สืบเนื่องจากบันทึก พลิกฟื้นผืนป่าด้วยพระบารมี ของพ่อครูบา

ที่ได้กล่าวถึงปัจจัยพื้นฐานทางธรรมชาติบ้านเราว่า

 ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดธรรมชาติเอื้อต่อการเจริญเติบโตทรัพยากรธรรมชาติได้ดีที่สุดในโลก (พื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ภาษาชาวบ้านเรียกผืนแผ่นดินขวานทอง) เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเลี้ยงพลโลกมานาน โดยเฉพาะการผลิตข้าว และโปรตีน ธุรกิจประกอบอาหารกำลังไปได้ดี จนได้ชื่อว่า”ครัวโลก”

 และ

มีต้นทุนทางด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามหาศาล เท่าที่มีแสงแดดที่อบอุ่น ความชื้น ฟ้าฝน ฤดูกาลอยู่ในสภาพหนุนเสริมให้ป่าไม้เจริญงอกงามทั้งปี ก็ตีราคาเป็นมูลค่าและคุณค่านับไม่ถ้วนแล้ว

 

ซึ่งข้อความทั้งหมด  เป็นความสัจจริงที่ประจักษ์ชัดที่สุด

ที่ผู้คนไม่ว่าใครๆ ชาติไหนๆ ทั้งใกล้ทั้งไกล

ต่างก็ให้การยอมรับในความสัจจริงที่ประจักษ์ต่อสายตานี้ทั้งสิ้น

แต่....

ความอุดมสมบูรณ์พูนผลทั้งหลายทั้งมวลดังที่กล่าวเหล่านี้

กลับกลายเป็นดาบคมที่สอง

ที่ประหัดประหารคนไทย(ในระดับรากหญ้า/รากแก้ว)ให้อ่อนแอลงเรื่อยๆ

จนน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในปัจจุบัน

เชื่อว่าคงไม่มีท่านใดใครปฏิเสธว่า...

ทุกวันนี้  ไม่ว่าเราจะมองไปทางไหน สดับตรับฟังอะไร

หรือร่วมกิจกรรมใดๆในเชิงสังคมของชีวิตประจำวันปกติ

ก็จะเห็นหรือได้ยินได้ฟังก็แต่เรื่องของ

"การบริโภค การใช้การจ่าย การกินการอยู่ แบบอู้ฟู่อ้าฟ่า"

...คลับคล้ายคลับคลาว่า...

สังคมไทยเป็นสังคม "อุดมโภคา" กันแล้ว

เพราะแม้แต่เพลงลูกทุ่งลูกไทย(ส่วนใหญ่เป็นไทยอีสาน)

ก็วนเวียนวนวานอยู่แต่กับเรื่องรักเรื่องใคร่ เรื่องหัวใจและอกหัก

เรื่องเมียน้อยเรื่องผัวหลวง เรื่องเมียเด็กและผัวแก่ ฯลฯ.....

และเป็นที่น่าสังเกตว่า  แทบทุกเพลงที่ฮ็อตฮิตและติดชาร์ท

มักจะมีเรื่องของโทรศัพท์และการส่งข้อความเป็นเนื้อหาหลักในเพลง

ต่อเนื่องถึงเรื่องบนคลื่นของวิทยุชุมชนทุกคลื่นทุกสถานี

ก็มีแต่เสียงโทรขอฟังเพลงและฝากให้ใครต่อใครเปรอะไปหมด

ไม่เฉพาะแต่วัยขบเผาะ วัยเอ๊อะ วัยแอ๊ะ เท่านั้นดอกหนา

ที่ขอเพลงและส่งเพลงให้กันและกัน

"คนช่วงวัยพ่อบ้านแม่บ้าน วัยการวัยงาน " นั่นแหละตัวดี

คุยอ้อยคุยอิ่ง คุยจริงคุยเล่น คุยหยอกคุยเย้า คุยกระเซ้าเย้าแหย่

เป็นเจ้าของรายการกันอยู่ได้ทั้งวัน

พอคนโน้นวางสาย เดี๋ยวของคนใหม่ก็ต่อเนื่อง

...สงสัยว่า....

