คุณพ่อมนัส ก็บอกว่า “ถึงจับได้ ก็ไม่มีวันหมด เพราะปกาเกอญอถือมีดตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ พอคลอดออกมาร้องอุแว้ ก็พร้อมจะตัดไม้อยู่แล้ว” การที่คุณพ่อมนัสพูดแบบนี้ไม่ใช่เป็นการประชดชาวปะกาเกอญอในหมู่บ้าน แต่คุณพ่อกำลังจะสื่อให้เห็นว่า วิถีความเป็นอยู่ของชาวปะกาเกอญอที่หมู่บ้านปูแป้นั้นใช้การยังชีพจากธรรมชาติและอยู่ร่วมกับป่าตั้งแต่เกิดจนตายต่างหาก.....เหตุที่นำไปสู่ภาวะสมานฉันท์เช่นนี้ เกิดจากความสัมพันธ์ทางเครือญาติของชาวปะกาเกอญอในหมู่บ้าน และความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน ที่ไม่อาจถูกแบ่งแยกด้วยระบบความเชื่อของแต่ละฝ่าย อีกประการหนึ่งเป็นเพราะผู้นำด้านจิตวิญญาณของทั้งสองกลุ่มมีความเข้าใจในสารัถถะของธรรมะที่แท้จริงด้วย

 

 

 

 

 

 

บันทึกนี้ได้จากการลงพื้นที่ในฐานะผู้สนใจทั่วไปในงานสมัชชาชนเผ่าประจำปี 2551/2008” ที่บ้านปูแป้ ตำบลพะวออำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 (จริง ๆ จัดตั้งแต่วันที่ 24-27 มีนาคม 2551) ก่อนอื่นขอเล่าถึงหมู่บ้านนี้เสียก่อน

          โดยตลอดระยะการเดินทางเข้าไปก่อนจะถึงหมู่บ้านปูแป้สองข้างทางมีสภาพภูมิประเทศเป็นเนินเขาเตี้ยและถูกถางเตียนโล่งเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรปลูกข้าวโพดกล้วย ผัก เลี้ยงสัตว์ และเป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มคนอาศัยอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านทั้งที่เป็นคนไทยที่ไม่ใช่ชนเผ่าที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ห่างจากถนนสายตาก-แม่สอดไม่ไกลนัก เริ่มตั้งแต่หมู่บ้านปางส้าน ถัดไปเป็นหมู่บ้านแม่ละเมาไปถึงหมู่บ้านห้วยไคร้ในพื้นที่ของหมู่บ้านห้วยไคร้นี้มีอีกหลายหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ติดกันจากนั้นผ่านไปจนถึงหมู่บ้านปูแป้หมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงที่เรียกตัวเองว่าปกาเกอญอ

          การเดินทางไปที่หมู่บ้านปูแป้ครั้งนี้เพราะได้รับการเชิญชวนจากอาจารย์แหวว (รองศาสตราจารย์ ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร)ที่เดินทางไปร่วมงานและอาจารย์รับผิดชอบกิจกรรมในส่วนของการอธิบายถึงกฎหมายสัญชาติฉบับใหม่ให้แก่ชาวบ้านที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคลซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้เขียนเองมีความสนใจอย่างมากและสืบเนื่องมาจากการทำวิทยานิพนธ์ที่สำเร็จแล้วมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงสนใจและติดตามอยู่เสมอ

หมู่บ้านปูแป้มีจำนวนครัวเรือนผู้อยู่อาศัยประมาณ 180 หลังคาเรือน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธมีเพียงจำนวนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกประมาณ 26 ครัวเรือนชาวปกาเกอญอในหมู่บ้านเป็นผู้มีสัญชาติไทยเกือบทั้งหมดแต่ยังมีผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยอยู่ประมาณ 10 กว่าคน  ดังนั้น ปัญหาสำคัญของพี่น้องชาวปกาเกอญอหมู่บ้านปูแป้ อันที่จริงมีอยู่หลายปัญหาที่สืบเนื่องมาจาก 2 ปัญหาใหญ่ คือ1)ปัญหาสถานะบุคคลของคนที่ตกค้างและ2)ปัญหาพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินแต่ผู้เขียนขออนุญาตกล่าวถึงแค่ 2 ปัญหานี้เท่านั้น

จากการลงพื้นที่ครั้งแรกในครั้งนี้ผู้เขียนก็พบว่าปัญหาหลักคือปัญหาพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินเพราะว่า จังหวัดตากได้ออกประกาศให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่อุทยานและเขตป่าสงวนซึ่งเป็นการประกาศทับลงบนพื้นที่อยู่อาศัยคือพื้นที่ของหมู่บ้านและพื้นที่ทำกินที่อยู่รายรอบหมู่บ้านที่ชาวบ้านได้อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์มาหลายช่วงอายุคนสภาพการสัญจรในหมู่บ้านเป็นถนนคอนกรีต มีไฟฟ้าใช้

อันที่จริงชาวปกาเกอญอหมู่บ้านปูแป้ไม่ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ ณ พื้นที่ปัจจุบันมาตั้งแต่แรกเริ่ม แต่จากการบอกเล่าโดยคุณพ่อมนัส ศุภลักษณ์บาทหลวงประจำวัดคาทอลิกในหมู่บ้านปูแป้ในวันที่ท่านขึ้นให้ความรู้แก่ชาวบ้านเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมว่าแต่เดิมชาวปกาเกอญอตั้งถิ่นฐานไกลจากที่ปัจจุบัน คือ เลยจากบริเวณศาลพะวอไปหน่อยแล้วจึงย้ายมาที่บริเวณวัดดอนแก้วและพื้นที่ปัจจุบันไม่สามารถจะโยกย้ายไปแห่งไหนได้อีกเพราะติดภูเขาคุณพ่อมนัสบอกว่าที่ย้ายเพราะหนีคนไทยอาชีพในปัจจุบันของชาวบ้านยังคงดำรงชีพแบบเดิม คือ เก็บของป่า นายพรานล่าสัตว์ประมง (สระ ลำห้วย) เลี้ยงวัว ควาย ช้างที่สำคัญยังคงใช้ป่าเพื่อประโยชน์ยังชีพและอยู่ร่วมอาศัย

ดังนั้นบ่อยครั้งที่ชาวบ้านที่เข้าไปเลี้ยงสัตว์ หาของป่าถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับในข้อหาบุกรุกเขตป่าสงวน คุณพ่อมนัสก็บอกว่าถึงจับได้ ก็ไม่มีวันหมดเพราะปกาเกอญอถือมีดตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ พอคลอดออกมาร้องอุแว้ก็พร้อมจะตัดไม้อยู่แล้วการที่คุณพ่อมนัสพูดแบบนี้ไม่ใช่เป็นการประชดชาวปกาเกอญอในหมู่บ้านแต่คุณพ่อกำลังจะสื่อให้เห็นว่าวิถีความเป็นอยู่ของชาวปกาเกอญอที่หมู่บ้านปูแป้นั้นใช้การยังชีพจากธรรมชาติและอยู่ร่วมกับป่าตั้งแต่เกิดจนตายต่างหาก

ชาวปกาเกอญอส่วนใหญ่ออกไปทำไร่ในช่วงเวลากลางวัน จะมีเพียงชาวปกาเกอญอบางคนที่เป็นแม่บ้านอยู่กับบ้าน ทำการทอผ้าที่มีลวดลายเป็นของตนเองด้วยมือส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อขายและส่วนหนึ่งก็เพื่อไว้ใช้สอยของสมาชิกในครอบครัวภายในบริเวณบ้านมีการเลี้ยงหมูดำ ไก่ และวัวพันธุ์

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐไม่เชื่อว่าชาวบ้านมีความรู้และสามารถบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ด้วยตนเองซึ่งคงเหมือนกรณีทั่วไปที่รัฐมักจะบอกว่าชาวบ้านหรือกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ คือผู้ทำลายทรัพยากรป่าไม้ดังนั้นการตื่นตัวและการต่อสู้เรียกร้องของชาวบ้านจึงมุ่งมาด้านนี้เป็นหลักมากกว่าด้านปัญหาสถานะบุคคล

