ดวงตา

ดวงตากับภาวะเสี่ยงที่คุณคาดไม่ถึง

การที่คนเราจะสามารถมองเห็นสิ่งอันสวยงามบนโลกนี้แน่นอนว่าจำเป็นจะต้องอาศัยอวัยวะสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือดวงตาทั้งสองข้างแต่เชื่อว่าคงมีอีกหลายคนที่มองข้ามการให้ความสำคัญและใส่ใจดูแลรักษาเจ้าอวัยวะส่วนนี้และที่สำคัญก็คือความเสื่อมและโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับ "หน้าต่างหัวใจ"ของเราทุกคน

ท่อน้ำตาตัน...หายได้ด้วยความใส่ใจจากพ่อแม่
       
       
นพ.ปกป้องปราณีประชาชนจักษุกุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลจักษุ รัตนินให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโรคตาที่เกิดขึ้นได้ในวัยเด็กว่าโรคตาที่มักจะเกิดกับเด็กและพ่อแม่มักจะไม่ทราบก็คือ"ภาวะท่อน้ำตาตัน" อันภาวะของท่อน้ำตาที่ตามปกติจะเปิดเข้าสู่โพรงจมูกนั้นไม่เปิดทำให้น้ำตาที่สร้างโดยต่อมน้ำตาเพื่อมาหล่อลื่นตานั้นเอ่อล้นออกมาให้เห็นโดยอาการนี้สามารถเป็นได้แต่แรกเกิด และเป็นอีกอย่างหนึ่งที่พ่อแม่ควรใส่ใจซึ่งจักษุกุมารแพทย์รายนี้แนะนำว่า ควรให้แพทย์ผู้ทำคลอดตรวจสอบดูแต่แรกๆหรือหากไม่สะดวกก็นำลูกน้อยมาตรวจแต่เนิ่นๆเท่าที่จะทำได้เพื่อรับคำปรึกษาและรับการรักษาหากพบภาวะดังกล่าว
       
       "
โดยมากเด็กที่ท่อน้ำตาตันนั้น 70% จะหายเอง 50-90% จะหายภายใน 6 เดือน และ 10% จะหายเองในหนึ่งปีแต่ก็มีอีกประมาณ 30% จะไม่หายใน 1 ปีซึ่งสามารถรักษาหายได้ด้วยการนวดบริเวณท่อน้ำตา (บริเวณด้านข้างของดั้งจมูกใต้หัวตา) ลูกผมเองก็เป็น ผมก็พยายามนวด ซึ่งโชคดีที่นวดแล้วหายแต่ถ้านวดแล้วไม่หายต้องพามาพบแพทย์ต้องรักษาด้วยการแยงท่อน้ำตา"
       
       
นพ.ปกป้องกล่าวต่อไปอีกว่าการแยงท่อน้ำตานั้นจำเป็นต้องทำหากเกิดกรณีเนื้อเยื่อที่ปิดท่อน้ำตานั้นแข็งเกินไปจนการนวดไม่สามารถช่วยได้ซึ่งการแยงท่อน้ำตานี้หากทำก่อนเด็กอายุ 1 ขวบ จะมีโอกาสหายประมาณ 80% แต่ถ้าเด็กอายุ 2 ขวบ จะมีโอกาสหาย 50-50 แต่ถ้ารักษาตอนโตจะค่อนข้างลำบากและมีโอกาสหายยากดังนั้นพ่อแม่จึงจำเป็นต้องเอาใจใส่ดวงตาของลูกน้อยแต่เนิ่นๆหากคิดว่ามีอะไรผิดปกติต้องรีบนำมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที
การรักษาภาวะตาขี้เกียจหากพ่อแม่พบได้เร็วก็อาจจะเพียงแค่ปิดตาข้างที่ดีและให้ใช้ตาอีกข้างเพื่อให้การพัฒนาของดวงตาเป็นไปอย่างสมดุลย์

       ลูกตาก็เป็นมะเร็งได้!!!
       
       
จักษุกุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลจักษุรัตนิน ยังให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า นอกจากภาวะท่อน้ำตาตันแล้วอีกหนึ่งความน่ากลัวที่แม้จะไม่ได้พบบ่อยเมื่อมะเร็งชนิดอื่นๆแต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องพึงรับรู้เอาไว้ว่าที่ดวงตาก็เป็นมะเร็งได้เหมือนกัน!!!
       
