เรื่องเล่าดีๆ จากรพ.น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ที่รวบรวมไว้ในการประชุม HA National forum ครั้งที่ 9 ที่ผ่านมาค่ะ (ไม่ได้มีการตัดต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ค่ะ)
กลางเดือนสิงหาคม 2550 ฉันได้มีโอกาสให้การดูแลผู้ป่วยหญิง อายุ 45 ปีคนหนึ่ง เธอป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย มีแผลขนาดใหญ่ลุกลามเป็นวงกว้างจากบริเวณเต้านมขวาไปจนถึงหัวไหล่ ต้นแขนขวา รักแร้จนขึ้นไปถึงต้นคอด้านหลัง ที่บริเวณด้านหน้าของไหล่ขวาแผลมีลักษณะเป็นหลุมลึกจนเห็นกระดูกไหปลาร้า เลือดไหลซึมจากแผลเป็นระยะๆ และมีกลิ่นเหม็น การอักเสบของแผลที่ขยายเป็นวงกว้างทำให้แขนขวาของเธอบวมใหญ่จนไม่สามารถขยับเองได้ นอกเหนือความเจ็บปวดทรมานจากแผลแล้ว เธอยังเหนื่อยหอบจากอาการน้ำท่วมปอดที่เป็นผลมาจากก้อนเนื้อร้ายแพร่กระจายไปที่ปอดด้วย แรกที่เห็นเธอ ฉันรู้สึกสงสารและคิดในใจว่า เธอช่างเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีความอดทนสูงจริงๆ เธอทำให้ยิ่งเห็นใจเธอมากขึ้นไปอีก ด้วยรอยยิ้มที่มีให้ฉันเสมอ ทุกครั้งที่ได้พูดคุยและให้การพยาบาล ตลอดเวลาที่รักษาตัวในโรงพยาบาล เธอมีทั้งแม่ พี่สาว ลูกชาย และสามีดูแลไม่ห่าง คงเป็นความดีของเธอกระมังที่ทำให้ทุกคนรักและเอาใจใส่เธอขนาดนี้ แม่ของเธอบอกว่า เธอเป็นลูกสาวที่ดีและเป็นคนเดียวในจำนวนพี่น้องทั้ง 7 คนที่คอยดูแลแม่เสมอ เนื่องจากคนอื่นแยกย้ายไปมีครอบครัวที่อยู่ห่างไกล แม่รู้ว่าอีกไม่นานลูกสาวสุดที่รักจะต้องเสียชีวิตลง เมื่อถึงวันนั้นตนยอมรับได้ แต่ช่วงเวลาที่ลูกสาวเจ็บปวดทุกข์ทรมานก่อนจะเสียชีวิตนี้ เป็นช่วงเวลาที่ทำให้หัวใจของแม่ปวดร้าวและเหมือนจะแตกดับ ขณะที่พูดคุยถึงลูกสาว แม่ของเธอจะมีน้ำตารื้นในดวงตาและเอ่อล้นจนรินไหล ฉันจับมือแม่ของเธอและบอกว่า เราจะช่วยกันดูแลเธอนะคะ หนูรู้ว่าแม่เสียใจแต่ถ้าร้องไห้ให้เธอเห็นบ่อยๆ เธอจะเป็นห่วงและจากไปอย่างไม่สงบ ถ้าอยากร้องไห้มาร้องไห้กับหนูนะคะแล้วหนูจะเป็นกำลังใจให้ ลูกสาวของแม่เป็นคนดีที่เข้มแข็งสามีของเธอเคยบอกกับหนูว่า เธอเป็นคนใจดีชอบทำบุญรักเพื่อนรักพี่น้อง หนูมั่นใจว่าบุญที่เธอสะสมมาจะทำให้เธอจากไปอยู่ในที่ดีดี แม่ของเธอยกมือไหว้ฉัน ฉันรีบยกมือไหว้ตอบและกุมมือทั้งสองไว้ในอุ้งมือเพื่อส่งถ่ายความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ สามีของเธอคนนี้เป็นสามีคนที่สองและไม่มีลูกด้วยกัน สามีของเธอบอกว่าทำใจไม่ได้ที่เธอจะจากไปเร็วขนาดนี้ เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่ขยันทำงาน รับผิดชอบและเก่งในเรื่องติดต่อธุรกิจ เธอเคยช่วยเหลือสามีในวันที่สามีเธอประสบความล้มเหลว