ช่วงนี้งานเข้ามาเยอะเหมือนเดิม เริ่มเช้ามาก้อต้องคิดก่อนว่าวันนี้ต้องจัดการอะไรบ้าง มีแต่เดินไปข้างหน้า ไม่ได้มีเวลาทบทวนเรื่องที่ผ่านมา อะไรที่อบรมหรือเรียนผ่านมาก้อไม่ได้ทบทวน ความรู้ก็เลยมีอยู่เท่าเดิม
วันนี้ ขอช่วงเวลาให้ได้ทบทวนตนเองสักเล็กน้อย
เรื่องที่ ๑. การฝึกอบรม
เรามีโอกาสได้ไปอบรมหลักสูตรสร้างนักวิจัย กับหน่วยงานหลักด้านการบริหารงานวิจัย
ของชาติ ผลการทดสอบก่อนการอบรมคือสอบตก แปลว่าระดับความรู้ยังด้อยต้องเร่งศึกษา ได้รับการอบรมผ่านไป 5 สัปดาห์ ทำการทดสอบหลังการฝึกอบรม น่าตกใจมากที่ก็สอบตกด้วยคะแนนเท่าเดิม แปลว่าอะไร แปลว่าเรียนแล้วไม่ได้อะไรหรือเปล่า
เราว่าไม่ใช่..... การจัดการความรู้ส่วนตัวของเราบอกว่าการอบรมมีประโยชน์แต่การเรียนในห้องไม่ทำให้เรามีความรู้หรือความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ เพิ่มขึ้นได้ ถ้าหลังการเรียนในแต่ละวันเราไม่ได้ทบทวนหรือประยุกต์ใช้ใด ๆ เลย ความรู้ที่เราฟังมาก็จะลืมไปเหมือนไม่ได้เข้ามาอยู่ในหัวเราเลย สิ่งสำคัญของการเรียนคือ การได้ทบทวน “ข้อมูลดิบ” ซึ่งก็คืออะไรก็ตามที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ จะให้ดีกว่านั้นต้องนำข้อมูลดิบนั้นมาประยุกต์เทียบเคียงในชีวิตจริงที่ดำเนินอยู่ให้ได้เพื่อจะได้จำได้ดีกว่าการเรียนภาคทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
สรุปก่อนว่าทำไมเราสอบตกทั้งสองครั้ง เนื่องจากหลักสูตรนั้นมีเวลาจำกัดและเราต้องใช้เวลาเดินทางไป-กลับระหว่างที่เรียนกับบ้านจนหมดแรงเกินกว่าจะได้อ่านตำราทบทวนในช่วงเย็นเมื่อเลิกเรียน ภาคฝึกปฏิบัติต่าง ๆ ต้องเร่งรีบ ทำให้ต้องแบ่งงานกันทำในกลุ่มตามความถนัด ผลคือเราถนัดการทบทวนวรรณกรรม ก็ได้ทำการทบทวน กลุ่มที่มีหน้าที่สำรวจพื้นที่ที่จะเข้าไปศึกษาวิจัยก็เป็นผู้กำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เวลาออกแบบเครื่องมือเก็บข้อมูลก็ทำกันไปโดยที่ยังไม่ตกผลึกเรื่องกรอบแนวคิดในการวิจัย (แล้วอะไรคือคุณภาพกันนี่) เมื่อไปทดสอบแบบสอบถามก็ลงไปทำทั้งที่แบบสอบถามนั้นใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มีหน้าที่ทดสอบแบบก็ต้องไปสัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่ ถามไปคนถามก็งง คนตอบก็งง
สรุปกลับมาก็ต้องเริ่มที่จุดเดิมคือโจทย์วิจัยคืออะไร อะไรคือวัตถุประสงค์ จำเป็นต้องมีสมมติฐานไหม จะใช้รูปแบบการวิจัยอะไรแน่ เวลามีเท่านี้แค่วิจัยเชิงสำรวจก็พอไหม แล้วจะสำรวจไปแล้วได้ประโยชน์ไปทำอะไร กรอบคิดมันร้อยเรียงเพื่อตอบวัตถุประสงค์จริงไหมหรือมันโผล่มาจากไหนไม่เป็นเกี่ยวกันสักนิด
