การเจริญธรรมขาว เริ่มต้นด้วยการอยู่ในที่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่านวุ่นวาย (กายวิเวก) ต่อจากนั้นก็รักษาจิตใจให้สงบนิ่ง ปราศจากควมฟุ้งซ่าน (จิตวิเวก) และเฝ้าระวังมิให้กิเลสจรมาครอบงำได้ (อุปธิวิเวก)... ดังกึ่งคาถาต่อมาว่า
- ปะริโยทะเปยยะ อัตตานัง จิตตักเลเสหิ ปัณฑิโต
- บัณฑิต พึงเปลื้อง ตนเอง ออกจากสิ่งที่ทำจิตให้เศร้าหมอง
สิ่งที่ทำจิตให้เศร้าหมอง นี้ ท่านขยายความว่าเป็น นิวรณ์ คือ ธรรมที่เป็นเครื่องกั้นมิให้เราบรรลุคุณความดีที่จะพึงได้พึงถึง ซึ่งมี ๕ อย่าง ได้แก่
- กามฉันท์ พอใจในกาม
- พยาบาท โกรธ ขึ้นเครียด
- ถีนมิทธะ ง่วงเหง่า หาวนอน
- อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ
- วิจิกิจฉา ลังเลสงสัย
แม้ว่าเราอยู่ในสถานที่เงียบสงบ แต่ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า (ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว) นั่นคือ จิตใจของเราอาจไม่สงบระงับก็ได้... สาเหตุที่ทำให้ใจเราเป็นดังนี้ เพราะใจถูกครอบงำด้วย นิวรณ์ เหล่านี้ได้ เช่น อยากฟังเพลง (กามฉันท์)... นึกขึ้งเครียดใครบางคนขึ้นมา (พยาบาท)... รู้สึกง่วง ไม่มีอะไรทำ นอนดีกว่า (ถีนมิทธะ)... คิดเรื่องโน้นแล้วก็มาคิดเรื่องนี้ คิดเรื่องนี้แล้วไปคิดเรื่องนั้น คิดๆ ไปก็รู้สึกรำคาญตัวเอง (อุทธัจจกุกกุจจะ).... สงสัยสิ่งที่ตนเองทำอยู่ว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ (วิจิกิจฉา)
พวกนี้จัดว่าเป็นสิ่งที่คอยกางกั้นจิตใจมิให้เข้าถึงธรรมชั้นสูงขึ้น (เรื่อง นิวรณ์ นี้ หาอ่านไ้ด้ไม่ยาก สำหรับในพระไตรปิฏก คลิกที่นี้)
..............
เมื่อเพียรระวังมิให้จิตใจถูกนิวรณ์เข้าครอบงำ และคอยปลดเปลื้องนิวรณ์ที่จรเข้ามาให้หลุดออกไปแล้ว ก็ค่อยๆ บำเพ็ญเพียรทางจิตเพื่อเข้าถึงธรรมชั้นสูงขึ้นไป ดังกึ่งคาถาต่อมาว่า...
- เยสัง สัมโพธิยังเคสุ สัมมา จิตตัง สุภาวิตัง
- จิต อันชนทั้งหลายเหล่าใดอบรมดีแล้ว โดยชอบ ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้พร้อม
องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้พร้อม ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ ประการนั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้ เคยเขียนเล่าไว้แล้ว ตามไปอ่านได้ที่ ้โพช... ตรัสรู้
ซึ่งการดำเนินไปตามหลักโพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ ก็เพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นคือ เป็นผู้ยินดีในการไม่ยึดมั่นถือมั่น ดังกึ่งคาถาต่อมาว่า...
- อาทานะปะฏินิสสัคเค อะนุปาทายะ เย ระตา
- ชนเหล่าใดยินดีแล้วในความไม่ยึดมั่น ในเพราะการสลัดออกจากความยึดมั่น
สรุปว่า ถ้าเราดำเนินไปตามหลักโพชฌงค์ ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว เราก็สามารถถึงความหมดจด (วิสุทธิ, บริสุทธิ์) หรือถึงฝั่งโน้นได้นั่นเอง...
และนั่นคือ ข้อสรุปในกึ่งคาถาสุดท้าย ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป....