สวัสดีครับ อาจาริย์มะปรางค์เปรี้ยวฯผมจะเริ่มเล่าเกี่ยวกับเรื่องกรุงเทพฯในตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเลยนะคร้บ เป็นตอนชื่อว่า  เครื่องบินสัมพันธ์มิตรทิงระเบิดกรุงเทพฯ( จนได้ )

จากบันทึกตอนแรก เรื่องเครื่องบินสัมพันธ์มิตรมาทิ้งยารักษาโรคให้ไทยที่เหนือท้องสนามหลวงแล้วถูกเรือดำน้ำของเราที่จอดอยู่หน้าท่าราชวรดิษฐ์ยิงด้วยปืนใหญ่หัวเรือจนไปตกแถว ๆ เลยตลาดพลูไป และฝ่ายไทยเร่งรีบไปแย่งชิงเอาเหล่านักบินไปก่อนที่พวกทหารญี่ปุ่นจะไปถึงเพียงไม่นานนัก - นั้น  เหตุการ์ณในวันนั้นสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายญี่ปุ่นเป็นอันมาก  ข่าวว่าทางฝ่ายญี่ปุ่นยื่นขอตัวทหารอเมริกันทั้งหมดเพื่อเอาไปควบคุมเอง แต่ฝ่ายไทยไม่ยินยอม ทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นขุ่นเคืองเป๋นอันมาก แต่ก็ทำอะไรฝ่ายเราไม่ได้   เพราะพวกเรารู้ว่าหากคืนให้ไป พวกทหารอะเมริกันเหล่านั้นจะต้องถูกฆ่าตายหมด   ระหว่างนั้น  พวกญี่ปุ่นได้ระดมขนย้ายเชลยสัมพันธ์มิตรขึ้นล่องระหว่างท่าช้างวังหลวงซึ่งอยู่ติดกับท่าราชวรดิษฐ์ กับท่าน้ำรถไฟสถานีรถไฟบางกอกน้อยมากขึ้นกว่าเดิม  พวกเราเห็นเหล่าทหารสัมพันธมิตร์ที่ถูกจับ ถูกนำมานั่งเรียงแถวรอลงเรือที่ลานหน้าท่าเรือแทบทุถวัน  แต่ละคนจะอยู่ในเครื่องแบบทหารที่ขาดรุ่งริ่งเป็นส่วนใหญ่และเช่นเดียวกัน แทบทุกคนก็จะอยู่ในสภาพไม่ค่อยสดชื่นนัก ท่ามกลางแถวทหารเหล่านี้  จะมีทหารญี่ปุ่นยืนถือปืนคอยควบคุมอยู่ ทหารเหล่านี้แต่งเครื่องแบบที่ซักรีดเรียบร้อยสง่าผ่าเผยทุกดนจะ สพายดาบซามูไรประจำตัวไว้ที่เอว  ทหารเหล่านี้จะเข้มงวดมาก ห้ามมิให้คนไทยเอาของกินของใช้ให้พวกทหารเชลย  หากเชลยคนใดแอบรับ  เพราะคนไทยสงสารที่ผอมโซ  และมีแววตาที่อยากกิน หากทหารที่เฝ้าอยู่พบเห็นหรือจับได้  จะตรงไปกระชากของที่รับมานั้นโยนทิ้งไปต่อหน้าต่อตาและบางครั้งจะทำร้ายทหารเชลยผู้นั้นอย่างทารุณ  พวกแม่ค้าที่เอาของมาให้เชลยบางคนถึงกับร้องไห้ด้วยความสงสาร........(โปรดอ่านต่อตอนหน้า ไม่นานหรอกครับ)