คราใดทีมีข่าวออกมาเรื่องปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ ผู้เขียนก็นำเรื่องนี้มาปรารภเชิงขำๆ กับพระ-เณรที่ใกล้เคียงว่า แล้วเมื่อไหร่ค่าแรงขั้นต่ำของพระ-เณรจะปรับขึ้นบ้าง... ซึ่งมักจะได้ฟังความเห็นแปลกๆ ของพระ-เณรบางรูปอยู่เสมอ...
จำได้ว่า เมื่อผู้เขียนแรกบวชนั้น ค่าแรงขั้นต่ำก็ ๒๐ บาท กล่าวคือ การไปสวดศพหรือกิจนิมนต์บ้านๆ คนจนๆ ต่ำสุดก็จะถวาย ๒๐ บาท ส่วนสูงกว่านั้นก็ไม่กำหนด... แต่ก็ยังมีบางท้องที่ ซึ่งต้องเข้าไปลึกๆ ในป่า หรือท้องถิ่นที่ทุรกันดารสุดๆ ยังคงถวาย ๑๐ บาท ซึ่งผู้เขียนเคยเจอ ๒-๓ ครั้ง...
ต่อมา ๒๐ บาทก็ค่อยๆ หายไป คงเหลือ ๒๕ (สวดศพ ๑ เตียง ๔ รูป รวมแล้ว ๑๐๐ พอดี เรียกกันว่า เตียง ๑๐๐ เฉลี่ยแล้วก็ได้รูปละ ๒๕) จาก ๒๕ ก็ขยับขึ้นเป็น ๓๐ และ ๕๐ จนกระทั้งมาอั้นอยู่ที่ ๑๐๐ เมื่อสิบกว่าปีก่อน และจนกระทั้งปัจจุบันนี้ ๑๐๐ ก็ยังมีญาติโยมที่ถวายอยู่ โดยเฉพาะอย่ายิ่งก็คือการสวดศพ...
การที่ค่าสวดศพหรือค่าแรงขั้นต่ำอั้นอยู่ที่ร้อยเดียวนับสิบปีและสิบกว่าปีนี้เอง ทำให้พระที่บวชนานๆ (เช่นผู้เขียน) รู้สึกได้เลยว่า เมื่อไหร่ค่าแรงขั้นต่ำของพระ-เณรจะขึ้นบ้าง (5 5 5 5 5....)
..........
จากประสบการณ์อยู่วัดเกินยี่สิบปี... ค่าแรงขั้นต่ำในสมัยก่อน อาจจำแนกออกเป็นในเมืองและบ้านนอก โดยในเมืองนั้นจะถวายสูงกว่าบ้านนอกนิดหน่อย... แต่สิบกว่าปีมานี้ พวกเรา (พระ-เณร) รู้สึกได้ว่า บ้านนอกหรือในเมืองก็ถวายพอๆ กัน... คงจะเป็นเพราะว่า การเดินทางสะดวก และความจำเป็นในการครองชีพก็ไม่ค่อยต่างกันนัก ทำให้การถวายพระ-เณรจึงพลอยคล้อยตามความเป็นไปของสังคม...
ท้องถิ่นที่อยู่ก็เช่นเดียวกัน เป็นตัวกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ ดังมีนิทานเล่าว่า คนสงขลาจะนั่งรถเมล์ไปเก็บค่าดอกเบี้ยคนหาดใหญ่ ขณะที่คนหาดใหญ่จะนั่งรถส่วนตัวมาขอยืมเบี้ยดอกจากคนสงขลา... นัยนี้บ่งชี้ว่า คนสงขลาขี้เหนียว (คนสงขลาก็คือคนบ่อยางซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอเมืองและตัวจังหวัด)... แม้แต่ปัจจุบันนี้ เมื่อผู้เขียนไปวัดคอหงส์หาดใหญ่ ก็มักได้ยินคำกล่าวหาว่าพวกสงขลาขี้เหนียวอยู่เสมอ...