เมื่อเวลาสรุปผลงานคนที่ถนัดเรื่องสถิติก็ต้องทำสถิติเพื่อให้มีงานทันส่งแต่ขาดการเรียนร่วมกันว่าตกลงสถิติที่ใช้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ขาดการถ่ายทอดระหว่างสมาชิกในกลุ่ม เนื่องจากข้อจำกัดของเวลา สุดท้ายผลสอบก็สะท้อนผลการเรียนแบบแยกเป็นท่อนๆ ท่อนไหน (ขั้นตอนการวิจัย) ที่เรายังไม่รู้ก็คงยังไม่รู้และทำไม่เป็นเช่นเดิม ดังนั้นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญของการทำงานเป็นทีมคือทำอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในทีมเพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันถ้าขาดส่วนนี้ผลการทำงานก็สำเร้จเป็นรูปเล่มแต่ทีมขาดองค์ความรู้และทักษะเท่าเดิม
เรื่องที่ ๒. การเรียนรู้ของเรา
ทางหนึ่งที่เราเกิดการเรียนรู้ คือเมื่อเข้าร่วมประชุม สัมมนา ทั้งๆ ที่หลายคนมองว่าการประชุม สัมมนาน่าเบื่อ ได้แต่พูดกันไป แต่เราได้เรียนรู้ผลที่เกิดขึ้นในเวทีประชุมเมื่อมีคนโยน “ข้อมูล” ลงไป บทเรียนที่เกิดจากการประชุมที่จะได้เล่าให้ฟังนี้เกี่ยวโยงกับบทเรียนที่เกี่ยวข้องกับ “การวิจัย”
วันก่อนเราได้ไปร่วมเวทีนำเสนอข้อมูลการวิจัยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัดในจังหวัดหนึ่ง เป็นการคืนผลการวิจัยให้กับพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ ผลการวิจัยนั้นเป็นเรื่องของสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในพื้นที่
บทเรียนที่ได้รับประการที่หนึ่ง
ปกติอ่านเอกสารเรื่องการจัดการงานวิจัยที่ให้ความสำคัญกับการจัดการงานวิจัยตั้งแต่การกำหนดหัวข้อ ประเด็นวิจัยอย่างมีส่วนร่วมระหว่างคนบริหารการวิจัยกับคนใช้ประโยชน์ก็รู้ว่าสำคัญ จินตนาการไปเองว่ามันสำคัญอย่างไร แต่เมื่อได้อยู่ในเวทีการนำเสนอข้อมูลการวิจัยในวันนั้น ก็พบว่าประโยชน์ของการกำหนดหัวข้อวิจัยแบบมีส่วนร่วมนั้นเป็นอย่างไร ต้องบอกว่าการจัดการงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมนั้นมีความสำคัญมากถึงมากที่สุด อย่างน้อยหากข้อมูลที่ได้รับมีความอ่อนไหว ผู้ใช้ประโยชน์จะมองข้อมูลในมุมมองเชิงบวกคือต้องหาทางจัดการกับปัญหาที่พบ ไม่ใช่มองข้อมูลว่ามาบ่งชี้ว่าเป็นความผิดที่ไม่ได้จัดการกับปัญหาทำให้ตัวปัญหานั้นปรากฏต่อสายตาคนทั่วไปแล้วนักวิจัยเป็นใครมาวุ่นวายก่อกวนอะไรในพื้นที่ของฉัน
การมีส่วนร่วมยังแบ่งเป็นสองระดับ แบบตื้น ๆ คือเมื่อกำหนดประเด็นการวิจัยแล้วก็ให้พื้นที่ทราบเสียหน่อยว่าประเด็นวิจัยนั้นมันสำคัญอย่างไรนักวิจัยจึงเข้ามา แล้วมีขั้นตอนอย่างไร เมื่อผลวิจัยออกมาแล้วนักวิจัยจะทำอย่างไร พื้นที่จะได้อะไร เห็นด้วยไหมที่นักวิจัยจะเข้ามา ถ้าจะปรับเปลี่ยนหรือไม่เห็นด้วยกับกระบวนการวิจัยในขั้นตอนใดจะได้ปรับให้เข้าใจตรงกันเสียแต่แรก เมื่อผลวิจัยออกมาจะได้ไม่เกิดการเผชิญหน้าหรือเกลียดกันไปในที่สุด
