ท่ามกลางบริบทของการเมืองระดับชาติที่กำลังร้อนแรงที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการ มุ่งใช้“นโยบายปราบปรามยาเสพติด” เพื่อการหาเสียงทางการเมืองจนละเลยขอบเขตของการดำเนินนโยบายเพื่อ “การจัดการกับปัญหาอย่างยั่งยืน” เพื่อเป็นการให้ข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้นจึงขอนำเสนอยุทธศาสตร์ภาครัฐที่ถูกนำมาใช้ในการจัดการกับปัญหายาเสพติด ดังต่อไปนี้
1. ยุทธศาสตร์การแก้ไข ตัวยา/ผู้ค้า(Supply)
1.1 ทำลายโครงสร้างและกลุ่มการค้าสำคัญ
1.2 ควบคุมการแพร่ระบาดยาเสพติด ในพื้นที่ (ศตส.จ. / ศตส.อ.)
1.3 สกัดกั้นพื้นที่ชายแดน ควบคุมตัวยา / สารเคมี
1.4 ยุติการผลิตในต่างประเทศ
1.5 ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐ
1.6 พัฒนาระบบข่าวเทคนิคการสืบสวน
2. ยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด(Demand)
2.1 X-ray พื้นที่เพื่อชักจูง/กดดันผู้เสพ/ผู้ติด เข้าสู่ระบบการแก้ไขปัญหา
2.2 นำผู้เสพเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูพัฒนา
2.3 ผู้ติด - สมัครใจ -เข้าสู่ระบบสมัครใจ
- ถูกจับ บังคับบำบัด
- ถูกคุมขัง ต้องโทษ
2.4 ปรับทัศนคติเตรียมความพร้อมชุมชน ให้อาสาสมัครเข้าดูแลช่วยเหลือผู้เสพ/ผู้ติดคืน “ คนดีสู่สังคม”
2.5 ฝึกและส่งเสริมอาชีพ
3. ยุทธศาสตร์แก้ไขในกลุ่มผู้มีโอกาสเข้าไปใช้ยาเสพติด (Potential demand)
3.1 สร้างภูมิต้านทานโดยการให้ การศึกษาให้ตระหนักโทษ/พิษภัย
3.2 ควบคุมแหล่งระบาด
3.3 จัดกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์
3.4 สร้างครอบครัวและชุมชนให้เข้มแข็ง
4. ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการเพื่อการบูรณาการแก้ไขปัญหา
4.1 บูรณาการแนวคิด แผน และงบประมาณในส่วนกลาง
4.2 บูรณาการแผนงบประมาณในระดับจังหวัด
4.3 บูรณาการการปฏิบัติการในระดับอำเภอ
เหมือนว่าจะเพอร์เฟค เพราะมียุทธศาสตร์มากมายแต่ลองทบทวนอย่างใจเป็นกลางว่าไม่สำเร็จหรือไม่บรรลุผลเพราะอะไร หรือสำเร็จแค่ไหน อะไรเป็นเหตุปัจจัยของความสำเร็จ และเหตุปัจจัยของปัญหา ควรหันมาช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่การสร้างวาทกรรมมัวแต่แบ่งแยกความเป็น GO หรือ NGO ซึ่งจากการสรุปการทำงานภาคประชาชน หลายต่อหลายเวที ส่วนหนึ่ง เราพบว่า
- การมองปัญหายาเสพติดต้องมองควบคู่กันทั้งผลเชิงบวกและลบ การมองปรากฏการณ์เชิงลบ เป็นการมองอย่างรอบด้าน “ไม่ใช่การจ้องจับผิดใคร” “ไม่ใช่การมุ่งสร้างวาทกรรม หรือการผลิตซ้ำ”
- ปัญหายาเสพติดแท้จริงไม่มีใครอยู่ต้นเหตุหรือปลายเหตุ ทุกภาคส่วนล้วนเชื่อมโยงกัน ทุกภาคีต้องมีบทบาทในการร่วมกันแก้ปัญหา(มากกว่าพูด)
- ปัญหายาเสพติด ไม่ใช่เป็นแค่ปัญหาอาชญากรรมที่มาตรการปราบปรามเพียงอย่างเดียวจะทำให้หมดไปจากสังคม
- ปัญหาและเงื่อนปมสำคัญอยู่ที่ผู้ค้ารายใหญ่ รายย่อยและผู้เสพ ถ้าไม่ทราบถึงปรากฏการณ์ ผลกระทบ และสาเหตุของปัญหา (ไม่รู้ต้นตอของปัญหา) การแก้ไขก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
- ปัญหายาเสพติดมีความซับซ้อนไม่สามารถแก้ไขได้ถ้าต่างคนต่างฝ่ายต่างองค์กร ต่างทำตามกรอบงานของตนเองทั้งทางด้านการป้องกัน ปราบปราม บำบัด ฟื้นฟูหรือการพัฒนา การวางนโยบายและแผน การจัดสรรงบประมาณ
- กระบวนการสร้างความยั่งยืนในการแก้ปัญหายาเสพติด ไม่ใช่เร่งด้วยเงื่อนไขจากเวลาหรือคำสั่งหากแต่สร้างและถักร้อยจาก “ความเข้าใจ” มิใช่แบ่งเขาแบ่งเรา