เพื่อนรูปหนึ่งซึ่งเคยบวชอยู่สงขลา และผู้เขียนพาไปฝากเรียนบาลีอยู่วัดคอหงส์หาดใหญ่ (ตอนนี้ลาสิกขาและได้ภรรยาไปเรียบร้อยแล้ว) เคยวิจารณ์เชิงเปรียบเทียบว่า คนสงขลาขี้เหนียวในการทำบุญ เวลาใส่ซองสองสามร้อยก็มักจะคิดมาก ขณะที่คนหาดใหญ่เค้าใส่ไปเลยสามหรือห้าร้อย ไม่ได้คิดมาก... ซึ่งเป็นมุมมองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง จากการสังเกตเห็น...
............
นอกจากท้องถิ่นแล้ว วงค์ตระกูล (ปักษ์ใต้เรียกว่า โหฺม หรือ เคล้า)) ก็เช่นเดียวกัน อาจกำหนดได้ถึงค่าแรงขั้นต่ำ เช่น ถ้าในตระกูลนี้มีงานบุญก็เชื่อได้ว่าจะต้องถวายเท่านั้นเป็นอย่างน้อย... ซึ่งบางตระกูลอาจร่ำรวย ชอบคุยโอ้อวด แต่ขี้เหนียว ใส่ซองน้อย ซึ่งทำให้พระ-เณรบางรูป รู้สึกไม่ถูกใจ จึงปฏิเสธที่จะไปงานของตระกูลจำพวกนี้ (ภาษาวินัยเรียกว่า คว่ำบาตร สำนวนอังกฤษว่า บอยคอต)
บางตระกูลก็ทำบุญพอสมฐานะ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการทำบุญใส่ซองพอสมฐานะของตนเอง ไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจน... ที่ร่ำรวยก็ใส่ซองประสาคนรวย ที่ค่อนข้างขัดสนก็ใส่ซองตามประสาคนจน ซึ่งตระกูลที่ทำบุญตามฐานะเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครก็มิอาจว่ากล่าวโดยธรรมได้...
แต่ก็มีบางตระกูลที่ แม้ฐานะจะไม่ร่ำรวยนัก แต่ชอบทำบุญ ใส่ซองหนักๆ แน่นอนพระ-เณรถูกใจ... แต่ตระกูลทำนองนี้ ผู้เขียนก็เคยได้ยินพระผู้ใหญ่ทักท้วงกลางที่ประชุมว่า ไม่ต้องถวายมากๆ ก็ได้ เอาไว้แจกลูกแจกหลานบ้าง... ซึ่งพระ-เณรโดยมากก็รู้สึกว่าเป็นการรบกวนญาติโยมเกินไป มักจะเห็นด้วยกับพระผู้ใหญ่ดังกล่าว (ยกเว้นหลวงตาบางรูปที่ อยากได้ เป็นกรณีพิเศษ อาจบ่นพึมพำว่า เค้าถวายเท่าไหร่ก็ชั่งเค้า ไปพูดอะไรมาก... 5 5 5)
............
หลวงพี่บางรูปวิจารณ์ว่า ญาติโยมจะถวายมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความศรัทธาหรือพอใจต่อพระหัวหน้าหรือเจ้าอาวาสด้วย วัดเราเจ้าอาวาสไม่ได้เรื่อง เค้าไม่ศรัทธา จึงถวายน้อย ....นี้เป็นความเห็น
หลวงพี่อีกรูปจึงเอ่ยขึ้นว่า อย่างนั้นผิดกับวัดผม วัดที่ผมอยู่ ญาติพี่น้องของเจ้าอาวาสรวยๆ ทั้งนั้น ลูกหลานของท่านยิ่งรวยขึ้นไปอีก ใครถวายน้อยๆ ถูกด่าเข้าวัดไม่ได้ พวกลูกวัดสบาย...นี้ก็เป็นความเห็น
มีข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง ที่ผู้เขียนสังเกตมาก็คือ การที่ญาติโยมจะใส่ซองมากน้อยตามค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละวัดนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าอาวาสด้วย... เจ้าอาวาสบางวัดมีอำนาจ บารมี หรืออิทธิพลบางอย่าง ทำให้บรรดาญาติโยมที่มาทำบุญไม่กล้าใส่ซองน้อยๆ ...