อีกประการหนึ่งขณะนี้ได้มีการตื่นตัวเกี่ยวกับการปลูกพืชทางการเกษตรที่เป็นระบบContact Farming ของชาวบ้านหมู่บ้านรอบข้างซึ่งจากที่ได้เล่าว่า สองข้างทางก่อนที่จะเดินทางไปถึงหมู่บ้านปูแป้นั้นถูกถางเตียนโล่งเพื่อเตรียมไว้ เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดในระบบ Contact Farming ที่กล่าวถึงนี้โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประกอบธุรกิจด้านอาหารสัตว์ในประเทศไทยเป็นนายทุนด้วยการทำการเกษตรด้วยระบบContact Farming นี้ ผู้ทำต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ปุ๋ยและฮอร์โมนจากบริษัทนายทุนถึงแม้จะมีการนำเมล็ดจากผลผลิตมาเป็นเมล็ดพันธุ์ปลูกอีกครั้งก็ให้ผลผลิต(คุณภาพ)ได้ไม่เท่าเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาจากบริษัทนายทุน ดังนั้น ระบบContact Farming จึงเป็นระบบอุตสาหกรรมการเกษตรแบบผูกขาดในทุกด้าน ยิ่งไปกว่านั้นพันธุ์พืชพื้นเมืองที่เคยปลูกกันก็จะค่อยๆ สูญหายไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆจนกระทั่งสูญพันธุ์ไปในที่สุดอีกด้วย

หันกลับมาว่าเรื่องพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินด้วยความที่ชาวปกาเญอหมู่บ้านปูแป้ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินถึงแม้จะได้รับการยืนยันว่าพวกตนอาศัยอยู่ ณ พื้นที่แห่งนี้มานานกว่า 100 ปี (จากการสอบถามจากผู้ใหญ่บ้านที่บอกว่า ตนเองเป็นคนที่เกิดและเติบโตที่นี้ในชีวิตของตนเองได้เห็นทั้ง พ่อ ปู่) ดังนั้นความต้องการของพวกชาวปกาเกอญอหมู่บ้านปูแป้ คือ ต้องการจัดการควบคุมและดูแลป่าไม้ด้วยชุมชนร่วมกันกับป่าไม้จังหวัดโดยการจัดคณะทำงานหรือหน่วยอาสาสมัครภาคประชาชนไว้คอยสอดส่องดูแลซึ่งกันและกัน (ผู้เขียนคิดว่าคงจะมีการขยายออกไปเป็นเครือข่ายร่วมกับหมู่บ้านอื่น ๆที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ป่าเดียวกัน)ซึ่งการยื่นข้อเสนอในลักษณะนี้ต่อรัฐจะได้รับการตอบรับและเกิดผลหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไปภายใต้พระราชบัญญัติป่าไม้ชุมชนของรัฐไทย

ปัญหาที่สอง คือปัญหาด้านสถานะบุคคลก็ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญไม่น้อยไปกว่าปัญหาที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นเพราะการไม่มีสถานะบุคคลใด ๆของคน ๆ หนึ่ง ย่อมส่งผลในด้านต่าง ๆต่อตัวเขาได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุดซึ่งอาจารย์แหววก็ได้เสนอว่าทั้งสองปัญหานี้สามารถแก้ไขไปพร้อมกันได้ซึ่งผู้เขียนก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง

ปัญหาที่ต่อเนื่องมาจากปัญหาการดำเนินการเกี่ยวกับสถานะบุคคลที่ชาวปกาเกอญอมีอยู่ในขณะนี้คือหนี้สินที่คั่งค้างยังชำระคืนนายทุนเงินกู้ที่เป็นพี่น้องคนไทยจากหมู่บ้านข้างนอกไม่หมดเพราะเพื่อนคนหนึ่งที่ลงพื้นที่และเป็นทีมงานของคุณพ่อมนัสเล่าว่าชาวบ้านต้องไปกู้เงินเขามาเพื่อวิ่งไป วิ่งมา ในการทำเรื่องสัญชาติตอนนี้ก็ยังคืนเขาไม่หมดหนี้สินที่มีเอามาซื้อรถกะบะได้ครอบครัวละคันเลยทีเดียว