ณ พื้นที่ ที่จำกัดนี้ผู้เขียนขอนำเสนอทางออกร่วมกัน(ที่ไม่ใช้ทางออกสำเร็จรูปสำหรับคนขี้เกียจคิดแต่เป็นโจทย์ร่วมที่ทุกคน ทุกฝ่ายควรหาตำตอบร่วม)
- การทำงานเชิงพื้นที่ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะทำงานร่วมกันเพื่อขยายพื้นที่ทั้ง พื้นที่รูปธรรม พื้นที่ทางความคิด พื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ทางนโยบายตัวอย่างเช่น การเปิดพื้นที่ทางความคิด ด้วยกระบวนการทางปัญญา ควรเริ่มจากระดับบุคคลก่อนขยายวงไปสู่ระดับกลุ่มและระดับสังคม ในประเด็นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับยา(เสพติด) อาทิ เช่น
§ ที่มา ชนิดและประเภทยาเสพติด
§ ศึกษาเปรียบเทียบสาเหตุการใช้ยาฯ (รายกรณี)
§ กลไกและกระบวนการออกฤทธิ์ของยาที่มีต่อจิตประสาท
§ ขั้นตอนการติดยา (จากใช้ยาถึงติดยา)
§ อันตรายและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ยาแต่ละชนิด
§ ปัจจัยเสี่ยง – ปัจจัยช่วยต้านการใช้ยา
§ ชีววิทยาของการติดยา
§ พยาธิสภาพจากการใช้ยา
§ สื่อเคมีที่ทำให้เสพติด
§ กลยุทธ์การป้องกันการใช้ยา
§ ทักษะชีวิต การจัดการอารมณ์ความรู้สึก ทักษะการจัดการกับตัวกระตุ้น ฯลฯ
§ จุดเด่น – จุดอ่อนของระบบบำบัดแต่ละระบบ เช่น จิระสา,เมทริกซ์,จิตสังคม-ชุมชนบำบัด,การใช้สารทดแทนฯลฯ
§ ฯลฯ ตัวอย่างข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวนี้อยู่ในเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับยาเสพติดโดยตรง ยังไม่รวมถึงด้านกระบวนการทางกฎหมาย นโยบายการปราบปราม ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านความเชื่อมโยงกับโรคติดต่ออื่น ๆ ด้านระบบประกันสุขภาพ หรือแม้แต่การทำงานในชุมชน ที่มีความเกี่ยวเนื่องอย่างแยกไม่ออก ในฐานะคนรอบข้างผู้ใช้ยาด้วย
- การเรียนรู้สถานการณ์ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มองว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาหรือภารกิจของภาครัฐ ทำให้วิธีคิดวิธีทำงานเป็นไปในเชิงควบคุม สั่งการ มองประชาชนเป็นเพียงผู้ให้ความร่วมมือ โดยที่รัฐวางธงการปฏิบัติการไว้ล่วงหน้าให้ประชาชนแค่มารับทราบหรือยกมือสนับสนุนเท่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นการชี้นำปัญหา หรือแก้ปัญหาแทนผู้ที่อยู่กับปัญหา
- ปรับเปลี่ยนเป้าหมายของการแก้ปัญหายาเสพติดร่วมกันคือ “สร้างความยั่งยืน” ที่แต่ละพื้นที่จะให้นิยามที่แตกต่างกันตามบริบท ต้องเอาวิกฤติชุมชนเป็นตัวตั้ง(ที่เชื่อมโยงทั้งการเมืองเศรษฐกิจสังคม) ไม่ใช่เอายาเสพติดเป็นตัวตั้ง โดยนัยว่า ยาต้องหมดไป ผู้ใช้ยาต้องไม่มีในชุมชน(โดยวิธีใดก็ตาม)
- การมุ่งแก้ปัญหาด้วยกระบวนการอริสัจ คือการค้นหาปัญหา(ทุกข์) ค้นหาสาเหตุ (สมุทัย) หาจุดมุ่งหมาย(นิโรธ) และหาทางแก้ไข (มรรค) อย่างเป็นระบบมากกว่าใช้กระบวนการ “ตาบอดคลำช้าง” และกระบวนการดังกล่าวต้องเป็นกระบวนการที่ตายด้านหรือเป็น Planing คือนิ่งอยู่ที่เดิม ต้องใช้วงจร PDCA อย่างต่อเนื่อง ( Plan Do Act Check)
- การสร้างทางเลือกนอกเหนือจากการลดอุปสงค์,อุปทาน ที่ต้องเพิ่มเรื่องของการลดอันตราย (Harm Reduction) ที่มุ่งการแก้ปัญหาด้านยาเสพติดอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น
ขออนุญาตินำแนวความคิดท่านไปเชื่อยโยงการปฏิบัติต่อไปนะครับ คนทำงานเหมือนกัน