ส่วนการถวายมากหรือน้อย จะชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมนั้น เป็นประเด็นที่ต่างไปจากกรณีนี้
........
อีกประเด็นหนึ่ง จากที่เคยสังเกตก็คือ หน้าที่การทำงานของญาติโยมก็เป็นตัวบ่งชี้การใส่ซองด้วย กล่าวคือ พวกมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย เช่น ข้าราชการ มักจะใส่ซองไม่ค่อยมาก เพราะต้องควบคุมค่าใช้จ่ายประจำเดือน... บริษัท ธนาคาร ห้างร้าน เวลาทำบุญประจำปี ก็ใส่ซองไม่ค่อยมาก เพราะเป็นงบรายจ่ายประจำที่ต้องประหยัด อาจสังเกตได้ว่า ถ้าปีไหนเศรษฐกิจดีซองก็อาจหนาขึ้นนิด ถ้าเศรษฐกิจแย่ซองก็อาจบางลงอีกหน่อย...
กลุ่มสุดท้ายก็คือ กลุ่มที่ใส่ซองค่อนข้างหนาตลอด ไม่ว่าเหตุการณ์จะไปอย่างไร ก็คือ กลุ่มคนที่มีเงินถุงหรือเงินนอน เช่น มีบ้านให้เช่าเยอะ มีสวนยางเยอะ ... กลุ่มนี้จะมีเบี้ยเก็บเยอะ และมีรายได้ประจำแต่ละเดือนหรือแต่ละปีเพิ่มขึ้นตลอด ทั้งเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสดี มักจะใส่ซองหนาๆ ตลอด... ซึ่งโดยมากก็จะเป็นผู้ค่อนข้างสูงอายุ เหตุผลที่ท่านอ้างก็คือ แบ่งให้พระ-เณรจ่ายบ้าง ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ลูกหลานก็แบ่งให้มันแล้ว มักรักษาไม่ได้ก็ชั่งมัน....
ตามที่เล่ามาทั้งหมด ผู้เขียนว่า กลุ่มสุดท้ายนี้แหละ คือ ผู้ที่มีบุญแท้ ถ้าชาติหน้ามีจริง คิดว่า พวกเค้าคงไปเกิดบนสวรรค์หรือภพภูมิที่สูงกว่านี้ แน่นอน...
กลุ่มสุดท้ายก็คือ กลุ่มที่ใส่ซองค่อนข้างหนาตลอด ไม่ว่าเหตุการณ์จะไปอย่างไร ก็คือ กลุ่มคนที่มีเงินถุงหรือเงินนอน เช่น มีบ้านให้เช่าเยอะ มีสวนยางเยอะ ... กลุ่มนี้จะมีเบี้ยเก็บเยอะ และมีรายได้ประจำแต่ละเดือนหรือแต่ละปีเพิ่มขึ้นตลอด ทั้งเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสดี มักจะใส่ซองหนาๆ ตลอด... ซึ่งโดยมากก็จะเป็นผู้ค่อนข้างสูงอายุ เหตุผลที่ท่านอ้างก็คือ แบ่งให้พระ-เณรจ่ายบ้าง ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ลูกหลานก็แบ่งให้มันแล้ว มักรักษาไม่ได้ก็ชั่งมัน....
ขอลอกบทความพระคุณเจ้ามาใส่ เพราะเห็นว่าเป็นพระเน้นที่รายได้ มากกว่าการปฏิบัติภาระกิจของศาสนา
จึงมองภาพให้เห็นว่าส่วนหนึ่ง ปัจจุบันนี้มีบางวัด ซึ่งหารายได้แข่งขันกันสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆเพื่อหารายได้จากการท่องเที่ยววัด มากกว่าสอนคนให้ปฏิบัติธรรม
นมัสการพระอาจารย์ครับ
หมายถึง ค่า นิตยภัต ใช่หรือไม่ครับพระอาจารย์
นายชนะไพรินทร์
อาตมาก็นำข้อเท็จจริงมาเล่า....สิ่งที่เป็นความเห็นของอาตมาอยู่บ้าง ก็อาจสะท้อนมุมมองของอาตมา....