การมีส่วนร่วมแบบแท้จริงก็คือนักวิจัยเข้าไปสำรวจในพื้นที่หรือจัดเวทีร่วมกันแล้วมาคุยกันซิว่ามีปัญหาอะไรในพื้นที่ที่ต้องหาทางจัดการ แก้ไข ป้องกันโดยต้องใช้กระบวนการ “วิจัย” มาช่วยหาคำตอบ แล้วจึงพัฒนาโจทย์วิจัย วัตถุประสงค์การวิจัย และขั้นตอนต่อ ๆ มาร่วมกัน โดยจะให้นักวิจัยเป็นผู้ดำเนินการฝ่ายเดียวพื้นที่เป็นผู้ให้ข้อมูลก็วิจัยกันไป หรือจะเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการคือพื้นที่เข้ามาร่วมในกระบวนการวิจัย ศึกษาไป เรียนไป แก้ปัญหาไป สุดท้ายพื้นที่ก็ได้ นักวิจัยก็ได้ผลงานแล้วยังกลายเป็นเครื่องมือช่วยพื้นที่แก้ไขปัญหาไปในตัว
บทเรียนประการที่สอง
การนำเสนอผลงานวิชาการ วิจัยที่ศึกษาเฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งต้องนำเสนอบริบทของพื้นที่ ที่มาของการศึกษาวิจัยให้ชัดเจน ครอบคลุม และเมื่อบ่งชี้ปัญหาแล้ว (ด้วยน้ำเสียงที่ไม่รุกเร้า) ควรเสนอถึงข้อจำกัดที่ทำให้พื้นที่ยังจัดการกับปัญหาไม่ได้เพื่อให้ผู้รับผิดชอบปัญหามีทางออก มีช่องทางหายใจและไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ละเลย ไม่ยอมจัดการกับปัญหา การนำเสนอผลการวิจัยที่ขาดส่วนของบริบทและข้อจำกัดของผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ และยิ่งหากนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่รุกเร้า พาลจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ปฏิปักษ์ และขาดแรงจูงใจให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาเข้ามาร่วมช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพราะทุกฝ่ายจะรู้สึกถูกกล่าวโทษจากข้อมูลมากกว่าเชิญชวนให้เข้ามาสร้างสรรค์หนทางแก้ไข
บทเรียนประการที่สาม
หากเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพที่ไม่สามารถอ้างอิงผลการวิจัยไปสู่ประชากรของพื้นที่ทั้งหมดได้ ผู้นำเสนอต้องทำความเข้าใจเวทีให้เข้าใจตรงกัน ถึงลักษณะของการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเชิงคุณภาพจะดึงคำพูด ประโยคที่บ่งชี้ปัญหาที่คนคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้ให้ข้อมูลโดยไม่สามารถอ้างอิงชื่อผู้ให้ข้อมูลได้ และไม่ใช่เป็นตัวแทนของพื้นที่นั้นทั้งหมด ส่วนใหญ่ที่พบในเวทีนำเสนอผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ลักษณะเช่นนี้นี้ผู้ฟังจะมองว่าผลการวิจัยนั้นไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วงานวิจัยเชิงคุณภาพสามารถบ่งชี้ปัญหาได้เพียงแต่ไม่สามารถอ้างถึงภาพรวมของพื้นที่ได้เท่านั้น