อันที่จริงถ้าการทำงานของคนของรัฐตรงไปตรงมาและคนที่ต้องการซึ่งสถานะภาพบุคคลที่ถูกต้องของตนเองต่างฝ่ายต่างไม่คิดฉ้อฉลหรือคิดเอาแบบทางลัดก็คงไม่จำเป็นต้องใช้เงินทองอะไรมากมายขนาดนั้น ซึ่งผมก็พอจะมองเห็นภาพได้ว่าเมื่อก่อนก็ลำบากในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับตัวตน พอได้สัญชาติเป็นคนไทย (ซึ่งเป็นอยู่แล้ว) ก็ต้องมาเผชิญปัญหาที่อยู่ที่ทำกินอีกก็น่าใจหายและน้อยใจในโชคชะตาที่ลำบากอย่างนี้พอสมควร

ดังที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วว่าชาวปกาเกอญอ หมู่บ้านปูแป้ มีอยู่ 2 กลุ่มความเชื่อถึงแม้จะต่างความเชื่อต่างศาสนาก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งใด ๆระหว่างชาวปกาเกอญอในหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งคุณพ่อมนัส เล่าว่าถึงแม้ชาวบ้านจะต่างความเชื่อต่างศาสนาแต่เราก็อยู่ด้วยกันได้ต่างฝ่ายต่างให้ความร่วมมือระหว่างกันในการทำกิจกรรมของหมู่บ้านหรือช่วยงานของแต่ละฝ่ายในด้านการศาสนาได้เป็นอย่างดีอีกด้วยและบางที่ชาวพุทธก็ยังมาช่วยงานในงานฉลองวัด (คาทอลิก)กันเกือบทั้งหมู่บ้าน

เมื่อถามถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เปลี่ยนศาสนาโดยหันมารับศาสนาคริสต์คุณพ่อมนัสก็กล่าวว่าเท่าที่อยู่ที่นี้มา 5 ปีจำนวนผู้ที่มารับเชื่อเป็นคริสตัง ไม่เกิดขึ้นเลยถ้าจะเพิ่มก็เพิ่มจากคนที่เป็นลูกของชาวปะกาเกอญอที่คริสตังอยู่แล้ว

จากประเด็นข้างต้นนี้ทำให้มองเห็นถึงความสมานฉันท์ที่แท้จริงที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความต่างของระบบความเชื่อได้อย่างกลมกลืนที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับในระบบความเชื่อของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ณ จุดนี้จึงทำให้ผู้เขียนมองไปที่ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงมีอคติทางชาติพันธุ์และศาสนาอยู่อีกหลายพื้นที่ที่สำคัญความใจกว้างของชาวปะกาเกอญอที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่มีต่อชาวปะกาเกอญอที่เป็นคริสตังในหมู่บ้านปูแป้นี้ล้ำเลิศมากมายเกินคำบรรยายยิ่งนัก อีกอย่างหนึ่งสถานที่ที่ใช้จัดการประชุมสมัชชาชนเผ่า ซึ่งทั้งหมดที่มาเป็นชนเผ่าต่าง ๆที่เป็นคริสตังก็จัดขึ้นที่ศาลาการเปรียญหลังใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จในบริเวณของวัดพุทธเจ้าอาวาสวัดพุทธกับเจ้าอาวาสวัดคริสต์ก็ต่างมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน

เหตุที่นำไปสู่ภาวะสมานฉันท์เช่นนี้เกิดจากความสัมพันธ์ทางเครือญาติของชาวปกาเกอญอในหมู่บ้านและความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันที่ไม่อาจถูกแบ่งแยกด้วยระบบความเชื่อของแต่ละฝ่ายอีกประการหนึ่งเป็นเพราะผู้นำด้านจิตวิญญาณของทั้งสองกลุ่มมีความเข้าใจในสารัตถะของธรรมะที่แท้จริงด้วย