ส่วนความเห็นของคุณโยมก็เป็นความเห็นของคุณโยม ซึ่งอาจสะท้อนบางสิ่งบางอย่างออกมา ที่ผู้อ่านบางคนอาจซึมซับได้....
..............
กวินทรากร
นิตยภัตร คือ เบี้ยประจำหรือเงินเดือนที่ทางราชการถวายให้พระสังฆาธิการตามลำดับชั้น...
ส่วนที่เขียนเล่าสนุกๆ นี้ เป็นเีพียงเบี้ยทำบุญที่ญาติโยมถวายตามโอกาสเท่านั้น...
.........
เจริญพร
นมัสการพระอาจารย์
อ่านแล้ว ก็ เห็นใจพระ จริงๆ
กระผมเองก็เป็นประเภท ข้าราชการ มนุษย์เงินเดือน ที่มีแม่มีลูกมีเมีย ต้องส่งเสียอยู่บ้าง ทำตามแต่กำลังจะพอมี
ตามที่เล่ามาทั้งหมด ผู้เขียนว่า กลุ่มสุดท้ายนี้แหละ คือ ผู้ที่มีบุญแท้ ถ้าชาติหน้ามีจริง คิดว่า พวกเค้าคงไปเกิดบนสวรรค์หรือภพภูมิที่สูงกว่านี้ แน่นอน...
เมื่อ ทำน้อย แล้วไม่ได้บุญ ก็คง งดไว้ก่อน รอไว้มีแล้วค่อยตั้งเป้าใหม่ดีกว่ากระมังพระอาจารย์ อิอิ
Boonchai Theerakarn
การทำบุญก็ต้องได้บุญ ส่วนผลของบุญจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง กล่าวคือ น้ำใจผู้ทำ สิ่งที่ทำ ผู้รับ ...
คงบางคนแม้ใจชอบทำบุญ แต่ก็ไม่พร้อม มีความกังวลในเรื่องต่างๆ... ส่วนบางคนทำตามสังคมพาไป มิใช่ใจบุญอย่างแท้จริง... เป็นต้น
จากการพิจารณากลุ่มสุดท้ายนี้แหละ จัดว่าผู้มีบุญจริงๆ ไม่ต้องดูชาติหน้า ดูชาตินี้แหละ...
ในทางกลับกัน บางคนแม้สูงอายุ และมีทรัพย์สมบัติเยอะ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีเวลาทำบุญ เพราะต้องคอยบริหารงาน ยังกังวลกับงานต่างๆ ไม่ยอมยกให้ลูกหลาน (ทำนองไม่ยอมแก่)... หรือบางคน ลูกหลานไร้ความสามารถ พอยกให้ไปก็มีปัญหายุ่งยาก ต้องกลับไปจัดการใหม่ทุกครั้ง (ทำนองลำบากตอนแก่)...
เจริญพร
สาธุค่ะ ดิฉันเพิ่งไปทำบุญบวชพระภาคฤดูร้อนมาค่ะ
ความเห็นส่วนตัวนะคะ เป็นคนทำบุญไม่ขาด ด้วยความเต็มใจจริงๆ พอไม่ได้ทำบุญในเวลาที่ควรทำ ก็รู้สึก ไม่ค่อยสบายใจค่ะ
คนเรา ตายไป เอาอะไรไปไม่ได้ เงินที่มีอยู่ ก็แบ่งเป็นกองๆ หลายกอง แต่กองหนึ่งคือกองทำบุญค่ะ เป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ
กราบ 3 หนค่ะ
Sasinanda
ตอนเขียนก็ไม่ได้คิดถึงกัลยาณมิตรในโกทูโน แต่เมื่อเปิดเห็นรูปคุณโยม ก็นึกได้ทันทีว่า คนนี้แหละ ! น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มสุดท้ายตามที่เล่ามาได้... (ตอนที่ระลึกได้ ยังไม่ได้อ่านความเห็น)
คนกลุ่มสุดท้ายที่ว่านี้ สังคมในท้องถิ่นนั้นๆ จะรับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นคนมีบุญ ใจดี หรือธัมมะธัมโม...