แต่ละคนคงจะถือหุ้นอยู่ในบริษัทโทรคมนาคม

ที่ให้บริการอยู่คนละหลายแสนหุ้นกระมัง

จึงคุยเล่นเป็นจริงจังกันได้ขนาดนั้น

....??????.....

ในส่วนขององค์กร-องค์การพัฒนาระดับตำบล

ก็จัดกันได้กันดี  จัดกันได้ทั้งปีเลยกีฬา"ต้านยงต้านยา"อะไรน่ะ

ชาวบ้านก็ลุยเล่นเป็นจริงเป็นจัง

ร้องกรี๊ดร้องก๊าดกันทั้งวันได้คราวละ 4 ซ๊า 5 วัน ได้เฉย

เล่นไม่เล่นเปล่า ร้องไม่ร้องเปล่า

คนแก่คนเฒ่ายันวัยรุ่นหนุ่มสาว  ก็ยัง "ช่วยกันเมา" จนเกร่อ

ขวดเบียร์ขวดเหล้า ขวดน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง กระป๋องกาแฟ

หรือแม้แต่ "ขวดน้ำ RO" (ซึ่งไม่น่าจะขายได้ตามบ้านนอก)

ถูกทิ้งเกลื่อน จนตามเก็บกันแทบไม่ทัน

ซึ่งน่าจะเปลี่ยนชื่อซะให้ตรงกับผลที่เกิดขึ้นว่า

"กีฬาส่งเสริมการค้าน้ำเมา"

...หรือไม่ก็...

"กีฬาส่งเสริมพวกเราให้เมาเพิ่มขึ้น"

ส่วนหนุ่มสาววัยละอ่อนก็เข้าคู่กันซิ่งมอร์ไซค์ว่อนไปร่อนมา

เข้าๆออกๆกันทั้งวันยันค่ำ

ยังกะพ่อเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันกันคนละหลายสิบบ่อ

บ้างก็จับจอง ณ ใต้ร่มไม้ (ไม่จำเป็นต้องห่างไกลสายตาผู้คนหรอก)

นั่งอี๋นั่งอ๋อ หยอกเหย้าเคล้าคลอกันหวานจับใจอย่างในละครสะท้อนสังคม

ที่ฉายเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้กันได้ทั้งวันยันดึก.....ซะอีก.....

.....????????????????????....

นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องกระบวนการเบียดเบียนกันและกันของสังคม

ในส่วนที่เรียกว่า "งานบุญ งานประเพณี งานสิริ งานมงคล งานอวมงคล"

ทั้งที่เป็นการจำเป็นและไม่จำเป็น

ไม่พอจะเอิกเกริกก็เอิกเกริก 

ไม่พอจะยิ่งใหญ่  ก็เอาแค่ให้ท้องทุ่งกระเทือน(โฉนด)กันไปเลย

รบกันแล้ว ก็กวนกันอีก ร่ำรี่ร่ำไรอยู่ทั้งปี

ในส่วนของบุญ(กองทุนชาติหน้า)ทั้งหลาย

เดี๋ยวก็สร้างหอ เดี๋ยวก็ก่อกำแพง เดี๋ยวก็เสริมเติมแต่งกุฎิหลวงพ่อ

ล่อกันได้อยู่ทั้งปีไม่มีสิ้นสุด

ไม่อยากคำนวณหรอกว่า

ประเทศไทยเรา  เร่งขุดภูเขาเลากา

เอามาสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร กรานกำแพง แปงกุฏิ ฯลฯ กันไปแล้วกี่ลูก

แล้วถามต่อเนื่องว่าแล้วประเทศชาติได้ "คนดีมาทำหน้าที่พัฒนาบ้านเมือง"

