน์ กล่าว

ปัจจัยเสี่ยงในประเทศปีนี้ คือ ผู้ประกอบการยังกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่กำลังซื้อลดลง รวมทั้งแนวโน้มค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และปัญหาไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายนอก ได้แก่ เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และปัญหาซับไพรม์ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ ยังทรงตัวในระดับสูง  ดังนั้น รัฐบาลต้องอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 4-6 หมื่นล้านบาท ผ่านมาตรการกึ่งการคลังเพื่อให้ธนาคารเฉพาะกิจนำไปปล่อยกู้ ทั้งธนาคาร    อาคารสงเคราะห์ ออมสิน ธ.ก.ส. เอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบโดยรวม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อ

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ โทรคมนาคม คอมพิวเตอร์ ยานยนต์ แฟชั่น สิ่งทอ เครื่องหนัง อัญมณีและเครื่องประดับ ซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ อาหาร สินค้าฟุ่มเฟือยและอสังหาริมทรัพย์ประกันภัยและประกันชีวิต ธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นกู้และสหกรณ์ บันเทิง สุขภาพ ทั้งสปา สันทนาการ และการค้าอาหาร   สำหรับธุรกิจดาวเด่น ได้แก่ น้ำตาลทรายที่ตลาดโลกมีความต้องการเพิ่มขึ้น น้ำผัก ผลไม้พร้อมดื่ม ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน รองเท้าหนัง โรงพยาบาลเอกชน ธุรกิจขนส่ง ทางทะเล ขณะที่ธุรกิจที่โดดเด่นไม่มากนักในปีนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตและการรับจ้างผลิต เช่น เสื้อผ้าที่ไม่มีแบรนด์ เครื่องหนังที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป โชห่วย และการขนส่งทางบกที่แบกรับภาระจากค่าน้ำมัน

                                                                                                                   โพสต์ทูเดย์  28  มี.ค.  51