ผู้นำเสนอต้องทำความเข้าใจเวทีว่าข้อมูลที่นำมาเสนอนี้ไม่ใช่ว่าจะมากล่าวโทษแต่เป็นข้อมูลให้ได้รับทราบว่ามี “คนในพื้นที่”นั้น ให้ข้อมูลมา อาจมีเพียง 1 คน 2 คน หรือจริง ๆ แล้วอาจหลายคนแต่ผู้ศึกษาสรุปมาเป็นเพียงประโยคบ่งชี้เท่านั้น เมื่อมีคนพูดถึงปัญหาในพื้นที่หมายความว่านักวิจัยและผู้ให้ข้อมูลจะขอเชิญชวนแกมขอร้องให้ผู้ที่รับผิดชอบเข้าไปตรวจสอบปัญหาให้ด้วยเพื่อประชากรในภาพรวมจะได้อุ่นใจ ไม่มีไฟย่อมไม่มีควัน เมื่อมีคนเห็นควันแม้ไม่เชื่อว่ามีไฟก็ควรจะตรวจสอบเพื่อยืนยันได้ว่าไม่มีปัญหาจริง ๆ เพราะหากละเลยอาจเกิดไฟไหม้เสียแล้วก็ได้
บทเรียนประการที่สี่
การนำเสนอผลการวิจัยระดับพื้นที่ไปสู่เวทีสาธารณะต้องได้รับความยินยอมของเจ้าของพื้นที่ ทั้งผู้รับผิดชอบและผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เนื่องจาก “พื้นที่” ย่อมต้องได้รับทราบและประเมินสถานการณ์ก่อนว่าหากเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยไปแล้วผลกระทบใดบ้างจะเกิดกับพื้นที่ และพื้นที่จะรับมือกับผลกระทบนั้นได้ไหม เช่น ผู้บริหารอาจเกรงว่าเมื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยไปแล้ว ผู้รับสารจะตีความว่าพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยปัญหาและผู้เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ และเมินเฉยต่อปัญหา หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการดึงข้อความในเครื่องหมายคำพูดว่าขึ้นมากล่าวอ้างโดยที่คำพูดนั้นไม่ใช่ตัวแทนประชากรในการศึกษาวิจัย) ผลกระทบจะเกิดผลเสียต่อจังหวัดได้ทั้งระดับตัวบุคคลและภาพลักษณ์ของพื้นที่ในภาพรวม เป็นต้น
บทเรียนประการที่ห้า
การนำผลการศึกษาวิจัยไปเผยแพร่โดยขาดวิจารณญาณ เช่น การประชาสัมพันธ์ ตัดข้อความ ขยายข่าวเพิ่มเติมของสื่อมวลชน ที่อาจละเลยต่อการตรวจสอบว่าการคัดข้อความผลการวิจัยมากล่าวอ้างโดยไม่กล่าวถึงบริบท หรือข้อจำกัดของพื้นที่ หรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อผลการวิจัย เป็นอันตรายต่อกลุ่มตัวอย่าง ประชากร และพื้นที่โดยภาพรวม เพราะผู้รับสารจะขาดข้อมูลจำเป็นเพื่อพิจารณาผลการวิจัยด้วย การรับทราบปัญหาโดยขาดการมองบริบทนั้นย่อมไม่ยุติธรรมต่อพื้นที่อย่างแน่นอน
จากที่กล่าวแล้วมีข้อควรคำนึงสองประการคือประการแรกการจะทำอย่างไรให้การเข้ารับการอบรมหลักสูตรต่างๆ เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นคือต้องทบทวนและประยุกต์เข้ากับชีวิตจริง การทำงานเป็นทีมต้องเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และประการที่สองคือเรื่องของการศึกษาวิจัยในพื้นที่ที่ต้องให้ความสำคัญในขั้นตอนของการกำหนดประเด็นหัวข้อวิจัยด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและการเผยแพร่หรือการนำเสนอก็ต้องมีข้อพึงระวังเช่นกัน
นายคำนวณ
๑๑ มีนาคม ๒๕๕๑