............
อาตมาก็นำข้อเท็จจริงในสังคมมาเล่าเป็นข้อคิดเท่านั้น ส่วนใครวิจารณ์ยังไง ไม่ค่อยสนใจนัก... เคยพูดเล่นๆ กับเพื่อนๆ ทำนองตีโวหารว่า...
เจริญพร
นมัสการค่ะ ไม่อยากให้พระคุณเจ้าคิดอย่างนั้นค่ะ ....
กราบ 3 หนค่ะ
Sasinanda
เจริญพร
ค่าแรงของพระ-เณร คือ ความศรัทธา
aonjung
สำนวนโดนใจ...
พระ-เณรที่บวชอยู่ได้นานๆ นั้น มักจะมีศรัทธาเป็นค่าแรงเบื้องต้น... ส่วนสิ่งอื่นที่ตามมาเป็นเพีียงสิ่งแปลกปลอม... ขณะที่ปัจจัยที่ญาติโยมถวายก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาของญาติโยมเช่นเดียวกัน...
จะนำไปโม้ต่อ...
เจริญพร
..คำเขาว่า..คนจะงาม งามน้ำใจใช่ใบหน้า....คน(พระ)จะรวย รวยศีลทานใช่บ้าน(วัด โบสถ์ กุฏิ)โต..ฮิ ฮิ..
นมัสการขอรับ..
มั้ยล่ะ..อัยเรื่องเงินเรื่องทองเนี้ย..พระพูดชัดไม่ได้ดอก..เมื่อบวชแล้วก็เหมือนเกิดใหม่..ชาวบ้านเขาคิดว่า..มีข้าวฟรี ที่พักฟรี เรียน(ธรรม)ฟรี ชุดแต่งก็ไม่ต้องวุ่นวาย..ไม่เหมือนญาติโยมที่ว่าย วนอยู่ในวัฏฏะ..มองพระเหมือนถึงฝั่งแล้ว..หารู้ถึงสุขทุกข์ของพระ..จึงหวังให้พระช่วยมากกว่าจะช่วยพระ..เว้นแต่ อุบาสก อุบาสิกาแท้ที่เข้าใจและช่วยประคับประคองให้พระเป็นสงฆ์สุปฏิปันโนจนถึงอริยะสงฆ์เพื่อเป็นที่พึ่งของชาวโลกได้แท้จริง..เป็นเช่นนี้ใช่ไหม?ขอรับ..
ลุงรักชาติราชบุรี
พระ-เณรในโลกแห่งอุดมคติ กับพระ-เณรในโลกแห่งความเป็นจริง แตกต่างกัน...
ในโลกแห่งอุดมคติ ผู้ประเสริฐ เหล่าก่อแห่งผู้สงบ ผู้เห็นภัยในวัฎฎสงสาร...
ในโลกแห่งความเป็นจริง ก็คือลูกหลานชาวบ้านนี้แหละ ต้องมีความเป็นอยู่และเป็นไปในฐานะสิ่งมีชีวิตเหมือนกับลูกหลานชาวบ้านอื่นๆ...
อีกอย่างหนึ่ง ในโลกแห่งความเป็นจริงก็มีหลากหลายนัก พระ-เณรเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีก่อน ใช่ว่าจะเป็นอยู่อย่างเดียวนี้ได้... หรือความเป็นอยู่ของพระ-เณรภาคเหนือ บางอย่างใช่ว่าจะมาใช้ภาคใต้ได้ ...เป็นต้น
บางคนคิดฝันถึงแต่โลกแห่งอุดมคติ มองไม่เห็นโลกแห่งความเป็นจริง....
เจริญพร