ครม.ไฟเขียวโครงการเอสเอ็มแอลใช้งบ 1.8 หมื่นล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า คาดเม็ดเงินเข้าระบบช่วงสงกรานต์ สัปดาห์หน้าเข็นมาตรการอื่นอัดเพิ่ม ดึง ธ.อ.ส.ปล่อยสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาท ให้คนรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทซื้อบ้านหลังแรก ให้กู้ไม่เกินรายละ 6 แสนบาท บอร์ดเอสเอ็มแอลเร่งวางกรอบการใช้เงิน

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบวงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยเห็นชอบให้โยกงบประมาณจากโครงการอยู่ดีมีสุข ที่ดำเนินการไปบางส่วนแล้วมาใช้ในโครงการดังกล่าว และในสัปดาห์หน้ากระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเพิ่มเติมเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้  "เชื่อว่าโครงการเอสเอ็มแอล จะทำให้หมู่บ้านทั่วประเทศได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเท่าเทียมกัน และสอดคล้องกับความต้องการของหมู่บ้าน เพราะเป็นโครงการที่เสนอจากประชาชนในหมู่บ้าน ต่างจากโครงการอยู่ดีมีสุขที่หน่วยงานภาครัฐเป็นผู้กำหนด ทำให้การกระจายงบประมาณไม่ทั่วถึง บางหมู่บ้านได้รับงบประมาณ แต่บางหมู่บ้านไม่ได้รับ จึงเกิดความลักลั่น"        นพ.สุรพงษ์กล่าว

ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าส่วนที่เหลือ ประกอบด้วย การพักหนี้เกษตรกรที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีแรก วงเงินประมาณ 1 พันล้านบาท การขยายขอบเขตของกองทุนหมู่บ้านออกไปอีก 1,600 แห่ง  วงเงิน 1.6 พันล้านบาท การให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดวงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหลังแรกอัตราดอกเบี้ย 4.5 เปอร์เซ็นต์ ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย และการเพิ่มบทบาทธนาคารประชาชน โดยธนาคารออมสินจะเป็นผู้สนับสนุนแหล่งทุน

นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า นอกจากธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จะเข้าไปสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกในชีวิตให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยด้วย โดย ธอส.ตั้งวงเงินปล่อยสินเชื่อไว้ 1 หมื่นล้านบาท ในการปล่อยสินเชื่อให้ประชาชน ผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน  ในปี 2551 เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังแรกในอัตราดอกเบี้ย 2 ประเภท คือ ดอกเบี้ยคงที่ 4% ต่อปีเป็นเวลา 7 ปี และอัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เป็นเวลา 10 ปี หลังจากนั้นก็จะคิดอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ลบ 0.5 เปอร์เซ็นต์ จนสิ้นอายุสัญญาทั้งสองประเภท  "เชื่อว่าจะมีประชาชนที่ได้รับสินเชื่อโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นราย ซึ่งวงเงินที่กำหนดไว้ คือ ไม่เกินรายละ 6 แสนบาท เชื่อว่าจะเพียงพอต่อการซื้อที่อยู่อาศัย เพราะปกติการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจะไม่ปล่อยกู้ 100 เปอร์เซ็นต์ ของราคาอยู่แล้ว"          นพ.สุรพงษ์ กล่าว 

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการเอสเอ็มแอลกล่าวว่า ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ คณะอนุกรรมการเร่งรัดการดำเนินโครงการเอสเอ็มแอล ที่มี ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ปรึกษา  นพ.สุรพงษ์ เป็นประธาน จะประชุมเพื่อกำหนดแนวทาง การจัดสรรงบประมาณให้แก่หมู่บ้าน โดยจะพิจารณากรอบโครงการที่แนะนำให้หมู่บ้านดำเนินการและโครงการที่หมู่บ้านไม่สมควรดำเนินการ เพราะจากการประเมินผลการดำเนินโครงการในช่วงที่ผ่านมา พบว่า หลายโครงการไม่สามารถเพิ่มศักยภาพการหารายได้ ลดรายจ่ายและสร้างโอกาสในอาชีพอย่างยั่งยืน

โครงการที่เห็นว่าไม่ควรดำเนินการ อาทิ การสร้างซ่อมแซมสาธารณูปโภค การปรับปรุงต่อเติมศาลาต่าง ๆ การซื้อโอ่งน้ำ แทงก์น้ำ เครื่องกรองน้ำเพื่อแจกจ่ายตามครัวเรือน การจัดซื้อครุภัณฑ์ เช่น คอมพิวเตอร์        เครื่องถ่ายเอกสาร การปรับปรุงภูมิทัศน์ การซื้อเครื่องแต่งกายของกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ การจัดอบรมศึกษาดูงาน ทัศนศึกษานอกสถานที่ เป็นต้น  ทั้งนี้ หากหมู่บ้าน หรือชุมชนมีความประสงค์จะดำเนินโครงการดังกล่าว จะพิจารณาเป็นรายกรณีตามเหตุผลและความจำเป็น  

ส่วนโครงการที่เห็นว่าควรสนับสนุนให้ดำเนินการมี 5 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น การสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุง ขยายเขตประปาผิวดิน ใต้ดิน ภูเขา บ่อบาดาล การขุดลอก สระ หนอง คลอง ลำห้วย      เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการเกษตร กลุ่มที่ 2 คือ ด้านการเกษตร เพื่อส่วนรวม ทั้งการเลี้ยงสัตว์บก สัตว์น้ำ การจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร การทำสวน ทำนา ทำไร่  กลุ่มที่ 3 คือ ด้านส่งเสริมรายได้และอาชีพส่วนรวม เช่น การแปรรูปผลผลิตการเกษตร  กลุ่มที่ 4 คือ ด้านสวัสดิการชุมชนเพื่อส่วนรวม เช่น ร้านค้าชุมชน การซ่อมปรับปรุงตลาดสด    กลุ่มที่ 5 คือ อื่น ๆ เช่น การอนุรักษ์และรักษาศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน       การส่งเสริมการท่องเที่ยว  

ทั้งนี้ที่ประชุม ครม.ยังได้อนุมัติให้ขยายเวลาการใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต ) ที่อัตรา 7 เปอร์เซ็นต์ ออกไปอีก 2 ปี ให้สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2553 จากเดิมที่จะสิ้นสุดใน 30 กันยายน 2551 เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจกลับคืนสู่ภาวะปกติและไม่สร้างภาระให้แก่ประชาชน ซึ่งไม่น่าจะมีผลให้รัฐสูญเสียรายได้ เนื่องจากได้ดำเนินการต่อเนื่อง มาหลายปีแล้ว และการขยายเวลาภาษีมูลค่าเพิ่มจะช่วยให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจว่า เรื่องนี้จะไม่มาเป็นภาระต่อต้นทุนในอนาคต จึงต้องการให้เกิดความชัดเจน โดยหากจะไปเก็บที่ 10 เปอร์เซ็นต์ ตามเดิมอาจทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลได้

คม ชัด ลึก  ไทยโพสต์  มติชน  โพสต์ทูเดย์  26  มี.ค. 51