วันที่ ๑๓ มี.ค. ๕๑ กลุ่มผู้ปกครองรุ่นบุกเบิกของโรงเรียน ที่นำลูกมาเข้าร่วมเรียนรู้ในห้องเรียนวิจัยในแนวทางของโรงเรียนเพลินพัฒนา ตั้งแต่อาคารเรียนยังก่อสร้างไม่เสร็จ ได้นัดกันมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อจะขอให้โรงเรียนเปิดโครงการพัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคลด้วยการส่งต่อข้อมูลระหว่างบ้านและโรงเรียนอย่างใกล้ชิด

 

ผู้ปกครองที่มีเวลาว่างและมีความสนใจจะเข้ามาเป็นตัวแทนในการทำงานร่วมกับโรงเรียน ในการพัฒนาผู้เรียนไปตามข้อมูลสังเคราะห์ขึ้นจากแบบ วพ.๒ ซึ่งเป็นข้อมูลวิจัยและพัฒนาที่ครูผู้สอนแต่ละหน่วยวิชาบันทึกไว้ ตั้งแต่ปีการศึกษาแรกจนกระทั่งปัจจุบัน เพื่อช่วยให้การพัฒนาผู้เรียนมีความชัดเจนยิ่งขึ้น และเพื่อให้ความฝันของ นักการศึกษาหัวก้าวหน้า (ตามคำเรียกขานของผู้ปกครอง) เป็นจริงได้เร็วขึ้น

 

วันที่ ๑๖ มี.ค. ๕๑ นักเรียนมัธยมปลาย เริ่มโครงการสร้างเสริมประสบการณ์ในวิชาชีพที่ตนสนใจ ด้วยการไปศึกษางานตามสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเข้าไปเรียนรู้ลักษณะงานของอาชีพนั้นๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตนเองและความถนัด ความชอบของตนให้ถ่องแท้ยิ่งขี้น ได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียนมากยิ่งขึ้น และรู้ว่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร

 

แหล่งเรียนรู้ที่เป็นทรัพยากรอันมีค่าในครั้งนี้ก็คือ หน่วยงาน องค์กร บริษัท ห้างร้าน ที่ผู้ปกครองและเครือข่ายมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่นั่นเอง

 

วันที่ ๑๙ มี.ค. ๕๑ ดิฉันและคณะ ได้รับเชิญจากสำนักพัฒนานวัตกรรม  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ไปเป็นวิทยากรนำเสนอประสบการณ์ของ โรงเรียนจัดการความรู้ ในประชุมปฏิบัติการจัดการความรู้เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมตามกลยุทธ์ สพฐ. ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีท สุขุมวิท ๒๐

 

สมาชิกที่เข้ามาร่วมในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ประกอบไปด้วยรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และศึกษานิเทศ จาก ๑๗๘ เขตทั่วประเทศ ที่ต้องมีส่วนในการสนับสนุนให้โรงเรียนต่างๆที่อยู่ในเขตพื้นที่ของตนทำงานจัดการความรู้ และสร้างให้การจัดการความรู้ไปก่อให้เกิดนวัตกรรมขึ้นในโรงเรียนต่างๆ

 

ประสบการณ์ นิทรรศการ และตัวอย่างผลงานที่ประมวลไปนำเสนอในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า“KM คือ เครื่องมือสำหรับสร้างนวัตกรรม เป็นการทำกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องจากเรื่องธรรมดาๆคืองานประจำ จนในที่สุดเกิดนวัตกรรมขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังเช่นที่ท่านอาจารย์วิจารณ์ได้กรุณาเขียนไว้ในคำนิยมของหนังสือโรงเรียนจัดการความรู้ และบัดนี้ได้กลายเป็นคำสำคัญของผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านไปเสียแล้ว เพราะทางคณะผู้จัดได้พิมพ์ข้อความดังกล่าวลงในถุงผ้าทุกใบ ที่จะไปปรากฏอยู่ในทุกเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศต่อไปอีกนานทีเดียว

 

นอกจากการประชุมสัมมนาครั้งนี้จะเป็นเวทีให้โรงเรียนได้ไปนำเสนอประสบการณ์จากการปฏิบัติต่อกลุ่มคนในแวดวงการศึกษาแล้ว  เวทีแห่งนี้ยังช่วยตอกย้ำให้ทุกคนได้รู้สึกภาคภูมิใจคุณค่าของงานที่ชาวเพลินฯทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ขึ้นตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาด้วย  หัวหน้าช่วงชั้น และคุณครูกลุ่มแกนนำงานจัดการความรู้ทุกคน ที่มีโอกาสไปร่วมงานในวันนั้นทั้ง ๑๐ กว่าคน ได้เก็บเกี่ยวความอิ่มใจกลับมา สร้างแรงจูงใจให้กับการก้าวต่อไปข้างหน้า

 

 ครูเจี๊ยบ ชุตินารถ  KO ช่วงชั้นอนุบาล เล่าว่ามีผู้สนใจมาถามมากมายว่าอยากให้ทางโรงเรียนทำหนังสือรวมรวมนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียน รวมไปถึงขั้นตอนของการใช้สื่อที่สร้างขึ้น และผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับเด็ก...ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนุก และทำได้ไม่ยาก เพราะธรรมดาแล้วตัวครูเองก็บันทึกภาพการใช้สื่อเหล่านั้น และสังเกตผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นประจำอยู่แล้ว ครูเจี๊ยบจึงมาเสนอความคิดว่าจะลองรวมรวมดู และดิฉันก็รับด้วยความยินดีว่าจะมาช่วยดูแลความสมบูรณ์ของเนื้อหา และความสวยงามของรูปเล่มให้ ส่วนเรื่องทุนทรัพย์ในการจัดพิมพ์ หากทางสำนักพัฒนานวัตกรรมมีงบประมาณก็คงจะเผยแพร่ผลงานชิ้นนี้สู่สาธารณะได้ภายในเวลาไม่นานนัก