       
ทั้งนี้มะเร็งจอประสาทตาหรือ Retinoblastoma ว่าเป็นมะเร็งที่พบมากในเด็กซึ่งเด็กที่โชคร้ายเป็นโรคดังกล่าวส่วนใหญ่จะพบตอนอายุประมาณ 5 ขวบซึ่งก่อนหน้านี้จะมีอาการบ่งชี้ความน่าจะเป็นที่พ่อแม่สามารถสังเกตได้ก็คือตาเหล่และตาวาวหากพ่อแม่สังเกตว่าในเวลากลางคืนหรือเวลาถ่ายรูปใช้แฟลชแล้วในตาดำของลูกเป็นสีเรืองๆวาวๆ เหมือนตาแมวนั้น ควรนำมาตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่เนิ่นๆ เป็นดีที่สุดเพราะหากมาเร็วมากเท่าใด โอกาสจะรักษาดวงตาเอาไว้ก็มีมากเท่านั้นแต่หากมีเซลล์มะเร็งมากจนเกินกว่าจะเก็บลูกตาเอาไว้ก็จำเป็นจะต้องเอาออกเพื่อมิให้เซลล์มะเร็งลามไปที่ส่วนอื่นๆ
       
ตาเพลียใช้ตาน้อยก็มีสิทธิ์บอด!
       
ภาวะที่จำเป็นต้องใส่ใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตาเพลียหรือตาขี้เกียจ” (Amblyopia) อันเกิดจากภาวะการมองเห็นที่ผิดปกติ แต่ไม่ได้เป็นโรคคือแพทย์จะตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆ ภายในโครงสร้างของดวงตาเพียงแต่เป็นภาวการณ์ใช้ดวงตาไม่เท่ากันคือข้างหนึ่งได้ใช้เป็นปกติแต่อีกข้างไม่ถูกใช้ทำให้ข้างที่ไม่ได้ใช้ไม่พัฒนาจนไม่สามารถใช้การได้
       
       “
ตัวอย่างของตาขี้เกียจหรือตาเพลียนี่ง่ายๆ ก็คือเช่น การมีสายตาไม่เท่ากัน เช่นข้างหนึ่งปกติ แต่อีกข้างสั้น 2000 ซึ่งเราจะไม่รู้เลยว่าลูกเป็นตาขี้เกียจ เพราะเขามีตาดีข้างหนึ่งที่เห็นชัดเป็นปกติเวลาเขามองอะไรเขาก็จะใช้ตาข้างที่ดีมอง ซึ่งก็มองเห็นปกติทุกอย่างซึ่งปัญหามันจะเริ่มเกิดตรงที่เด็กจะใช้ตาแค่ข้างเดียว อีกข้างไม่ได้ใช้ทำให้การพัฒนาของดวงตาไม่เท่ากัน ตาที่ไม่ได้ถูกใช้จะไม่พัฒนาซึ่งอาจจะทำให้มัวหรือใช้การไม่ได้อีกเลยนพ.ปกป้องกล่าว
       
       
แต่หากพ่อแม่รู้ตัวเร็วก็ใช่ว่าจะไม่มีทางรักษาซึ่งการรักษานี่ก็ง่ายเหลือเชื่อ และเด็กก็ไม่ต้องเจ็บตัวเหมือนการรักษาแบบอื่นๆเพียงแค่แก้ให้ตรงจุด คือหากเป็นเพราะการไม่ได้ใช้ดวงตาเพราะความผิดปกติทางสายตาแพทย์ก็จะแนะนำให้สวมแว่น แต่หากเป็นเพราะไม่ใช้ดวงตา แพทย์ก็จะปิดตาข้างที่ดีเพื่อจะให้เด็กได้ใช้ตาข้างที่ไม่ได้ใช้เพื่อให้การพัฒนาดวงตาสมดุลกันทั้งสองข้าง
       
        
       
       
ตะกอนน้ำวุ้นปล่อยไว้อันตราย
       
       
รู้เรื่องภาวะเสี่ยงของดวงตาเด็กกันไปแล้วทีนี้ลองรับฟังข้อมูลภาวะเสี่ยงของผู้ใหญ่กันบ้าง นพ.นพรัตน์ สุจริตจันทร์อีกหนึ่งจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำโรงพยาบาลจักษุ รัตนินเปิดเผยภาวะเสี่ยงที่พบในวัยผู้ใหญ่ว่า มีทั้งเกิดจากธรรมชาติของวัย เช่นสายตายาวตามอายุ , เปลือกตาตก ภาวะผิดปกติอันพบได้บ่อย เช่น ตาสั้น ยาว เอียงหรือผิดปกติจากโรคที่ป่วย ซึ่งที่น่าสนใจและไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เช่น ตะกอนน้ำวุ้นเป็นต้น
       
       “
ภาวะผิดปกติตามวัยอย่างสายตายาวตามอายุนั้นพบบ่อยในผู้ที่เริ่มสูงอายุที่สายตาปรับยาวขึ้น ทำให้มองไกลชัดแต่มองใกล้ไม่ชัดซึ่งแก้ด้วยการสวมแว่นเวลาจะมองอะไรใกล้ๆ เช่นอ่านหนังสือซึ่งการรักษาในขณะนี้ไม่สามารถปรับสายตากลับมาให้ชัดเหมือนเดิมได้ แต่ทำได้ให้ชัด 1 ข้าง สำหรับการมองใกล้ และชัด 1 ข้างสำหรับการมองไกลด้วยการรักษาด้วยเลเซอร์ที่เรียกว่า Monovision ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาในชีวิตประจำวัน แต่ก็อาจจะต้องใส่บ้างขณะขับรถนพ.นพรัตน์ให้ข้อมูล
       