และทำงานหนักมาด้วยกัน แต่วันนี้ในวันที่ฐานะเริ่มดีขึ้น เธอกลับอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถจะมีความสุขกับเงินทองและบ้านที่สร้างหามาด้วยกันได้ ฉันให้กำลังใจว่า ที่คุณมาอยู่ดูแลเธอและแสดงความห่วงใยต่อเธอมากขนาดนี้ คุณทำได้ดีแล้วค่ะดีมากๆด้วย เราอาจจะย้อนเวลากลับไปไม่ได้ แต่ในวันนี้และขณะนี้พยาบาลเชื่อว่า เธอก็ต้องเห็นแล้ว ว่าคุณเป็นสามีที่ดี เธอคงพอใจเพราะฉันเห็นแววตาของเธอมีความสุขและเป็นประกายทุกครั้งที่คุณมาดูแลเธอ ทำช่วงเวลาต่อจากนี้ไปให้ดีที่สุดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเธอ แล้วคุณจะเห็นได้เองว่าเธอมีความสุข “เธอยังเป็นห่วงลูกชายอยู่นะคะ คุณพอจะทำให้เธอหายห่วงหายกังวลเกี่ยวกับลูกชายได้ไหม” ฉันกล่าวนำเป็นหนทางที่จะให้ครอบครัวเยียวยากันเอง “ได้ครับ ผมก็บอกเธอแล้วว่าไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเค้าก็เหมือนลูกชายของผมเหมือนกัน อยากได้บ้านหรือรถคันไหนก็เอาไปได้เลย และผมจะบอกเธออีกว่า ผมจะคอยดูแลเค้าเอง”
พี่สาวบอกว่า สงสารน้องเหลือเกิน แต่ก็คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และน้องสาวห่วงแต่ลูกชายว่าถ้าแม่ตายแล้วจะไม่มีที่พึ่งทั้งทางใจและทางกาย ส่วนลูกชายซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวจากสามีคนแรกที่แยกทางกันไปบอกว่า ทำใจมานานแล้ว และพยายามจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด ถ้าไม่มีแม่ก็จะเรียนให้จบโดยเร็วและหางานทำ รับผิดชอบตัวเองให้ได้ ฉันแนะนำว่า ควรบอกให้คุณแม่ทราบด้วยว่า ไม่ต้องเป็นห่วง และสามารถดูแลตัวเองได้ เด็กหนุ่มรับคำและทำตาม ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับผู้ป่วยฉันมักจะกล่าวชื่นชมลูกชายของเธอให้เธอฟังบ่อยๆ บอกกับผู้ป่วยด้วยว่า ลูกชายของเธอเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ เค้าจะดูแลตัวเองได้ เธอยิ้มภูมิใจในตัวลูกชาย ในมุมมองของฉันเค้าเป็นเด็กวัยรุ่นที่น่ารักและนิสัยดีคนหนึ่ง อย่างเรื่องความเจ็บป่วยของแม่ เค้าก็มาดูแลตลอด และยังเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเตรียมตัวตาย จึงเข้าใจภาวะของแม่ดี และอยากจะให้แม่จากไปอย่างสงบ ผู้ป่วยเองก็รู้ดีว่าอีกไม่นานเธอก็คงต้องจากโลกนี้ไป เธอเลือกที่จะไม่ใส่ท่อช่วยหายใจและไม่นวดหัวใจเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพ โดยบอกญาติให้ทราบกันทุกคนแล้ว เมื่อญาติและผู้ป่วยมีความเข้าใจในทางเดียวกัน เราจึงให้ความรู้และแนะนำเรื่องการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณ ฉันเคยค้นหาถึงความคับข้องใจหรือสิ่งที่ค้างคาใจกับผู้ป่วยและญาติ ว่าหากมีสิ่งที่ค้างคาใจ เคยโกรธกับใคร ผิดใจกับใคร ก็บอกให้เขามาให้อภัยกัน แต่ทั้งผู้ป่วยและญาติบอกว่า “ไม่มี” จนกระทั่งวันหนึ่งในระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล และอาการของเธอทรุดหนัก เธอเพ้อเรียกชื่อน้องชายทั้งคืน เราจึงได้ความจริงจากพี่สาวว่า ความจริงแล้ว เธอคิดถึงน้องชายคนเล็กที่ผิดใจกับสามีของเธอ จนทำให้ไม่มาเยี่ยมเธอเลย น้องชายก็ไม่กล้ามาเพราะถ้ามาเยี่ยมกลัวว่าจะมีปากเสียงกับสามี เราจึงเข้าไปคุยกับสามีของเธอ ว่าถ้าผู้ป่วยยังมีเรื่องค้างคาใจแบบนี้ก็คงตายอย่างไม่สงบ สามีเธอจึงยอมให้น้องชายเธอมาเยี่ยมและไม่เกิดการทะเลาะกัน หลังจากน้องชายเธอมาเยี่ยมแล้วเธอก็สงบลง คืนนั้น เหมือนเธอเริ่มรู้ตัวแล้วว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องจากไปแล้ว เธออยากกลับบ้าน แต่สามีเป็นห่วงอยากให้เธออยู่โรงพยาบาลจนกว่าจะเสียชีวิต ฉันบอกกับสามีของเธอว่า ทำเพื่อเธออีกสักครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตจะได้ไหม ตามความต้องการของผู้ป่วย คงเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตจริงๆ ถ้าพาเธอกลับบ้าน ทางโรงพยาบาลจะจัดรถไปส่งให้ สามีเธอนิ่งคิด สักครู่ จึงตัดสินใจพาผู้ป่วยกลับบ้านในคืนนั้น วันรุ่งขึ้น เราได้คุยกับลูกชายของเธอ รู้ว่า พ่อ ซึ่งเป็นสามีเก่าของผู้ป่วย เคยผิดใจและเลิกกันไปไม่พูดคุยกันอีกเลย จึงบอกให้ลูกชายพาพ่อมาขอขมา อโหสิกรรมซึ่งกันและกันกับแม่ เมื่อลูกชายพาพ่อมาอโหสิกรรมเสร็จ ผู้ป่วยก็เริ่มมีอาการของภาวะใกล้ตาย คือ จากที่นั่งตลอดเวลานอนราบไม่ได้ ก็ล้มตัวลงนอนราบ แต่ยังพอรู้ตัว ส่งเสียงในลำคอเป็นระยะๆ ทางโรงพยาบาล ได้จัดทีมที่เคยดูแลผู้ป่วยเมื่ออยู่รพ. ออกไปเยี่ยมบ้านถึง 2 ครั้ง ด้วยความเป็นห่วงและเพื่อติดตามว่า ในระยะสุดท้ายของชีวิต เธอจะได้รับการดูแลตามคำแนะนำที่ให้ไปหรือไม่ พบว่า การดูแลทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมนั้นดี แต่ทางด้านจิตวิญญาณนั้นยังไม่มีใครช่วยเหลือ ฉันบอกให้ญาตินำเทปเพลงชินบัญชรซึ่งเป็นเสียงร้องของผู้หญิง ไพเราะมาก(ฉันได้เคยให้กับญาติไว้) มาเปิดให้ผู้ป่วยฟังเพื่อบรรยากาศในบ้านจะได้มีความเป็นสิริมงคลและผู้ป่วยจะได้รับความเป็นสิริมงคลด้วย เมื่อแม่ของผู้ป่วยจะสวดมนต์ก็ให้มาสวดมนต์ใกล้ๆลูกสาว บรรยากาศที่บ้านนั้น เต็มแน่นไปด้วยเพื่อนบ้านที่มาดูใจและอยู่เป็นเพื่อนก่อนตาย มีแต่เสียงพูดคุยกันเองที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย ฉันรู้สึกว่า ผู้ป่วยคงไม่สงบเพราะเปลือกตาที่ปิดอยู่นั้น มีรอยเคลื่อนไหวของลูกในตา เหมือนจะเป็นจังหวะตามเสียงสูงต่ำ ดังเบาของเสียงพูดคุยในกลุ่มคน ฉันจึงบอกกับญาติๆว่า ในตอนนี้ผู้ป่วยอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต และคงจะเสียชีวิตในอีกไม่นาน ขอให้เราทุกคนมาร่วมกันทำสมาธิเพื่อส่งความปรารถนาดีไปให้ผู้ป่วย ทุกคนสงบลง หลับตาร่วมกันทำสมาธิ บางคนยืนบางคนนั่ง ในระหว่างความเงียบนั้น ลูกชายของเธอเดินมาบอกฉันว่า ผมอยากบอกทุกคนแบบนี้มานานแล้ว แต่ไม่กล้าเพราะผมเป็นเด็ก ผมรู้ว่าแม่จะไม่สงบหรอกถ้ายังมีเสียงพูดคุย เพราะตอนที่ผมนอนป่วยอยู่รพ. มีคนมาพูดคุยกันแบบนี้ ตาที่หลับของผม ก็กลิ้งไปกลิ้งมา มันสับสนกับเสียงพูดจนรู้สึกหงุดหงิด ขอบคุณมากครับที่ทำแบบนี้และพี่ช่วยบอกญาติผู้ใหญ่ด้วยนะครับว่าอย่าคุยกันเสียงดัง ฉันรับปากและดำเนินการให้
กับร่างที่นอนหายใจรวยรินอยู่ตรงหน้า มีเสื้อผ้าชุดโปรดของเธอทาบทับอยู่บนร่าง มีแม่คอยจับมืออยู่ใกล้ๆ เพื่อนและญาตินั่งล้อมวงสมาธิอยู่ไม่ห่าง ญาติทุกคนรวมทั้งเพื่อนบ้านได้เข้ามาพูดคุยกับเธอเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว บางครั้งสามีก็เข้ามาหอมแก้ม จับมือบีบเบาๆ กระซิบข้างหูว่า “รักนะ” มีเสียงเพลงบทสวดมนต์ชินบัญชรเปิดคลอตลอดเวลา “ความรู้สึกของเธอคงเต็มสุข” เธอคงพร้อมที่จะไปแล้วล่ะ ฉันจึงเข้าไปกระซิบถามข้างๆ หูของเธอว่า “กลัวความตายไหม” เธอส่ายหน้าเป็นคำตอบ ฉันพูดต่ออีกว่า “คุณเป็นผู้หญิงที่โชคดี มีสามีที่ดี ลูกที่น่ารักและครอบครัวที่อบอุ่น คุณเป็นผู้หญิงเก่งมีคนรักคุณมากมาย ความดีของคุณอยู่ในใจของคนทุกคนไม่ว่าจะเป็นแม่ พี่สาว น้องชาย ลูกชาย และสามีที่รักคุณมาก รวมทั้งเพื่อนคนอื่นๆ ความดีของคุณทั้งหมดที่ทำมาจะส่งผลให้คุณไปพบเจอสิ่งดีๆ ไม่ต้องกลัวนะคะ เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แล้วจะเจอกับแสงสว่าง ระลึกถึงพระพุทธเจ้าไว้นะคะ เพื่อที่จะไปพบพระพุทธเจ้า” สิ้นสุดคำพูด เธอพยักหน้ารับ และอีกไม่นานเธอก็จากไปอย่างสงบ
ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ไม่ใช่ผู้ป่วยที่สิ้นหวัง แต่เป็นผู้ป่วยที่ควรจะอยู่อย่างมีความหวัง คือหวังที่จะให้ทุกลมหายใจสุดท้ายที่เหลืออยู่ มีคุณค่าและความหมายในชีวิต และเราก็สามารถทำให้ความหวังของผู้ป่วยทุกคนเป็นจริงได้ ด้วยสองมือและหัวใจ “หัวใจที่เป็นหัวใจของการให้” และนั่นก็คือ “หัวใจของความเป็นมนุษย์”
ผู้นำเสนอและเขียนเรื่องเล่า
นางสาววิมลนันท์ ทรัพย์วราชัย พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลน้ำพอง
น่าชื่นชมพยาบาล นางสาววิมลนันท์ ทรัพย์วราชัย พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลน้ำพอง ค่ะที่ทั้งทำและเล่าได้ประทับใจมากค่ะ