อันเกิดจากการห่มผ้าสีกลัก สีเหลืองขมิ้น (อันเข้มขลัง)

ผ่านพิธีกรรมภายในสิ่งก่อสร้างอันวิจิตรวิริศมาหรา  ราคา(อัครมหา)แพง" ที่ระดมทุนมาจากทั่วสารทิศ  และใช้เวลาหลายปี

กันได้ปีละกี่คน

ในขณะที่แรงงานจากบ้านนอก

ที่ขับเคี่ยวกับงานแบบมนุษย์เครื่องจักรในเมืองกรุงและเมืองอุตสาหกรรมทั้งหลาย

ต่างก็แทบกระอักชักตายเพราะ "ซองผ้าป่าสามัคคีมหากุศลสร้างสารพัด"กันแทบทั้งนั้น

หลายรายต้องพึ่งพา "กู้เงินแขก แบกดอกรายวันจนหลังโกง"

บางรายก็ "เงินด่วนดอกเบี้ยมหาโหด" ที่ลงทุนโฆษณาตามเสาไฟฟ้าและตู้โทรศัพท์

(ซึ่งทางเลือกที่พอจะมีทำได้ ก็คือ  ต้องทำ OT ใช้หนี้กันไปเรื่อยๆยั่เอง)

บางรายค่อยยังชั่ว มี"บัตรเครดิต" ติดกระเป๋าหลายใบ พอหมุนซ้ายเข้าขวาได้บ้าง

(แต่ถึงจุดหนึ่งก็ถึงทางตัน ตัน และตัน...และเมื่อนั้น..ก็...ตัวใครตัวท่านละกัน...)

.....ฯลฯ.....

ณ ตรงนี้  ครูวุฒิอยากนำเสนอความเห็นว่า

ถ้าสังคมเราหลงทางกันจนแยกแยะไม่ออก

ระหว่างคำว่า"การทำบุญ"กับ"การเบียดเบียน"แล้วไซร้

ก็ป่วยการที่จะไปอธิบายอะไรๆที่ยากกว่านี้ให้เข้าใจได้

.....????????.....

ต่อกรณีที่เห็นและเป็นอยู่นี้

หาก"ภาคการศึกษา"

ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะผู้สร้างเสริมความเข้มแข็งของปัญญา

และบุคลากรในภาคอื่นๆ  ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง

กับการงานการอาชีพของพี่น้องชาวรากหญ้า/รากแก้วโดยตรง

ยังคงขืนเป็น "ทองไม่รู้ร้อน"

ครูก็เร่งสอน  เร่งวัด  เร่งประเมินคุณภาพกันแค่ความรู้ความจำในตำรา

บ้างก็เสียเวลาอยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างเอกสารอันเป็นเท็จ

ส่งให้กันและกันตรวจ-เซ็น  เป็นเด็กเล่นขายของกันอยู่ทั้งปี

หรือจะยังทำตัวเป็น "พยาธิตัวตืด ตัวแบน ตัวกลม ผสมกับบุ้งกับหนอน"

ทำหน้าที่ "ดูดไซ้ไชชอนเนื้อในของชาติ" อยู่อย่าง"เมามัน" เช่นทุกวันนี้

......เชื่อว่าคงอีกไม่นาน......

ความอุดมสมบูรณ์ที่เล่าขาน

จะเหลือเพียง "ตำนานในตำรา" เท่านั้น!

และที่สำคัญ

"ความพออยู่  พอกิน  และพอเพียง"

...จะเริ่ม "แตกหน่อก่อลำต้น ผลิดอกออกผล ขยายก้านกิ่งใบ"

กันได้ที่ตรงไหนหนอ...?

เพราะเห็นแต่แนวดำเนินชีวิตในแบบที่มีอยู่ในสำนวนอีสานที่ว่า....

"แร้งคาบมา.... กาคาบหนี...."

กันอยู่ทั้งปีทั้งชาติ

.....?????????.....


Cool Kids Toys
ซื้อขายที่ดิน