       
นอกจากนี้จักษุแพทย์รายนี้ยังกล่าวถึงภาวะเสี่ยงที่น่าสนใจอีกแบบก็คือตะกอนน้ำวุ้นคือตามปกติแล้วน้ำวุ้นในลูกตาของคนเราจะแข็งและคงรูปเหมือนเจลลี่แต่เมื่อเกิดความเสื่อมของร่างกายเช่นอายุมากขึ้นน้ำวุ้นในตาจะละลายทำให้เจ้าของดวงตาเห็นเป็นจุดแว๊บเล็กๆ ไหลไปไหลมาอยู่ในดวงตาถ้าไม่ใส่ใจและปล่อยทิ้งไว้ 2 – 3 สัปดาห์อาจเกิดรูที่จอประสาทตาและหากไม่รักษาอาจทำให้ตาบอดได้
       
ต้องรู้จักถนอมดวงตา
       
       
อย่างไรก็ตามการบำรุงรักษาดวงตาก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันนพ.นพรัตน์กล่าวถึงสภาพการใช้ดวงตาอย่างสมบุกสมบันของคนรุ่นใหม่โดยที่ละเลยการบำรุงรักษาไปว่าปัจจุบันไลฟ์สไตล์ของคนในวัยทำงานส่วนใหญ่มีแนวโน้มของการใช้คอมพิวเตอร์ที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาของการทำงานกว่า 8 ชั่วโมงในแต่ละวันและการผ่อนคลายโดยการท่องอินเทอร์เน็ตภายหลังเลิกงานทำให้ดวงตาต้องรับบทหนักเพราะถูกใช้อย่างสมบุกสมบัน
       
       “
ต้องทำความเข้าใจว่าการใช้สายตามากๆไม่ได้ทำให้ตาบอดหรือเสียหาย แต่จะทำให้ตาปวดเมื่อยทรมานแต่อาการเหล่านี้สามารถจะรักษาให้หายได้ด้วยตนเองด้วยการพักสายตาหรือตรวจสอบความเหมาะสมของเครื่องมือและอุปกรณ์ คือถ้าจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์นานๆจำเป็นต้องดูความเหมาะสมของการวางเครื่องคอมพิวเตอร์ ความสูงของโต๊ะวางและความสูงของเก้าอี้ที่นั่ง ควรให้คอมพิวเตอร์ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อยเพราะการมองคอมพิวเตอร์ หากให้คอมพิวเตอร์อยู่สูงเกินไปและลูกตาต้องมองสูงขึ้นลูกตาจะต้องปรับกว้างขึ้นซึ่งจะทำให้สายตาทำงานหนักกว่ามองต่ำลงมา
       
ใช้คอนแทกเลนส์ต้องรักษาความสะอาด
       
       
ถึงตรงนี้คงมีอีกไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องสายตาสั้นที่ใช้ ปัจจัยที่5” ของคนสายตาสั้น ก็คือเจ้า คอนแท็กเลนส์ว่าหากใช้ไปนานๆจะมีอันตรายใดๆ หรือไม่และมีวิธีบำรุงรักษาดวงตาที่สวมคอนแท็กเลนส์อย่างไร
       
       
นพ.นพรัตน์แนะนำว่าทุกวันนี้เทคนิคของการผลิตคอนแท็กเลนส์และน้ำยาล้างคอนแท็กเลนส์นั้นมีการพัฒนาก้าวไกลไปกว่าเดิมมาก คือมีให้เลือกใส่ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนและรายปี ส่วนน้ำยาที่เมื่อก่อนต้องใช้น้ำยาถึง 3 แบบในการล้างคอนแทกเลนส์แต่ละครั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็พัฒนาให้สะดวกขึ้นด้วยส่วนผสมที่สามารถล้างได้ด้วยน้ำยาเพียงตัวเดียวทำให้การใช้คอนแทกเลนส์แพร่หลายในหมู่ผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นเป็นอย่างมากเพราะทั้งสะดวกและเสริมบุคลิกภาพคือทำให้ไม่ต้องสวมแว่นแบบเมื่อก่อน
       
       “
ถามว่าใส่ได้นานแค่ไหนคือถ้าใส่แล้วไม่แพ้ผมคิดว่าก็สามารถใช้ได้ติดต่อกันไปเรื่อยๆ ตามความต้องการแต่สิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุดก็คือความสะอาดและสุขอนามัยของการใช้คือต้องรักษาความสะอาดให้ดีเพราะ